ขอแสดงความเห็น
 
ฉีฟ่งจื้อ
วันที่  8 ม.ค. 2562
หมายเลข  30368
อ่าน  276

เรียน   ท่านวิทยากร

    ถ้าไม่ไปวัดแล้วจะให้ไปทำบุญไปฟังธรรมที่ไหนครับ เพราะชาวบ้านผูกพันกับวัดมายาวนานแล้วเมื่อไปวัดอย่างน้อยพอได้ฟังพระธรรมก็งดเว้นบาบอกุศลได้ไม่มากก็น้อย เพราะปัญญาของคนเราไม่เหมือนกันที่พระพุทธองค์เปรียบบัว 4  เหล่า ครั้นจะมาฟังพระอภิิธรรมจากท่านอ.สุจินต์ชาวบ้านคงเข้าใจยาก เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคนที่สะสมมาจริงๆ เอาแค่มีศีล 5 ผมว่าก็รักษายากแล้ว ถ้าได้ฟังธรรมอย่างน้อยจิตใจเขาย่อมเป็นบุญ ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆโดยไม่รู้เรื่องเลย อย่างน้อยก็ได้ถวายอาหารพระ แค่นี้จิตก็เป็นบุญแล้วครับ ถึงแม้จะไม่ประกอบด้วยปัญญาเขาก็ได้ไปสู่สุคติ ยิ่งในยุคนี้แล้วผมมองว่าคงหาพระที่ปฏิบัติตรงตามพระวินัยได้ยากเหมือนสมัยพุทธกาลโดยเฉพาะการ

รับเงิน เพราะรับกันมาหลายยุคแล้ว กระนั้นก็ดีผมว่าถ้าทำบุญต้องได้บุญอยู่แล้ว  เพราะยังดีกว่าพระในยุคใกล้5000ปี ในยุคนั้นถ้าทำบูญเป็นสังฆทานผลก็ยังมากอยู่ เพราะถ้าเลือกพระทำบุญหรือเลิกทำเลยก็จะทำให้พุทธศาสนาในไทยหมดลงได้ ก็คงเหลือ 2 รัตนะ ไม่มีพระสงฆ์ให้กราบไหว้ ผมก็ขอแสดงความเห็นเท่านี้ ขออนุโมทนาครับ 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 8 ม.ค. 2562 17:30 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ควรที่จะได้พิจารณาว่า 
-พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าประมาท ไม่ศึกษา หรือ ศึกษาอย่างผิวเผิน ก็ย่อมเข้าใจผิด คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เมื่อเข้าใจผิด ก็สอนผิด ทำให้มีการทำในสิ่งผิดๆตามๆกันไป ด้วยความไม่รู้     ถ้ามีาการศึกษาด้วยความเคารพเห็นประโยชน์ของพระธรรมจริงๆ  ความเข้าใจถูกเห็นถูกก็จะค่อยๆเจริญขึ้น  เมื่อมีความเข้าใจ ก็สามารถเกื้อกูลผู้อื่นให้มีความเข้าใจถูกต้องได้  ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพระภิกษุหรือเพศบรรพชิตเท่านั้น  แม้คฤหัสถ์ ก็สามรถศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาได้ และสามารถเกื้อกูลผู้อื่นให้เข้าใจถูกได้อีกด้วย    แม้แต่ในเรื่องบุญ เป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลส  ไม่ใช่การทำด้วยความอยากความหวังที่จะได้บุญ    ถ้ามีความเข้าใจอย่างถูกต้อง  โอกาสของบุญมีมากทีเดียวในชีวิตประจำวัน เพราะที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ ที่เป็นบุญกิริยาวัตถุมี ๑๐ ประการ คือ

๑. ทาน การให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้รับ
๒. ศีล ได้แก่ ความประพฤติทางกาย  ทางวาจา  ที่เป็นกุศล  คือ ไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นให้เดือดร้อน
๓. ภาวนา การอบรมจิตให้สงบ   คือ สมถภาวนา ๑  และการอบรมให้เกิดปัญญา วิปัสสนาภาวนา ๑
๔. อปจายนะ การอ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ก็เป็นบุญ เพราะว่าจิตใจในขณะนั้นไม่หยาบกระด้างด้วยความถือตัว
๕. เวยยาวัจจะ การสงเคราะห์แก่ผู้ที่ควรสงเคราะห์  ไม่เลือกสัตว์ บุคคล  ผู้ใดที่อยู่ในสภาพที่ควรสงเคราะห์ช่วยเหลือให้ความสะดวก ให้ความสบาย ก็ควรจะสงเคราะห์แก่ผู้นั้น แม้เพียงเล็กน้อยในขณะนั้น ก็เป็นกุศลจิต เป็นบุญ
๖. ปัตติทาน การอุทิศส่วนกุศล ให้บุคคลอื่นได้ร่วมอนุโมทนา  ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลจิตของบุคคลอื่นเกิดได้
๗. ปัตตานุโมทนา การอนุโมทนาแก่ผู้อื่นที่ได้กระทำกุศล     เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นคนพาล  ไม่สามารถจะอนุโมทนาได้เลย   เพราะฉะนั้น  ขณะใดที่ได้ทราบการกระทำบุญกุศลของบุคคลอื่น   ก็ควรเป็นผู้ที่มีจิตยินดี ชื่นชม อนุโมทนา ในกุศลกรรมของบุคคลอื่นที่ตนได้ทราบนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่ตระหนี่แม้แต่จะชื่นชมยินดีในบุญกุศลของบุคคลอื่น
๘. ธัมมเทศนา การแสดงธรรมแก่ผู้ต้องการฟัง   ไม่ว่าเป็นญาติ มิตรสหาย หรือบุคคลใดก็ตาม  ซึ่งสามารถจะอนุเคราะห์ให้เขาได้เข้าใจเหตุผล ในพระธรรมวินัย  ก็ควรที่จะได้แสดงธรรมแก่บุคคลนั้น
๙. ธัมมัสสวนะ การฟังธรรม  เพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก ในสภาพธรรม ตรงตามความเป็นจริง ก็เป็นบุญ
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์    การกระทำความเห็นให้ตรง ตามสภาพธรรม และเหตุผล ของสภาพธรรมนั้น ๆ ธรรมใดที่เป็นกุศล  ก็ให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ว่า  เป็นกุศลจริงๆ ธรรมใดที่เป็น อกุศล   ก็ให้พิจารณากระทำความเห็นให้ตรงตาม สภาพธรรม จริงๆ ว่า สภาพธรรมนั้นเป็นอกุศล ไม่ปะปนกุศลธรรมกับอกุศลธรรม

 พระธรรมที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา  มีความละเอียด ลึกซึ้ง เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ที่ได้ศึกษา และมีความเข้าใจ ไปตามลำดับอย่างแท้จริง  เพราะทุกส่วนของคำสอนที่พระองค์ทรงแสดงนั้น เป็นไป เพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมอย่างแท้จริง  

 ดังนั้น ผู้ที่เห็นประโยชน์ของ การขัดเกลากิเลส   ก็จะไม่ละเลยโอกาส ในการเจริญกุศลประการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน    เพราะถ้ากุศลไม่เกิด  ก็จะเป็นโอกาสให้ อกุศลเกิด พอกพูนหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

-สิ่งที่ผิด ไม่ควรชื่นชมสรรเสริญเลย เช่น การถวายเงินของคฤหัสถ์ที่มีต่อพระภิกษุ  และ  การรับเงินของพระภิกษุ     ควรที่จะได้พิจารณา ว่า การถวายเงินแก่พระภิกษุ  ไม่ได้บุญ  ไม่เป็นบุญเลย เพราะทำไปด้วยความอยาก ด้วยความไม่รู้ เป็นเหตุให้พระภิกษุล่วงละเมิดพระวินัย ทำให้ท่านลำบากอย่างยิ่ง เพราะถ้าพระภิกษุมรณภาพไปในขณะที่ท่านยังมีอาบัติอยู่ ชาติหน้าท่านเกิดในอบายภูมิเท่านั้น เป็นประหนึ่งว่าเรานั่นเองที่เป็นผู้ผลักท่านลงอบายภูมิ  การ กระทำอย่างนั้น จะเป็นบุญได้อย่างไร     เมื่อรู้ว่า สิ่งใด ผิด ไม่ควรส่งเสริมสิ่งนั้น  และบุคคลผู้กระทำผิด ทำลายพระธรรมวินัย  ยังจะส่งเสริมสนับสนุนบุคคลเหล่านั้นอีกหรือ  ไม่ใช่ด้วยความหยาบกระด้างแห่งจิต แต่ด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า สิ่งใด ควร สิ่งใดไม่ควร ปัญญาทำกิจของปัญญา เกื้อกูลให้ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามเท่านั้น

-สังฆรัตนะ คือ พระอริยบุคคลในฐานะที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ตาม   สังฆรัตนะ เป็นหมู่ของบุคคลผู้ขัดเกลากิเลสรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคล   นอกจากนั้นไม่ใช่สังฆรัตนะ,   ภิกษุผู้ทุศีล ไม่ใช่สังฆรัตนะ และไม่มีโอกาสถึงความเป็นสังฆรัตนะได้ เพราะยังมีโทษคืออาบัติติดตัวอยู่ ไม่สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้   แม้จะเป็นภิกษุผู้มีศีล แต่ถ้ายังไม่ได้บรรลุธรรมถึงความเป็นพระอริยบคคล ก็ไม่ใช่สังฆรัตนะ  ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
hetingsong
hetingsong
วันที่ 8 ม.ค. 2562 19:17 น.

ทิฎฐุชุกรรม  สาธุ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
prasan.byo
prasan.byo
วันที่ 10 ม.ค. 2562 08:01 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Somporn.H
Somporn.H
วันที่ 10 ม.ค. 2562 22:23 น.

ทุกส่วนของคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงแสดง เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรมอย่างแท้จริง

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 11 ม.ค. 2562 20:04 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
วิริยะ
วันที่ 17 ม.ค. 2562 11:45 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
โพธิ์งามพริ้ง
วันที่ 22 ม.ค. 2562 11:03 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
พัชรีรัศม์
พัชรีรัศม์
วันที่ 23 ม.ค. 2562 05:59 น.

คำตอบชัดเจนค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
sirijata
วันที่ 31 ม.ค. 2562 17:56 น.

พระพุทธศาสนาจะยังคงอยู่ พระรัตนตรัยจะยังคงอยู่ ตราบเท่านาน  ถ้าภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศึกษาพระธรรมวินัย ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ไตร่ตรอง ทบทวน ทรงจำตามพระธรรมวินัย ฟังบ่อยๆ ด้วยความพากเพียร อดทน ที่จะรู้ จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฎอยู่ขณะนี้ ที่เป็นธรรมะ เป็นอนัตตา เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่กลับมาอีก ไม่มีอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นไว้

ถ้าคุณฉีฯ ฟังพระธรรมวินัยอยู่่เช่นนี้ ก็ไม่ต้องกังวลอื่นใดค่ะ  ขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ