จะเป็นคนนี้ที่ดี หรือว่า จะเป็นคนนี้ที่ไม่รู้เหมือนเดิม?
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  5 ธ.ค. 2561
หมายเลข  30291
อ่าน  365

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาธรรม
ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
วันพุธที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๑



~ไม่มีอะไรที่ยังเหลืออยู่เลย เมื่อวานนี้หมดแล้ว เมื่อเช้านี้หมดแล้ว เมื่อกี้นี้หมดแล้ว ขณะนี้กำลังหมด จนกว่าจะถึงขณะต่อๆไปที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เท่านั้นเอง ชีวิต ไม่มีอะไรมากกว่านี้เลย มีแต่สิ่งที่กำลังมี เพราะเกิด แล้วก็ดับ  ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงเพราะเกิด  ซึ่งไม่มีใครไปทำให้เกิด  เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก

~เมื่อถึงคราวที่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ก็ต้องจากโลกนี้ไป มีใครบ้างที่ไม่จากโลกนี้ไป? ต้องจากแน่นอน  แต่ก่อนจาก ได้ฟังคำที่ไม่เคยได้ยินมา  เป็นปาฏิหาริย์ทำให้มีความเข้าใจถูกต้องแม้เพียงขั้นการฟัง  ซึ่งจะทำให้ค่อยๆเข้าใจขึ้น  ค่อยๆละคลายความไม่รู้  จนกระทั่งเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา   ทุกคำ ต้องสอดคล้องกันทั้งหมด

~ผู้ฟัง คือ สาวก  สาวกของใคร?  สาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า,  ฟังคำของใคร?  ฟังคำของพระองค์  เพื่ออะไร?  เพื่อเข้าใจสิ่งที่มี  รู้ว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้  มิฉะนั้น พระองค์ไม่ทรงแสดง

~ปีติ(เอิบอิ่มใจ)ที่ได้ฟังคำจริง  ถ้าได้ฟังพระธรรมต่อไป   เข้าใจอีก  ความปีติที่ได้ยินได้ฟังก่อนที่จะจากโลกนี้ไปก็ต้องเพิ่มขึ้น  เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ฟังพระธรรม นำมาซึ่งสิ่งซึ่งประมาณค่ามิได้    เพราะเหตุว่า คำของพระสัมมาสัมพระเจ้าทุกคำ ประมาณค่ามิได้  เงินซื้อไม่ได้ แต่ต้องอาศัยการเห็นประโยชน์  ขณะใดที่มีจิตผ่องใสปราศจากโลภะ(ความติดข้อง)โทสะ (ความโกรธ ขุ่นเคืองใจ) โมหะ(ความหลง ความไม่รู้)   แล้วรู้ว่าการได้ยินได้ฟังสิ่งที่มีจริงสามารถที่จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้องซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ขณะนั้นก็ปีติ  เพราะฉะนั้น การที่ได้เข้าใจธรรมจริงๆ  ขณะนั้นมีปีติ จะมากหรือจะน้อย  ก็ต้องแล้วแต่ความเข้าใจ

~จิตเป็นสภาพรู้  เจตสิก(สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต) ก็เป็นสภาพรู้   แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน  เกิดพร้อมกัน   รู้สิ่งเดียวกัน  ดับพร้อมกันด้วย

~ความเข้าใจ  เป็นธรรม   เพราะฉะนั้น   ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงขึ้น   จึงสามารถที่จะดับการที่เคยยึดถือ ว่า สภาพธรรม เป็นเรา   ซึ่งไม่ง่ายเลย

~ไม่มีอะไรมีค่าประเสริฐเท่ากับความเข้าใจธรรม

~จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้   ก็ทำหน้าที่ได้ขณะเดียวในชาตินี้แล้วก็จะไม่กระทำอีก  แต่ว่าเป็นหน้าที่ของจิตต่อไปที่จะทำกิจเกิดเป็นบุคคลใหม่  โดยเลือกไม่ได้  เพราะฉะนั้น  ความตาย ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวเลย   ปกติอย่างนี้เลย เพราะว่าจิตขณะนี้ก็ดับไปแล้วนับไม่ถ้วน    แค่ ๒ ขณะที่เกิดดับติดกัน  (จุติจิต กับ  ปฏิสนธิจิต)  ใครจะรู้ เพราะฉะนั้น  จากโลกนี้ ทันที  ก็เกิดทันที แล้วก็ลืมโลกนี้ทันที  เป็นบุคคลใหม่

~เกิดมา  ก็ไม่ใช่เรา  แต่เป็นธรรม(สิ่งที่มีจริง)   ถ้าศึกษาต่อไปก็จะรู้ว่า  ทั้งจิต  เจตสิกและรูป  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยสักขณะเดียว ขณะต่อไปใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิด ไม่มีใครรู้เลย

~เต็มไปด้วยความรู้  ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เหมือนทุกชาติ  แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟังได้เข้าใจ  ก็จะรู้ความจริง   ซึ่งทำให้ต่อไปก็จะเป็นผู้ที่รู้ว่า  ไม่มีเรา  มีแต่ธรรม

~ถ้าจะให้ใครได้เข้าใจธรรม  อันนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในชีวิต  เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีใครที่จะอนุเคราะห์คนอื่นระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่หรือก่อนจะตายก็ตาม ให้เขาได้เข้าใจธรรมจะด้วยทางใดทางหนึ่งทางใดก็ได้  ย่อมเป็นประโยชน์ที่สุด  ด้วยเหตุนี้  การที่จะให้ประโยชน์กับบุคคลอื่น  ไม่มีอะไรดีเท่ากับทำให้เขาได้เข้าใจธรรม

~การมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ก็คือ ขณะที่ได้เข้าใจธรรม และความเข้าใจ ก็จะติดตามสืบต่อไป

~วัดคือที่อยู่ของผู้สงบ  เพราะฉะนั้น จะไปมีอย่างอื่นที่จะทำให้ไม่สงบ ไม่ได้เลย  ไม่สมควรเลย  เพราะเหตุว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้ที่มีศรัทธา บวช เพื่อศึกษาธรรม เพื่ออะไร? เพื่อละลายขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้น  วัดต้องเป็นที่สงบ   ถ้าจะกล่าวว่าเป็นศูนย์กลาง ก็ต้องเป็นศูนย์กลางของความเข้าใจถูกที่สงบจากกิเลส จะเป็นอื่นไปไม่ได้

~สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิด  ต้องมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น  ฟังธรรมแล้วก็เข้าใจว่าเป็นธรรมซึ่งไม่ว่าจะเป็นธรรมใดๆทั้งสิ้น  ก็ต้องอาศัยปัจจัยจึงจะเกิดขึ้นได้   ถ้าไม่มีปัจจัยพร้อมที่จะเกิด  สิ่งนั้นเกิดไม่ได้

~เราเกิดมาแล้ว  จำไหวไหมแต่ละชาติว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง  ไม่หวาดไม่ไหวเลยในแสนโกฏิกัปป์  เคยเป็นอะไรมา เคยจากโลกนั้นไปในลักษณะใด มีพี่น้องกี่คน เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แล้วก็จะต้องเป็นอย่างนี้  แต่ว่าจำได้เพียงชาตินี้   อีกไม่นานก็ลืม   เพราะฉะนั้น  ที่สำคัญที่สุด คือ ที่จำผิดไว้ว่าเป็นเรา   ควรที่จะให้น้อยลงหรือว่าควรจะให้หมดไปไหม  เพราะความจริง คือ ไม่มีเรา

~สัจจธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่ายากที่ใครจะรู้ได้  แต่ก็สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น  เมื่อมีความเข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา อันนี้ก็จะเริ่มเห็นว่า  แล้วจะเกิดมาทำไม ก็ไม่ใช่เราสักชาติ หมดไปทุกชาติ จะจำได้ก็เพียงแค่ชาตินี้ชาติเดียว ชาติก่อนก็จำไม่ได้   พอถึงชาติหน้าก็เริ่มจำอีกแล้วก็จากไปอีกหมดไปอีก แล้วจะมีอะไร   ทุกชาติก็เป็นอย่างนี้

~ถ้าได้เข้าใจความจริงว่าไม่มีเรา ซึ่งเป็นความจริง   ก็จะทำให้ละความที่ยึดถือในความเป็นเราจนกระทั่งเป็นความเห็นแก่ตัว  ไม่เห็นแก่สิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่น   เพราะฉะนั้น  พระธรรมเท่านั้นที่จะทำให้เริ่มรู้ความจริง ว่า เกิดมาในโลกชั่วคราว แล้วเป็นคนนี้ได้ชาติเดียว จะเป็นคนนี้ที่ดี หรือว่า จะเป็นคนนี้ที่ไม่รู้เหมือนเดิม แล้วก็ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราไปอีก เพิ่มเติมอีก พอกพูนอีก จนยากที่จะละได้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนที่ได้ฟังธรรม ก็จะรู้ประโยชน์อย่างยิ่ง ว่า ถ้าไม่รู้ตราบใด  ก็ไม่สามารถที่จะละสุขทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ได้

~โอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม  ไม่ง่าย เพราะฉะนั้น  ใครที่ได้ฟัง  ให้ทราบว่ามีปัจจัยที่ได้สะสมมาที่จะได้ฟัง   ซึ่งเราจะเห็นความเป็นอนัตตาทั้งหมดเลยถ้าเราพิจารณาไตร่ตรอง ห้ามใครไม่ให้ทำอะไรก็ไม่ได้ ชักชวนใครให้ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะว่า แม้แต่ขณะนี้ ก็ยังต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยว่าจะเกิดอะไร จะคิดอะไร จะทำอะไรทั้งหมด    ทั้งหมดส่องถึงความเป็นจริงของธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา แต่เพราะปัญญาไม่พอ ทั้งๆที่เป็นอนัตตาตลอดเวลาทุกขณะ แต่อวิชชาก็ไม่สามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริงได้ จนกว่าจะค่อยๆเข้าใจขึ้น และความเข้าใจ นั้น ก็คือ ปัญญา จะเร่งให้เกิดปัญญาเร็วๆมากๆ ได้ไหม? ไม่มีทางเลย นั่นคือ ผิด เพราะมีความเป็นเรา เพราะฉะนั้น ความไม่รู้และความเป็นเรามากมายในสังสารวัฏฏ์ที่ผ่านมาที่สะสมจนกระทั่งรู้ว่าหนทางเดียว คือ ถ้าไม่เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะมีความเป็นเราต่อไป   เพราะฉะนั้น หนทางเดียว คือ เข้าใจธรรม แล้วปัญญาที่เข้าใจ  ก็ทำหน้าที่ของปัญญา

~พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ใช่เพียงแค่คำเดียว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว ไม่ใช่เพียงแค่พระสูตรเดียว  แต่ทรงแสดงมากมาย   เพื่อประกอบกันให้พิจารณาแล้วพิจารณาอีกสอดคล้องกันทั้งหมด ว่า เป็นธรรม ซึ่งวันหนึ่งจากการฟังวันนี้  ก็จะทำให้ค่อยๆเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

~มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง  พึ่งด้วยการศึกษา เพื่อที่จะให้ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องเกิดขึ้น จึงสามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า ทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่า ธรรม เป็นอนัตตา ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่ว่ามีจริงๆและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย.

 


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Nataya
วันที่ 5 ธ.ค. 2561 21:25 น.

 

                            กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปูมณันญา
ปูมณันญา
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 05:42 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Tathata
Tathata
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 07:00 น.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และกราบอนุโมทนาด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
mammam929
mammam929
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 10:52 น.

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตทุกขณะที่เข้าใจคำจริงค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
มกร
มกร
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 11:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ปลากริม
ปลากริม
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 16:33 น.

กราบอนุโมทนาด้วยความเคารพยิ่งครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 18:23 น.

กราบอนุโมทนาสาธุท่านอาจารย์ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Fongchan
Fongchan
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 18:24 น.

และอนุโมทนาอาจารย์คำปั่นค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
jirat wen
jirat wen
วันที่ 6 ธ.ค. 2561 20:49 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
s_sophon
วันที่ 8 ธ.ค. 2561 09:56 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ