การทำศัลยกรรม
 
ฉีฟ่งจื้อ
วันที่  4 ต.ค. 2561
หมายเลข  30143
อ่าน  101

เรียน  ท่านวิทยากร

     ปัจจุบันมีการทำศัลยกรรมทั้งเพศชายและหญิงทั้งผู้ที่รูปร่างสวยและไม่สวยเพื่อให้ดูสวยยิ่งขึ้น ขอเรียนถามว่า จะเป็นโลภทิฎฐิคตสัมปยุตต์หรือวิปยุตต์ครับ และทั้งสองประการแตกต่างกันอย่างไร ขออนุุโมทนาครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 11 ต.ค. 2561 10:35 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ความเป็นเรามี 3 อย่าง คือ ด้วยตัณหา มานะ และ ทิฏฐิ(ความเห็นผิด) เพราะฉะนั้น ทำศัลยกรรมเพื่ออยากสวย ไม่ได้มีความเห็นผิดว่าเที่ยง ไม่ได้มีความยึดว่ามีเรา มีสัตว์ บุคคลในขณะนั้น คือ ไม่ได้ยึดถือว่ามีเราจริงๆ แต่ มีความเป็นเราด้วยโลภะที่ติดข้องในความสวยงาม ครับ

   เมื่อกล่าวถึงการมีเรานั้น ก็มีด้วย อำนาจสภาพธรรม 3 อย่าง คือ  ตัณหา ที่เป็นโลภะเจตสิก มานะ และทิฏฐิ ที่เป็นความเห็นผิด

   ตัณหา เป็นความติดข้องต้องการ (โลภเจตสิก)   เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน   เป็นสภาพธรรมติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใด   

   มานะ  เป็นความสำคัญตน เป็นความทะนงตน  ถือตน มีการเปรียบเทียบกับผู้อื่นว่าดีกว่าเขา   เสมอเขา หรือ เลวกว่าเขา   

   ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่เห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ความเป็นไปของปุถุชนผู้ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสนั้น   ย่อมยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นเราด้วยอำนาจตัณหา คือ โลภะบ้าง มานะความถือตัวบ้าง ทิฏฐิ ความเห็นผิดบ้าง เพราะยังไม่ได้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏว่า   เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป  ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน     ซึ่งขออธิบายความเป็นเรา 3 อย่าง ดังนี้ ครับ

   ความเป็นเราด้วยตัณหา หรือ โลภะ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เห็น เห็นบุคคลอื่นแล้วเกิดความติดข้อง ขณะนั้น เป็นเรา หรือ เป็นเขาด้วยความติดข้องหรือ ขณะเห็นตนเองในกระจก เกิดความยินดีพอใจ ในรูปร่างกายของตนเอง ขณะนั้นมีเราแล้ว แต่มีเราด้วยความติดข้องในความเป็นเราในขณะนั้น และแม้อยากเกิดเป็นเทวดา เกิดในภพภูมิที่ดีก็เป็นเราด้วยตัณหาแต่ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด   เพราะเพียงยินดีพอใจในภพูมิแต่ไม่ได้มีความเห็นผิดเกิดขึ้นมาความเป็นเราด้วยมานะ คือ ขณะใดที่เปรียบเทียบ ว่าเราสูงกว่าเขา เสมอคนอื่น หรือด้อยกว่าคนอื่น จะเห็นนะครับว่า มานะ เป็นการเปรียบเทียบ แล้วอะไรจะเปรียบเทียบนอกจากว่า จะต้องมีเราที่ไปเปรียบเทียบ มีเขา มีคนอื่นดังนั้น เพราะเป็นอกุศลที่คิดว่าเราสูงกว่า มีเราแล้ว แต่เป็นเราด้วยมานะที่เป็นการเปรียบเทียบ ครับ

   ความเป็นเราด้วยทิฏฐิ คือเป็นเราด้วยความสำคัญผิดที่เป็นความเห็นผิดคือ ขณะนั้นเป็นอกุศลที่เป็นโลภะที่ประกอบด้วยความเห็นผิด เช่น ยึดถือว่า ดอกไม้มีจริง เที่ยงยั่งยืนและยึดถือว่ามีเราจริง ๆ มีสัตว์ บุคคลจริง ๆ ขณะนั้นมีเรา มีเขา มีสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเห็นผิด เพราะยึดถือด้วยความเห็นผิดว่าเที่ยง เป็นสุขและเป็นตัวตนจริง ๆ ครับ

   เพราะฉะนั้น การละความเป็นเรา ด้วย ทิฏฐิ ความเห็นผิด พระอริยบุคคล ขั้นต่ำสุดคือ พระโสดาบัน ละได้แล้ว ปุถุชนยังละไม่ได้ แต่พระโสดาบัน ยังมีเราด้วยโลภะ และ มานะ อยู่ครับ

   ความเป็นเรา ด้วย โลภะ พระอรหันต์เท่านั้นที่ละได้

   ความเป็นเราด้วยมานะ พระอรหันต์เท่านั้นที่ละได้

   แต่อาศัยการฟัง การศึกษาพระธรรม ก็ค่อยๆเข้าใจขึ้น ปัญญาเจริญขึ้น ก็ค่อยๆละความเป็นเราไปทีละน้อย จนละได้หมดสิ้นไปตามลำดับที่กล่าวมา ครับ ขออนุโมทนา

 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 11 ต.ค. 2561 22:06 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ความติดข้องยินดีพอใจเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามการสะสมของแต่ละบุคคล แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ว่า ชอบ(ติดข้อง)ไม่รู้จบ ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับกิเลสประภทนี้ได้อย่างหมดสิ้น, สิ่งที่มีจริง ๆ เป็นธรรม ทุกขณะมีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ ความเห็นผิด ก็มีจริง เป็นสภาพธรรมที่เป็นทิฏฐิเจตสิก ผู้ที่เป็นปุถุชน สะสมความเห็นผิดมามากในสังสารวัฏฏ์ สะสมความเห็นผิดว่า มีเรา มีสัตว์ มีบุคคล ตัวตน เป็นต้น ยากที่จะพ้นไปจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง อันเนื่องมาจากไม่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง นั่นเอง ครับ

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ