พระอรหันต์ และ พระอนาคามี ยังหัวเราะไหม
 
DjPut
วันที่  9 มี.ค. 2562
หมายเลข  30533
อ่าน  351

ขอบพระคุณ และอนุโมทนาครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 มี.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

หสนจิต เป็นจิตที่ทำให้เกิดอาการหัวเราะหรือยิ้มแย้มร่าเริง  มี ๑๓ ดวง คือ

        โลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ๔ ดวง

        มหากุศลที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ๔ ดวง
  
        มหากิริยาที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ๔ ดวง

และหสิตุปปาทจิตซึ่งเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนาอีก ๑ ดวง

การยิ้มแย้มหัวเราะ มี ๖ ประเภท คือ

๑. สิตะ เป็นการยิ้มหรือแย้มไม่เห็นไรฟันของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. หสิตะ เป็นการยิ้มพอเห็นไรฟันของพระอรหันตสาวก พระอนาคามี
พระสหทาคามี พระโสดาบัน และปุถุชน
๓.วิหสิตะ เป็นการหัวเราะมีเสียงเบาๆ เกิดกับพระอริยบุคคลเบื้องต้น ๓ และปุถุชน
๔.อติหสิตะ เป็นการหัวเราะมีเสียงดัง เกิดกับพระสกทาคามี  พระโสดา บัน และปุถุชน
๕.อุปหสิตะ  เป็นการหัวเราะจนกายไหว  เกิดกับปุถุชนเท่านั้น
๖.อวหสิตะ  เป็นการหัวจนน้ำตาไหล  เกิดกับปุถุชนเท่านั้น

พระอรหันต์  แย้มยิ้มด้วยจิต   ๕   ดวง คือ ...

        โสมนัสมหากิริยาจิต  ๔  ดวง 

และ   หสิตุปปาทจิต  ๑  ดวง

 พระอริยบุคคลเบื้องต้น  ๓  ยิ้มหัวเราะด้วยจิต  ๖  ดวง  คือ ...

        โสมนัสโลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุตต์  ๒  ดวง

        โสมนัสมหากุศลจิต  ๔  ดวง

 ปุถุชน  ยิ้มและหัวเราะด้วยจิต  ๘  ดวง  คือ ...

        โสมนัสโลภมูลจิต  ๔  ดวง

และ  โสมนัสมหากุศลจิต  ๔  ดวง

  หสิตุปบาท คือ จิตที่ทำให้เกิดการยิ้มแย้ม ของพระอรหันต์   หมายถึง  อเหตุกกิริยาจิต

ที่เป็นมโนวิญญาณธาตุทำกิจชวนะ     ซึ่งเป็นจิตที่ทำให้พระอรหันต์เกิดอาการแย้มยิ้ม  เมื่อได้รับอารมณ์ เช่น เมื่อเห็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ควรแก่การหลีกเร้น  หรือเมื่อได้ยินเสียงของผู้ที่กล่าวผรุสวาจาต่อกัน  พระอรหันต์ก็เกิดอาการแย้มยิ้ม  เพราะทราบว่าตนพ้นจากเหตุที่ทำให้ไปสู่อบายแล้ว    หรือ  เห็นเปรตก็เกิดอาการยิ้มแย้ม   เพราะรู้ว่าตัวท่านพ้นจากอบายแล้วครับ

       หสิตุปาทจิตของพระอรหันต์ที่ยิ้มแย้ม จะไม่ถึงกับการหัวเราะแบบปุถุชนครับ เพียงยิ้มแย้มเห็นฟันเล็กน้อยเท่านั้นครับ

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 14

......ทรงกระทำความแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ ทรงแย้มพระโอษฐ์.  พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงพระสรวล เหมือนอย่างพวกมนุษย์ชาวโลกีย์ ย่อมตีท้องหัวเราะว่า   ที่ไหน   ที่ไหน   ดังนี้.  ส่วนการยิ้มแย้มของพระพุทธเจ้าทั้งหลายปรากฏเพียงอาการยินดีร่าเริงเท่านั้น.   อนึ่ง การหัวเราะนั้น  มีได้ด้วยจิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัส ๑๓ ดวง. ในบรรดาจิตเหล่านั้น มหาชนชาวโลกย่อมหัวเราะด้วยจิต ๘ ดวง  คือ     โดยอกุศลจิต ๔ ดวง โดยกามาวจรกุศลจิต  ๔ ดวง  พระเสกขบุคคลย่อมหัวเราะด้วยจิต ๖ ดวง  นำจิตที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิฝ่ายอกุศลออก ๒  ดวง  พระขีณาสพย่อมยิ้มแย้มด้วยจิต ๕ ดวง  คือ ด้วยกิริยาจิตที่เป็นสเหตุกะ ๔ ดวง  ด้วยกิริยาจิตที่เป็นอเหตุกะ ๑ ดวง  แม้ในจิตเหล่านั้นเมื่ออารมณ์มีกำลังมาปรากฏ   ย่อมยิ้มแย้มด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยญาณ ๒ ดวง  เมื่ออารมณ์ทุรพลมาปรากฏ     ย่อมยิ้มแย้มด้วยจิต ๓ ดวง คือ ด้วยทุเหตุกจิต ๒ ดวง ด้วยอเหตุกะ ๑ ดวง. 

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 10 มี.ค. 2562

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น    

พระอรหันต์  คือ ผู้ที่ดับกิเลสทั้งปวงได้อย่างหมดสิ้น      เหตุที่ท่านไม่มีการหัวเราะเสียงดัง     หรือยิ้มอ้าปากกว้างเหมือนปุถุชน    เพราะท่านละกิเลสได้หมดแล้ว      เมื่อพระอรหันต์ท่านดีใจ  เพียงแย้มเห็นไรฟันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น      สำหรับพระอนาคามี เป็นพระอริยบุคคลขั้นที่ ๓ ที่สามารถดับความติดข้องในกามได้ ดับความโกรธได้  ความประพฤติเป็นไปของท่านย่อมต่างจากผู้ที่ยังหนาแน่นไปด้วยกิเลสอย่างสิ้นเชิง

ปกติของผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์  จะมีกิริยาจิตเพียง ๒ ประเภท เท่านั้น คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต  และ มโนทวาราวัชชนจิต     ส่วนผู้ที่เป็นพระอรหันต์       มีกิริยาจิตมากกว่านี้  และ หนึ่งในนั้น ก็คือ หสิตุปาทจิต (จิตแย้มยิ้มของพระอรหันต์)  สำหรับพระอรหันต์ท่านแย้มยิ้ม ด้วยจิต  ๕ ดวง      คือ มหากิริยา  (ที่เป็นสเหตุกกิริยา) ๔ ดวง อันประกอบด้วยโสมนัสเวทนา   และ อีก ๑ ดวง    เป็นอเหตุกกิริยา    คือ หสิตุปาทจิตนั่นเอง  ดังนั้น  ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์จะไม่มีหสิตุปาทจิตเลย         ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์สามารถแย้มยิ้มได้ด้วยจิตหลายประเภท กล่าวคือด้วยโลภมูลจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา  และ มหากุศลที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา   

ผู้ที่ศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวัน    ย่อมจะมีความเข้าใจว่า  การที่จะมีปัญญาเพิ่มขึ้น  เจริญขึ้นเรื่อย ๆ นั้นต้องอาศัยการฟัง    การศึกษาการสนทนา การสอบถาม  การพิจารณาการใคร่ครวญ ค่อย ๆ ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ   เท่านั้น   ปัญญาจึงจะเจริญขึ้นได้    ซึ่งเป็นการสะสมความเข้าใจถูก  เห็นถูก ไปตามลำดับ สิ่งที่สะสมไว้ย่อมไม่หายไปไหนแต่สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะ, ในทางตรงกันข้าม  บุคคลผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจฟังด้วยดี    ไม่เข้าไปอาศัยผู้เป็นพหูสูต   ไม่สนทนาไม่สอบถาม   ไม่พิจารณาในเหตุในผล  ย่อมไม่มีทางที่ปัญญาจะเจริญได้เลย  กล่าวคือไม่ได้ปัญญา นั่นเอง ครับ                             

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
apichet
apichet
วันที่ 11 มี.ค. 2562

ขอบคุณครับอนุโมทนาสาธุครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
Tula
Tula
วันที่ 26 พ.ย. 2562

ดีและดีคือดี

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ