Print 
รู้สึกเฉยๆ กับทุกอย่าง เพราะอะไรครับ
 
ไทยอุดรคาเฟ่
ไทยอุดรคาเฟ่
วันที่  13 ธ.ค. 2560
หมายเลข  29354
อ่าน  871

สวัสดีครับ ชื่ออาร์มครับ

ผมรู้สึกเฉยๆกับทุกอย่าง

จะว่าไม่มีความทุกข์ก็ไม่ใช่ แต่ไม่มีความสุขกับอะไร 

ไม่มีความรู้สึกอยากได้อยากมี 

รุ้สึกเบื่อโลก เบื่อคน เบื่อทุกอย่าง

มีความคิดไม่อยากไขว่คว้าอะไร ไม่อยากมีอยากได้ 

ความรู้สึกแบบนี้มันเป็นมาพักใหญ่แล้ว อธิบายไม่ถูก

ช่วยตอบผมทีครับ 


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 13 ธ.ค. 2560 21:14 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง เป็นธรรมไม่ใช่เรา และเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม สภาพธรรมนั้นก็เกิดได้ แม้ความเบื่อ ครับ

     ความเบื่อ ก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง  นั่นก็คือ โทสะ ขณะที่เบื่อ ก็เกิดโทสะไม่พอใจในสิ่งนั้น จึงเปลี่ยนไปทำ ไปชอบสิ่งใหม่  ซึ่งสาเหตุ ก็ไม่ได้มาจากอื่นไกล ก็เพราะอาศัยกิเลส คือ โลภะที่เกิดขึ้น ที่เป็นผู้ที่มีความติดข้องมาก ก็ทำให้เบื่อได้ง่าย ในอารมณ์นั้น  หากเป็นผู้ที่ไม่มีโลภะเลย จะเบื่อได้อย่างไร  

     สมดังพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ไม่ทรงเบื่ออะไรบ้างหรือ   พระพุทธเจ้าตรัสว่า     เรายินดีเพลิดเพลินอะไร จึงเบื่อเล่า  นี่แสดงให้เห็นว่า เพราะอาศัยกิเลส คือ โลภะ ทําให้เป็นผู้ที่เกิดความเบื่อหน่าย  ยิ่งติดข้อง เบื่อหน่าย  ก็เบื่อได้ง่ายเช่นกัน  เพราะโลภะเป็นปัจจัย ให้เกิดโทสะครับ และที่สำคัญที่สุด  กิเลสที่เป็นต้นเหตุของอกุศลทุกประการ  แม้แต่ความเบื่อ ก็คือ อวิชชา ความไม่รู้  ที่ทำให้มีความยินดีพอใจ ในสิ่งต่างๆ  และ เมื่อไม่ทำให้เกิดความยินดีแล้ว ก็ทำให้เกิดความเบื่อตามมาด้วยครับ

ความเบื่อหน่ายอีกนัยหนึ่ง ดังนี้

     ความเบื่อหน่าย องค์ธรรม คือ ปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริง แต่ไม่ใช่ความเบื่อหน่ายที่เป็นโทสะ ไม่ชอบใจในความไม่สบาย ป่วยของร่างกาย แต่เห็นตามความเป็นจริง ที่เป็นวิปัสสนาญาณ เบื่อหน่ายในขันธ์ เพราะเห็นถึงลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วยปัญญา ระดับสูง จึงเบื่อหน่ายด้วยปัญญาและถึงการดับกิเลสด้วยวิปัสสนาญาณขั้นอื่นๆเกิดขึ้น ครับ เพราะฉะนั้น จึงไม่พ้นไปจากเรื่องของปัญญาเป็นสำคัญ หากไม่มีปัญญา ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ก็สำคัญ เบื่อหน่าย ด้วยความเป็นเราไม่รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมเป็นไป การสะสมปัญญาที่จะถึงความเบื่อหน่ายที่เป็นปัญญาระดับสูง จึงต้องเริ่มจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจ ปัญญาที่เกิดขึ้น จึงเป็นไปตามลำดับไม่ข้ามขั้น ไม่มีตัวตนที่จะทำให้เบื่อหน่าย แต่เมื่อปัญญาถึงพร้อม ความเบื่อหน่ายย่อมเกิดขึ้น ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้

     ดังนั้น ความเบื่อมีจริง เป็นธรรมไม่ใช่เรา เป็นอกุศล มีเหตุก็เกิดขึ้น หนทางการดับกิเลส จึงไม่ใช่การจะไม่เบื่อ เพราะ เบื่อเกิดแล้ว แต่หนทางที่ถูกคือ ค่อย ๆ เข้าใจขั้นการฟังว่า แม้เบื่อ ก็เป็นธรรม อกุศล คือ เบื่อ ก็มีจริงเป็นธรรมไม่ใช่เรา การเข้าใจเช่นนี้ ย่อมค่อย ๆ ละ อวิชชา ความไม่รู้ และความเห็นผิดที่ยึดถือว่าเราเบื่อ อันเป็นหนทางการดับกิเลสที่ถูกต้อง ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kullawat
วันที่ 14 ธ.ค. 2560 08:04 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 14 ธ.ค. 2560 12:21 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่มีจริง ๆ ทุก ๆ ขณะ ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ก็ไม่พ้นไปจากสภาพธรรมที่มีจริงเลย ซึ่งเมื่อไม่ได้ฟังพระธรรม ย่อมไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ขณะนี้เป็นธรรม จึงมีการยึดถือสภาพธรรมที่มีจริงว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นไปกับด้วยความไม่รู้มากมาย และยิ่งจะสะสมความไม่รู้มากยิ่งขึ้น จนกว่าจะไ้ด้ฟังพระธรรม ได้ศึกษาพระธรรม สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ยังมีเหตุปัจจัยให้กิเลสเกิดขึ้น เป็นไปกับโลภะ ความติดข้องต้องการบ้าง เป็นไปกับโทสะความโกรธความขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ เป็นต้น   จะเห็นได้ว่า ธรรม ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เกิด หรือ ไม่ให้เกิดได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยจริง ๆ วันหนึ่ง ๆ อกุศลจิตเกิดขึ้นมาก เกิดมากกว่ากุศลอย่างเทียบส่วนกันไม่ได้ เวลาที่อกุศลจิตเกิดขึ้นนั้น ความรู้สึกก็หลากหลายตามควรแก่อกุศลจิตประเภทนั้น ๆ เช่น ถ้าเป็นโลภมูลจิต เวทนาที่เกิดร่วมด้วยบางครั้งก็เป็นโสมนัส บางครั้งก็เป็นอุเบกขา คือ ไ่ม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉย ๆ ถ้าเป็นโทสมูลจิต เวทนาที่เกิดร่วมด้วย ก็เป็นเฉพาะโทมนัสเวทนาเท่านั้น และถ้าเป็นโมหมูลจิต ก็มีอุเบกขาเวทนาเกิดร่วมด้วย ทุกขณะจึงไม่พ้นไปจากเวทนาเลย มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งไม่สุขไม่ทุกข์(อุเบกขา) เกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญเวทนาความรู้สึกที่เป็นอุเบกขานั้น ไม่ได้เกิดเฉพาะกับกุศลจิตเท่านั้น เกิดกับอกุศลจิตด้วย ทั้งโลภมูลจิต และ โมหมูลจิต เกิดกับจิตชาติอื่น ๆ ก็ได้ คือ วิบากและกิริยา, จากที่เคยเป็นอกุศลมาก ๆ หวั่นไหวไปด้วยอำนาจของกิเลสมากมาย แต่เพราะได้อาศัยการฟังพระธรรม เห็นโทษของอกุศล และเห็นคุณของกุศล ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดได้ในชีวิตประจำวัน ไม่มีตัวตนที่เปลี่ยนหรือไปบังคับบัญชาได้เลย เพราะธรรมเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรม เท่านั้นจริง ๆ ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 16 ธ.ค. 2560 10:32 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
สุณี
สุณี
วันที่ 17 ธ.ค. 2560 11:47 น.
ขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
apichet
apichet
วันที่ 26 ธ.ค. 2560 16:51 น.

อนุโมทนาสาธุครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
p.methanawingmai
p.methanawingmai
วันที่ 27 ธ.ค. 2560 14:41 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
doungjai
วันที่ 30 ธ.ค. 2560 13:37 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ