Print 
ต้องนั่งสมาธิไหมครับ
 
somchaiface0665
somchaiface0665
วันที่  1 ม.ค. 2561
หมายเลข  29394
อ่าน  429

เท่าที่ฟังมา(เพิ่งเริ่มฟัง)เหมือนกับว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ เดินจงกรม เพียงแค่ฟังให้เข้าใจเท่านั้นใช่ไหมครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ม.ค. 2561 08:01 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจตั้งแต่คำว่า สมาธิ ว่าสมาธิ คือ อะไร?  สมาธิเป็นความตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด  ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก  ซึ่งเป็นเจตสิกธรรมหนึ่งที่จะต้องเกิดร่วมกับจิตทุกขณะ ทุกประเภท ไม่มีเว้น ดังนั้น ทุกขณะมีสมาธิเกิดแน่นอน  แต่ที่น่าพิจารณาคือ ถ้าเกิดกับอกุศล ก็เป็นมิจฉาสมาธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิดกับกุศล ก็เป็นสัมมาสมาธิ เพราะเป็นความถูกต้อง  ในขณะที่เป็นกุศล จะเป็นอกุศลไม่ได้ 

  สมาธิ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง  ว่าโดยสภาพธรรมแล้ว เป็นเจตสิกประการหนึ่งที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์  และก็จะต้องมีสมาธิซึ่งเป็นเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมกับจิตทุกครั้งทุกขณะ  ไม่เว้นเลย ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ ดังนั้น ไม่ว่าจะนั่ง จะยืน จะนอน จะเดิน จึงไม่ปราศจากสมาธิเลย เพราะเกิดกับจิตทุกขณะ

  และที่ควรพิจารณาคือ  สมาธิหรือเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับอกุศล  ก็เป็นอกุศลสมาธิ อกุศลสมาธิ เช่น การนั่งสมาธิ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรประกอบ  ซึ่งขณะนั้นเป็นไปกับด้วยความต้องการ  อยากจะสงบ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ความสงบ เป็นเรื่องของกุศลธรรม  อกุศลสมาธิไม่เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของกุศลธรรม มีปัญญาเป็นต้น มีแต่จะเพิ่มพูนความไม่รู้และอกุศลธรรมอื่น ๆ ต่อไป

  ในสมัยพุทธกาล อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นเพศฆราวาส ไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตผิดปกติ  เพราะท่านเข้าใจว่า ธรรม เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน  การเจริญอบรมปัญญา ความสงบจึงไม่ต้องไปทำอะไรให้ผิดปกติโดยการนั่งสมาธิ   แต่ท่านเข้าใจถูกและอบรมปัญญาในชีวิตประจำวัน และก็ทำกิจการงาน ดังเช่น คฤหัสถ์ในปัจจุบันด้วย ดังเช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่เป็นพ่อค้า   และเป็นอริยสาวก และอบรมปัญญาเจริญกุศลในชีวิตประจำวัน มีการให้ทาน รักษาศีล อบรมปัญญา โดยไม่ได้ไปปลีกวิเวก หาที่นั่งสงบเลย เพราะ ความสงบ คือ จิตใจที่เป็นกุศลที่เกิดได้ในชีวิตประจำวันเพราะจิตที่ดีสงบ  ไม่ได้เลือก

  ดังนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสมาธิในสมัยพุทธกาลว่า สมาธิ มี สองอย่าง คือ สัมมาสมาธิ และ มิจฉาสมาธิ สมาธิใดที่เป็นความตั้งมั่น ที่ไม่ได้หมายถึง จะต้องไปนั่งสมาธิ แต่ขณะแม้เพียงขณะจิตเดียวก็มีสมาธิ แต่เป็นความตั้งมั่น  ขณะจิตที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยที่รู้ความจริงที่เป็นวิปัสสนาภาวนา  ขณะนั้นก็มีสมาธิด้วย และเป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็น สมาธิที่ควรเจริญ 

  ส่วนการกระทำที่ได้แต่ความนิ่ง ไม่ทำให้เกิดปัญญาความรู้ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่าเป็น มิจฉาสมาธิ  เป็นสมาธิที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง  เพราะเกิดกับอกุศลจิต มี โลภะ และโมหะ เป็นต้น คือ มีความต้องการที่จะทำ อยากที่จะสงบ อันเป็นความต้องการที่เป็นโลภะ และขณะที่นิ่งก็ไม่รู้อะไร ขณะนั้นก็มีโมหะเกิดร่วมด้วย  พระพุทธเจ้าทรงติเตียนมิจฉาสมาธิว่าไม่ควรเจริญ ครับ  

  คำว่า จงกรม ก็ดี  สมาธิ ก็ดี ซึ่งถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียดแล้ว จะไม่เข้าใจผิดเลย จะไม่เข้าใจผิดว่าจงกรมและสมาธิเป็นรูปแบบของการปฏิบัติ

  เพราะจงกรมก็คือ  การเดินปกติ ไม่ใช่สร้างท่าทางขึ้นมาให้ผิดปกติ เดินตามปกตินี้เอง คือ จงกรม (ซึ่งมาจากภาษาบาลีว่า จงฺกม แปลว่า การก้าวเดินไป ก้าวไป)  สภาพธรรมใดปรากฏก็สามารถรู้ตามความเป็นจริงได้ในขณะนั้น ส่วนสมาธิเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก  มีทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ   ซึ่งถ้าไปทำอะไรด้วยความเป็นตัวตนด้วยความจดจ้องต้องการว่าเป็นทางที่จะทำให้หลุดพ้น   นั่นล้วนเป็นมิจฉาสมาธิทั้งหมด  เป็นไปเพื่อพอกพูนกิเลส พอกพูนสังสารวัฏฏ์ให้ยืดยาวต่อไป  ส่วนสมาธิที่เป็นกุศลก็มี เพราะสมาธิเป็นเจตสิกประการหนึ่งที่เกิดกับจิตทุกประเภท (เอกัคคตาเจตสิก) ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดกับจิตประเภทใด ถ้าเกิดกับอกุศล (ซึ่งมีมากเป็นอย่างยิ่ง) เป็นอกุศลสมาธิหรือเป็นมิจฉาสมาธิ  แต่ถ้าเกิดกับกุศลจิตก็เป็นกุศลสมาธิ   ทั้งหมดทั้งปวงนั้นต้องเริ่มที่การฟังการศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ  ครับ.

  การนั่งสมาธิ การเดินจงกรมไม่ใช่การปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยสติ และปัญญา

เชิญคลิกอ่านที่นี่นะครับ
มีประโยชน์มาก

ตอบคำถาม FQA เรื่อง
จะไปปฏิบัติ (นั่งสมาธิ เดินจงกรม)

การนั่งสมาธิ

จะนั่งสมาธิ หรือจะเข้าใจสมาธิ 

สมาธินั้น...แค่ไหนจึงเป็นมิจฉาสมาธิ
แค่ไหนจึงเป็นสัมมาสมาธิ.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 3 ม.ค. 2561 12:21 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ตามความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก  ถ้าตั้งต้นที่การไปทำอะไร  นั่น ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง แต่ควรตั้งต้นที่การฟังพระธรรมให้เข้าใจ  แม้กระทั่ง สมาธิ ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่ต้องทำก็มีอยู่ทุกขณะจิต เพราะเหตุว่าเป็นเจตสิกประเภทหนึ่งคือ เอกัคคตาเจตสิก ที่จะต้องเกิดกับจิตทุกขณะ  ไม่มีเว้น  ถ้ามีการไปนั่งสมาธิ ด้วยความเห็นว่า จะเป็นทางให้บรรลุธรรม  ขณะนั้นเป็นไปกับความหวังความต้องการ  เป็นอกุศล เมื่อเป็นอกุศลแล้วจะบรรลุธรรมได้อย่างไร และเป็นมิจฉาสมาธิ ด้วย  มีแต่จะพอกพูนอกุศลให้มากยิ่งขึ้น   เนื่องจากพระธรรม เป็นเรื่องละ  ไม่ใช่ความติดข้องต้องการ เพราะฉะนั้นแล้ว หนทางที่ควรดำเนิน คือ หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญา เป็นการสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกจากการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ค่อย ๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปทีละเล็กทีละน้อย  เมื่อความเข้าใจเจริญขึ้น ก็เป็นเครื่องปรุงแต่งให้มีการรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ซึ่งขณะนั้น สมาธิ ก็มีด้วย แต่เป็นสมาธิที่เป็นไปพร้อมกับสติปัญญาที่เข้าใจถูกเห็นถูกในธรรมตามความเป็นจริง เป็นสัมมาสมาธิ ความตั้งมั่นโดยชอบ  ไม่ใช่ด้วยการทำ ไม่ใช่ด้วยการจดจ้องต้องการ แต่เป็นความเจริญขึ้นของความเข้าใจถูกเห็นถูกจากการฟังพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวัน  เพราะฉะนั้นแล้ว ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ แทนที่จะไปทำอะไรด้วยความไม่รู้  ก็ควรที่จะได้มาสู่หนทางที่จะทำให้รู้ความจริง คือ การฟังพระธรรม ครับ 

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
somchaiface0665
somchaiface0665
วันที่ 3 ม.ค. 2561 13:49 น.

ขอบพระคุณมากครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 4 ม.ค. 2561 09:57 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 4 ม.ค. 2561 15:42 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
2491surin
2491surin
วันที่ 10 ม.ค. 2561 10:31 น.

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ