ไม่มีอะไรที่จะมีค่าเท่ากับความเข้าใจพระธรรม
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  9 ธ.ค. 2561
หมายเลข  30295
อ่าน  1,175

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 (ภาพขณะสนทนา)

ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาพิเศษ  เรื่อง
“พุทธบริษัท ทำอะไรที่ทำลายพระธรรมวินัย”
ที่บ้านคุณทักษพล-คุณจริยา  เจียมวิจิตร
วันอาทิตย์ที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๑

 

~ถ้ามีใครชวนใครไปปฏิบัติ ก็น่าจะถามว่าไปทำอะไร ไปทำทำไม ซึ่งคำตอบไม่ตรงกับพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้  เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ไม่มีความเข้าใจพระธรรมเลย ก็ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดปฏิปัตติ (ถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ)ได้ เพราะเหตุว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม  ทุกคำของพระองค์ลึกซึ้ง และต้องเข้าใจถูกต้อง  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ธรรม ต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม  ทุกคำที่ตรัส กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ทรงแสดงว่าทุกอย่างที่มีจริง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น แล้วจะให้ใครทำอะไรได้หรือ? เพราะฉะนั้น ก็สมควรอย่างยิ่งที่ใครที่เมื่อถูกชักชวนหรือบอกว่าให้ไปปฏิบัติธรรม ก็น่าจะสอบถาม ว่า ปฏิบัติคืออะไร และให้ไปทำอะไร เพื่ออะไร แล้วจะรู้อะไร?

~เวลานี้ไม่เข้าใจอะไรเลย  และหนทางที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ  มีไหม? ก็ต้องมี  หนทางนั้นคืออะไร?  คือ ความเข้าใจมาจากการฟังพระธรรม ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ใครจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนั้นได้

~ภาวนา คือ การอบรมปัญญา  ไม่ใช่ไปนั่งอยากจะรู้  หรือว่าไปท่องบ่นว่าขอให้ปัญญาเกิด แต่ไม่ใช่เลย เพราะปัญญาจะเกิดจากการไปนั่งดู ไม่ได้  (แต่ต้องได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง)

~โลภะ (ความติดข้องต้องการ) เห็นยากอย่างยิ่ง ละเอียดอย่างยิ่ง  แล้วอะไรจะละโลภะได้ ก็ต้องเป็นปัญญา   แล้วปัญญาอยู่ไหน?

~ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นปัญญา สามารถที่จะทำให้คนที่ได้ฟังมีความเข้าใจถูก  เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลยในสังสารวัฏฏ์ นี่คืออานุภาพ หรือ ปาฏิหาริย์ คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหากรุณาของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงมีพระมหากรุณาที่จะให้เปิดสำนักปฏิบัติแล้วก็ให้คนไปปฏิบัติ

~คนที่ปฏิเสธปริยัติหรือสละปริยัติ  แล้วใครทรงแสดงพระปริยัติ? พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระปริยัติ, และผู้ที่กล่าวว่าสละปริยัติ หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า ไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริง ว่า ทั้งหมดที่มี ไม่ใช่เรา แล้วเมื่อไหร่จะรู้อย่างนั้นโดยละเอียดอย่างยิ่งในขณะนี้ตามปกติ เพราะว่าทรงแสดงหนทางที่จะทำให้ละความไม่รู้แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงจนสามารถที่จะดับความเห็นผิดที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด  ไม่เกิดอีกเลยในสังสารวัฏฏ์

~หลงว่าตัวเองรู้  ก็ชักชวนคนอื่นให้ทำสิ่งที่ตัวเองทำ   เป็นโทษอย่างยิ่ง

~การประพฤติปฏิบัติด้วยความเข้าใจผิดหลงผิด  ก็จะแสวงหาในทางที่ผิด  ล่วงเลยไปสู่ความเห็นผิดต่างๆ เพิ่มขึ้น

~การที่ได้พูดความจริงแล้วทำให้คนมีความเห็นที่ถูกต้อง เท่ากับว่าได้กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนอื่นได้มีโอกาสรู้ว่าอะไรไม่ตรง  อะไรไม่เป็นไปตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็จะต้องเป็นประโยชน์ที่จะทำให้คนได้รู้ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสที่จะทำให้คนได้เข้าใจพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าเข้าใจว่าหลายคนที่ผิด เขาจะไม่พูด(ว่าเขาผิด ปฏิบัติผิด) ไม่ทราบว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม   แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวธรรมท่ามกลางพวกเดียรถีย์ผู้ที่มีความเห็นผิด เพื่อประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเหตุว่า ถ้ามีความเห็นผิด ความเห็นผิดนั้นไม่ใช่เพียงแค่นั้น ยังจะต้องติดตามไปถึงชาติต่อๆ ไป จนกระทั่งแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ไหนก็ตาม อย่างเช่นพระองค์นี้ประทับที่พระวิหารเชตวัน พวกที่มีความเห็นผิดไม่มาเฝ้า  ไม่มาฟังธรรม เพราะเขาคิดว่าที่เขาทำนั้นสมควรแล้ว เพราะฉะนั้น การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงด้วยพระมหากรุณา ก็เพื่อที่จะให้คนได้เข้าใจถูกต้อง ซึ่งถ้าพระองค์ไม่ตรัสคำจริงให้คนอื่นได้รู้ คนอื่นก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าความถูกต้องและความจริงคืออะไร เพราะฉะนั้น แต่ละคนที่กล่าวคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงกล่าวคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและกล่าวคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะทำให้หลายๆ คนได้พ้นจากการที่จะสะสมความเห็นผิดต่อไปซึ่งไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว 

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ก็ต้องฟังคำของพระองค์ เพราะว่าเป็นสาวก คือ ผู้ฟังคำของพระองค์

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีใครที่จะเปรียบพระองค์ได้ในทุกทาง คนที่ไปเฝ้าพระองค์ เขาสะสมอะไรมาสมควรที่จะเข้าใจสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงสิ่งนั้นกับบุคคลนั้น  ทั้งหมดเป็นกรรมฐาน(ที่ตั้งแห่งการอบรมเจริญปัญญา)  เพราะเหตุว่า เป็นหน้าที่ของปัญญาที่เมื่อผู้นั้นได้ฟังแล้วมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

~เพียงหนึ่งขณะจิตเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ที่เรียกว่าตาย  ไม่นานเลย แค่หนึ่งขณะจิตนี้เกิดขึ้นแล้วดับ จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อเป็นชาติหน้าต่อไปทันที ไม่มีทรัพย์สมบัติที่เคยมีในชาตินี้ ไม่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเข้าใจว่าเป็นของเรา เพราะฉะนั้น ใครจะแสวงหาสักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีทางที่จะเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย และพร้อมที่จะจาก คือ หมดสิ้นไปเมื่อไหร่ได้หมดเลย

~พุทธานุสสติ คือ สติที่เกิดขึ้นระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เคยเข้าใจพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แม้จะพูดคำว่า "พุทฺโธ" ไปทั้งวัน   ก็ไม่เข้าใจอะไรเลย

~แม้เพราะเหตุนี้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม และ แม้เพราะเหตุนี้ที่พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรม  เราจึงมีโอกาสได้ฟังและเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ

~พระพุทธศาสนา ไม่ใช่สำหรับ "ค่าย"  แต่สำหรับผู้ที่สะสมมาที่จะเห็นความประเสริฐยิ่งของการที่จะได้มีโอกาสได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครที่จะสามารถให้ความจริงของสิ่งนี้ได้เลยนอกจากพระสัมมามาสัมพุทธเจ้า

~ต้องอาศัยความเข้าใจซึ่งเกิดจากการฟังพระธรรมแล้วก็ไตร่ตรองจนเป็นความเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจพระธรรม  ก็จะรู้ว่า ไม่มีอะไรที่จะมีค่าเท่ากับความเข้าใจพระธรรม  ตลอดชีวิต จะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่าสิ่งอื่นไม่สามารถที่จะนำไปได้เลย  นอกจากกุศลและอกุศลติดตามไป

~ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีอะไรเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ถูก ผิด อย่างไร

~เด็กต้องตามผู้ใหญ่แน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใหญ่สนใจธรรม ไม่ต้องบังคับเด็กเลย เด็กได้ยินอยู่แล้ว ที่บ้านก็ได้ยิน ในรถยนต์ก็ได้ยิน ก็จะเป็นประโยชน์กว่าที่จะไปมีค่าย ซึ่งทำไมในครั้งพุทธกาล ไม่มี?  เพราะท่านเหล่านั้นเห็นถูกต้องว่าธรรมเป็นเรื่องของการสะสมที่จะต้องค่อยๆ เห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ   เพราะฉะนั้น  ถ้าเห็นประโยชน์อย่างนี้  ผู้ใหญ่ก็เริ่มต้น ถ้าผู้ใหญ่เริ่มต้น(ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม)  คิดว่าสำเร็จไปพอสมควร(ในการที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็ก เป็นผู้นำเด็กในทางที่ถูกต้อง)

~ใครก็ตามอยู่ที่ไหนก็ตาม ที่เขาสะสมมาที่จะสามารถเข้าใจธรรมได้ ก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้เข้าใจ  และเผยแพร่ความเข้าใจให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย  เหมือนอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระศาสนา เพราะฉะนั้น   สิ่งที่มีประโยชน์ที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  ก็เพราะมีความเห็นที่ถูกต้อง   

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ตรัสคำจริงหรือเปล่า ตรัสคำตรงหรือเปล่า แล้วตรัสเพื่อประโยชน์หรือเปล่า?  แล้วถ้าใครที่เข้าใจถูกต้อง  ควรที่จะให้คนอื่นได้รู้ถูกต้อง หรือเปล่า?

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสให้เราเกิดอกุศล  แต่ตรัสให้รู้ว่าสิ่งใดควร และสิ่งใดเป็นประโยชน์  สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่คำชม ชื่อเสียง ลาภ ยศ  สรรเสริญสำหรับเรา แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ คือ สามารถที่จะดำรงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งพระองค์ทรงแสดงไว้ ๔๕ พรรษา  แล้วถ้าไม่ศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพ  ไม่สืบทอดพระธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว  พระธรรมก็อันตรธาน(สูญสิ้น)

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ให้เข้าใจ ไม่ใช่ให้ไปปฏิบัติ และในครั้งพุทธกาลก็ไม่มีสำนักปฏิบัติเลย แล้วทำไมสมัยนี้ มี?   ยุคนี้
มีสำนักปฏิบัติมากมาย แต่ในสมัยพุทธกาล ไม่มีสำนักปฏิบัติ   เพราะว่า  มีความเข้าใจว่าธรรม เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น) และการประพฤติปฏิบัติ ก็ไม่ใช่เราด้วย แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ ซึ่งก่อนที่จะได้ฟังธรรม ไม่มี(ความเข้าใจ)เลย แต่เมื่อได้เข้าใจหลังจากที่ฟังแล้ว ก็รู้ว่า ไม่มีเรา  พระพุทธเจ้าตรัสหรือเปล่า ว่า ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา?


(ทีมงานอาสาสมัครบันทึกวีดีโอการสนทนาพิเศษในครั้งนี้)

....กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็น 1  
 
Nataya
วันที่ 9 ธ.ค. 2561

   กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
panasda
วันที่ 10 ธ.ค. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 3  
 
Ponla
Ponla
วันที่ 10 ธ.ค. 2561

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน สาธุๆ คะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
มกร
มกร
วันที่ 10 ธ.ค. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 5  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 10 ธ.ค. 2561

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 6  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 17 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ