Print 
อกุศล มาก ท่วมท้น
 
khampan.a
khampan.a
วันที่  3 ส.ค. 2561
หมายเลข  29973
อ่าน  1,042

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



อกุศล มาก ท่วมท้น

ประมวลสาระสำคัญ
จากการสนทนาธรรม
ที่ราชกรีฑาสโมสร
วันศุกร์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๑

-------------------------------------

~เริ่มต้นด้วยการฟังพระธรรม  เพราะว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงธรรม  ถ้าพระองค์ไม่ตรัส เราก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   แต่ว่าเพราะพระองค์ได้ตรัสคำซึ่งใครๆก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน  เพราะฉะนั้น  จึงรู้ว่าพระองค์ ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

~แท้จริงแล้ว มีตนหรือมีเราหรือเปล่า?  ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง  เพราะฉะนั้น  ผู้ที่ต้องการเข้าใจและรู้จักพระธรรมและได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  มิฉะนั้น ก็คิดกันเอง  แต่ความจริง คิดอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เท่ากับฟังคำของพระองค์ เข้าใจเมื่อไหร่ รู้จักพระองค์เมื่อนั้น 

~ขณะใดก็ตามที่จิตที่ดีเกิด  ขณะนั้น จิตที่ไม่ดี เกิดไม่ได้

~การฟังพระธรรม นั้น สำหรับผู้ที่สะสมการเห็นประโยชน์ที่จะมีปัญญาความเห็นถูกต้องในสิ่งซึ่งคนอื่นคิดไม่ถึงว่าจะเป็นประโยชน์อย่างนี้

~สิ่งที่มีจริง เป็นธรรม  สัจจธรรมคือความจริงนี้เปลี่ยนไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงคำนี้ได้เลย  เพราะเหตุว่า ธรรมเป็นธรรม ใครจะเปลี่ยนธรรมไม่ได้

~
เสียงเป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น คิดเป็นคิด โกรธเป็นโกรธ แต่ละหนึ่งๆ ทั้งหมดเคยเป็นเรา แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ว่าแต่ละหนึ่ง นี้ ไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น เกิดไม่ได้

~
พระธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปจำชื่อ  แต่ว่าเมื่อได้ยินแล้วเกิดความเข้าใจถูกต้อง เมื่อไหร่  นั่น เป็นมรดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้ทุกคน คือ ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงซึ่งก่อนนั้นไม่เคยเกิดเลย  เพราะฉะนั้น  แต่ละคำ ต้องตรง  ธรรม มี เป็นสัจจธรรม   ธรรมนี่แหละจะทำให้ผู้ที่รู้ความจริงของธรรมเป็นพระอริยบุคคล จึงเป็นอริยสัจจธรรม

~ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจคำหนึ่งถ่องแท้ ก็จะเข้าใจคำอื่นต่อไป ทีละคำๆ สอดคล้องกันทั้งหมด เพราะว่ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริงที่กำลังมีในขณะนี้

~ไม่มีปัญญาเลย นั่งเฉยๆแล้วบอกว่าได้ฌาน ก็เป็นสิ่งซึ่งไม่เป็นความจริง  เพราะฉะนั้น  จะมีที่พึ่ง ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทำให้รู้เหตุและผลที่ถูกต้อง  ไม่ไปเลื่อมใสผ้ายันต์ ตะกรุด หรือไปนั่งกราบไหว้จอมปลวก ต้นไม้ เป็นต้น

~
ปฏิบัติ ไม่ใช่เราปฏิบัติ แต่ปัญญาที่เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจิรง ๆ ตรงตามพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  มั่นคงในความเป็นอนัตตา(ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น)  จึงสามารถที่จะไปสู่หนทางที่จะดับความเป็นอัตตา(ตัวตน)ได้  เพราะฉะนั้น  ก็เริ่มจากปัญญา และก็เป็นปัญญาโดยตลอด

~
ส่วนใหญ่ เราคิดว่าเราทำได้ เราฝึกหัดได้  เรา ทั้งนั้นเลย แต่ว่าทำเห็น ได้ไหม?  เห็นอย่างนี้ ยังทำ(ให้เห็นเกิด)ไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไร(ให้เกิดขึ้น)ได้  [เพราะสิ่งที่มีจริง  เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย]

~เข้าใจผิด จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ  รู้ว่าคำของพระองค์  กว่าเราจะได้ยิน   พระมหากรุณาคุณมากระดับที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี(ความดีที่ทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลส)ให้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงได้ยินได้ฟังแต่ละคำ  เพราะฉะนั้น  เป็นคำที่ได้ยินเมื่อไหร่ ควรจะสนใจฟังให้เข้าใจเมื่อนั้น เพราะว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งทุกคำ

~ใครที่รู้คุณ  ก็กล่าวคุณ   ถ้ากล่าวผิด  เปลี่ยนคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามความคิดเห็นของตนเอง ผู้นั้นไม่รู้คุณ จึงกล่าวคำที่ผิด  แต่ถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณแล้ว  (ก็กล่าว)ทุกคำตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น ที่ใดก็ตามที่มีการกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้นั้น เป็นผู้ที่กตัญญูรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทุกคำจึงเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ด้วยเหตุนี้  เรารู้คุณของมารดาบิดาเพื่อนฝูงมิตรสหาย  รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง?

~พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีผู้ใดเปรียบได้  เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้คุณ ก็ต้องกล่าวคุณ ไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ให้ผิด

~สามเณร ที่นิยมกันบวช  ต้องเป็นผู้ตรง  ต้องรู้ว่าสามเณรคือใคร เป็นเชื้อสายของผู้สงบ คือ ภิกษุ อย่างไร  และภิกษุก็เป็นศากยบุตร เป็นผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานอนุญาตให้บวช เพื่อที่จะได้อบรมเจริญปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงดับกิเลสได้อย่างพระองค์  

~ภิกษุต่างจากคฤหัสถ์  เพราะว่า สามารถที่จะสละอาคารบ้านเรือนเพื่อนฝูง ทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งหมด เพราะเห็นคุณของปัญญา ว่า ปัญญาสามารถที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายได้

~มีเงินทองสักเท่าไหร่ก็ตาม  เป็นทุกข์ได้  ทุกข์กายก็ได้ ทุกข์ใจก็ได้  แต่ถ้ามีปัญญา  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขณะนั้นไม่เป็นทุกข์ เพราะเหตุว่า มีความเข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนั้น

~ที่มีการฟังพระธรรม ก็เพราะเห็นค่า  แล้วก็ไม่ละเลย  รู้ว่าวันนี้ได้ฟังเพียงเท่านี้ยังไม่พอ  ถ้าฟังอีก จะเข้าใจอีก เห็นคุณอีก แล้วก็จะกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการดำรงรักษาคำของพระองค์   ไม่ใช่เป็นผู้ที่ทำผิด เช่น  ตั้งสำนักปฎิบัติ เป็นต้น 

~ถ้ามีคนบอกว่า พระพุทธศาสนา ง่าย  ผู้นั้น กตัญญูหรือเปล่า?  แล้วยังบอกว่า ไม่ต้องศึกษาก็ได้   กตัญญูหรือเปล่า?  

~การที่จะดำรงรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ก็เพราะเป็นที่ผู้กตัญญูกตเวที     ก็คือ   กล่าวคำของพระองค์ให้ได้รู้ทั่วกัน เพื่อที่จะได้ไม่เปลี่ยน แล้วก็ไม่คิดเองซึ่งเป็นโทษอย่างยิ่ง

~สำนักปฏิบัติทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   โทษภัยมหาศาล เพราะทำให้คนไม่รู้จักพระพุทธศาสนา  แล้วก็หลงเข้าใจคิดว่านั่นคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นอันตรายไหม? แทนที่คนอื่นจะได้ฟังจะได้เข้าใจ  แต่ก็กลับไปปฏิบัติ   ไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสักคำเดียว ว่า ปฏิบัติ คืออะไร แล้วใครปฏิบัติ,  ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจ  ก็คือ  เรา  ด้วยความเข้าใจผิด  เพราะฉะนั้น ยิ่งปฏิบัติ ก็ยิ่งเพิ่มความเป็นเรา หลงว่าเป็นเรา  และอันตรายที่สุด คือ ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  โทษมากน้อยแค่ไหน  แทนที่คนอื่นจะเข้าใจถูกต้อง  ก็กลับเห็นผิดไป จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ทั่วโลกเข้าใจว่าพระพุทธศาสนา คือ สำนักปฏิบัติ 

~
จะไม่รู้ต่อไป ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ

~ความรู้(ปัญญา) ทำให้ละความหลง ความไม่รู้ แต่จะถึงการดับหมดจริงๆ ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น

~การที่เริ่มค่อยๆสะสมความเข้าใจถูก ก็จะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสรู้ไม่ทรงแสดงพระธรรม สัตว์โลกก็จะมืดบอด ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ก็หลงผิดไป

~ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด เพื่อละ แต่ที่ไปสำนักปฏิบัติ เพื่อได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะว่าต้องละความเห็นผิด ละความติดข้อง ละกิเลส แต่กลับไปเพิ่มกิเลส เพราะไม่รู้

~ถ้าไม่รู้ แล้ว ทำ ผลก็คือ ไม่รู้

~กว่าจะเข้าใจว่าไม่มีเรา ต้องอาศัยคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ตลอด ๔๕ พรรษา

~ทุกคำของพระองค์แต่ละคำ ควรเรียกให้มาดู เพราะแสดงถึงสิ่งที่มีจริงๆ อยู่ในขณะนี้

~วันหนึ่งๆ ให้ทราบว่าอกุศลมากมาย ท่วมท้น ล้น ทั้งทาง ตา หู จมู กลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมเข้าใจขณะนี้ ก็เข้าใจท่ามกลางอกุศล ถ้ารู้จริงๆ จะเป็นผู้ไม่ประมาทเลย และจะเห็นความไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นอย่างนี้เพราะสะสมมาแสนนานในสังสารวัฏฏ์ ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เมื่อไม่รู้ ก็ติดข้องต้องการทุกภพชาติ

~คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ควรู้ ควรศึกษา เป็นอย่างยิ่ง.


 ...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ปลากริม
ปลากริม
วันที่ 3 ส.ค. 2561 19:50 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
panasda
วันที่ 3 ส.ค. 2561 19:55 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
meenalovechoompoo
meenalovechoompoo
วันที่ 3 ส.ค. 2561 20:12 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 3 ส.ค. 2561 20:27 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
papon
papon
วันที่ 3 ส.ค. 2561 21:52 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 4 ส.ค. 2561 07:59 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ