Print 
ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  23 พ.ค. 2560
หมายเลข  28868
อ่าน  952

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และวิทยากร ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ อาจารย์วิชัย เฟื่อฟูนวกิจ ได้รับเชิญจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อไปสนทนาธรรม ณ ห้องประชุมสถาพร กวิตานนท์ ชั้น ๓ อาคารบริการ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รังสิต ปทุมธานี ระหว่างเวลา ๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ น.

 

การสนทนาธรรมที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๒ แล้ว การสนทนาธรรมครั้งแรกได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ที่ผ่านมา ท่านที่สนใจ สามารถติดตามได้จากกระทู้นี้...ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐

อนึ่ง ทราบว่าการมาสนทนาธรรมของท่านอาจารย์และวิทยากร ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ เกิดขึ้นได้ก็เนื่องมาจากที่ สำนักบริหารแผนและการคลัง ได้ไปติดต่อบริษัททำเครื่องประดับของคุณป้อมมณี มณีไพโรจน์ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๑๕๖

เพื่อจัดทำเข็มกลัดที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติแห่งนี้เปิดดำเนินการมาครบ ๓๐ ปี ในปีนี้ และทางโรงพยาบาลมีโครงการเสริมสร้างคุณภาพการทำงานแก่บุคลากรของโรงพยาบาล เมื่อได้สนทนากันและทราบว่าคุณป้อมมณี ฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ก็มีความสนใจและเป็นที่มาของการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ ๒ ดังได้กล่าวแล้ว

อันดับต่อไป ขออนุญาตนำความการสนทนาบางตอน ซึ่งเป็นการสนทนาเรื่องพื้นฐานของความเข้าใจธรรมะ เนื่องจากมีผู้ใหม่จำนวนมาก ทั้งยังมีการสนทนาระหว่างอาจารย์วิชัย อาจารย์อรรณพ กับท่านอาจารย์ ที่เป็นไปในลักษณะถามแย้ง เพื่อให้ผู้ฟังที่อาจมีความสงสัยในลักษณะดังกล่าว แต่ไม่กล้าสอบถามสนทนา ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆท่านด้วย มาเสนอให้ทุกท่านได้พิจารณา นะครับ

อ.วิชัย  กราบท่านอาจารย์ครับ เริ่มต้นรู้จักแม้คำว่า "ธรรมะ" คือ อะไร สิ่งที่มีจริงเป็นปรกติธรรมดาอย่างนี้ แต่ "ความไม่รู้" ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ ก็ต้องอาศัยปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่รู้แล้วและทรงแสดงธรรมะ

ท่านอาจารย์ครับ สำหรับผู้ใหม่ ได้เริ่มเข้าใจคำว่าธรรมะก็คือสิ่งที่มีจริง ความเข้าใจธรรมะคือสิ่งที่มีจริง จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อชีวิตที่นำไปสู่ความเจริญ จากการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องของ "มงคล" ว่าการฟังธรรมะก็ดี หรือว่าการสนทนาธรรมก็ดี เป็นเหตุแห่งความเจริญ ดังนั้น การเริ่มเข้าใจธรรมะ คือ "เห็น" เป็นสิ่งที่มีจริง "ได้ยิน" เป็นสิ่งที่มีจริง จะเป็นเหตุแห่งความเจริญของชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์  คุณวิชัยรักใครที่สุด?
อ.วิชัย  ก็รักตัวเองครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์  ทุกคนตอบได้ใช่ไหม? เป็นผู้ตรง!! รักใครที่สุด?
อ.วิชัย  ก็รักตัวเองมากที่สุดครับ

ท่านอาจารย์  เพราะ "เข้าใจว่ามีเรา" แต่ว่า ตามความเป็นจริง มีตา "ตา" เป็นคุณวิชัยหรือเปล่า? 
อ.วิชัย  "ตา" เป็นธรรมะ ไม่ใช่ผมครับ
ท่านอาจารย์  "ตา" เกิดแล้วดับไปหรือเปล่า?
อ.วิชัย  "ตา" เกิดแล้วก็ดับครับ
ท่านอาจารย์  แล้ว "คุณวิชัย" อยู่ที่ไหน?
อ.วิชัย  ก็ไม่มีครับ มีแต่ "ธรรมะ"
ท่านอาจารย์  ค่ะ แต่ก็ "หลงรักสิ่งที่ไม่มี" เพราะเข้าใจว่ายังมี!!

"แต่ละคำ" เป็นคำที่ต้อง "คิด" จากไม่มี ถูกต้องไหม? "ไม่มีเสียง" แล้วก็มี "เสียง"  แล้ว "เสียง" ก็หายไป...เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเห็น ชั่วขณะที่ "เห็น" ดับแล้ว!! แต่ว่า "เพราะไม่รู้" ก็เข้าใจว่า ทั้งหมดเป็นเรา!!!

ด้วยเหตุนี้ ถ้าไม่ใช่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นคำสอนเรื่อง "อัตตา" ทั้งหมด!! "เรา" ทั้งหมด!!! แม้แต่ให้ "ทำดี" ก็ไม่ได้บอกว่า "ดี" ก็ไม่ใช่เรา!! แต่ "ดี" มีจริง "ไม่ดี" มีจริงไหม? ไม่ดีก็ไม่ใช่เรา!!! แต่ว่า ยึดถือว่า...เราดี..เราไม่ดี...เพราะไม่รู้ความจริง!!! 

เพราะฉะนั้น บางคนก็...เพราะไม่รู้..มีโลภะ ติดข้องมาก ในทุกอย่าง!! จนกระทั่งสามารถที่จะกระทำทุจริตกรรมได้  ใครชอบทุจริตกรรม? แต่ทำไมมีทุจริตกรรม???

อ.วิชัย  เพราะไม่รู้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์  เพราะ "รักตัว" ใช่ไหม? ทำทุกสิ่งทุกอย่าง "เพื่อตัว" เพราะฉะนั้น การที่จะดับกิเลสตามลำดับขั้น ทราบไหม? ว่า "ขั้นแรก" ต้องเป็นการ "ดับการเห็นผิดว่ามีเรา" มิฉะนั้น กิเลสทั้งหลายดับไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

 

เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า การที่เข้าใจว่า "มีเรา" เห็นถูก หรือ เห็นผิด? คะ? ฉลาด หรือว่า ไม่ฉลาด? "ไม่รู้" ฉลาดไม่ได้!! ไม่รู้ ไม่ใช่ปัญญา ใช่ไหม? เพราะฉะนั้น ก็มีธรรมะที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม "รู้" กับ "ไม่รู้" "เพราะไม่รู้" จึง "เห็นผิด" ถ้ารู้ ก็รู้แล้ว จริงๆแล้ว มี "คุณวิชัย" ชาตินี้ชาติเดียว พอคุณวิชัยจากโลกนี้ไป จะไปหา "คุณวิชัย" ที่ไหนอีกไม่ได้เลย มีแค่ชาตินี้

เพราะฉะนั้น ระหว่างที่ยังไม่จากไป ก็ไม่มีคุณวิชัย แต่หลงเข้าใจว่ายังมีคุณวิชัยทุกวัน!! จนกว่าจะ "ขณะนั้นปรากฏชัด" ว่าไม่มี!! เพราะฉะนั้น แม้แต่คำที่ว่า "เรายึดมั่น พอใจ ติดข้อง ในสิ่งที่ไม่มี" ลองฟังดูว่า จริงไหม?

แต่กว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ อีกนานเท่าไหร่??? เพราะเรายึดถือว่า "เป็นเรา" มานานแสนนาน กว่าการที่จะรู้ว่า "ไม่ใช่เรา" ค่อยๆเข้าใจ ค่อยๆฟัง จนกว่าสภาพธรรมะจะปรากฏ อย่างที่ได้ฟังนี้แหละ!!! คือ "เห็น" เกิดขึ้นและดับไป "ได้ยิน" เกิดขึ้นและดับไป "แข็ง" เกิดขึ้นและดับไป ทุกอย่างที่มี เมื่อเกิดขึ้นปรากฏนิดเดียว แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย!!

นี่คือ การเริ่มต้นที่จะเข้าใจว่า เรากำลังฟังเรื่องอะไรรากำลังฟังธรรมะ คือ สิ่งที่มีจริง และ ความจริงของธรรมะก็เป็นอย่างนี้แหละ!!!

อ.วิชัย  กราบท่านอาจารย์ครับ การที่เราได้ฟังข่าวคราวต่างๆ ตามสื่อทีวีบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง ที่มีคนประทุษร้ายกันหรือว่าฆ่ากันบ้าง หรือว่าลักทรัพย์บ้าง แสดงถึงความ "รักตัว" ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์  ค่ะ ถ้าไม่รัก ไปฆ่าเขาทำไม?
อ.วิชัย  ก็คิดว่าเขาจะมาประทุษร้ายเรา อะไรต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นความรักตัว ดังนั้น ความเข้าใจธรรมะ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นความจริง ความหลงผิด ความเข้าใจผิด ที่ยึดถือสิ่งที่มีจริง ที่เป็นธรรมะ ว่า เป็นเรา จึงหลงที่จะทุกข์ เดือดร้อน กับการเปลี่ยนแปลงของธรรมะ ซึ่งเมื่อเกิดก็ต้องดับไป แต่ "เพราะไม่รู้" ก็ "ยึดถือ" เมื่อยึดถือในสิ่งที่ไม่ใช่เรา ว่า เป็นเรา ก็เดือดร้อนจากสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นเรา

ท่านอาจารย์  ถ้าไม่ฆ่าเขา แต่ ฆ่าตัวเอง ยังรักเราอยู่หรือเปล่า? คะ? คุณอรรณพ
ผศ.อรรณพ  ถ้าคิดให้ละเอียดและตรง ลึกซึ้ง ก็คือ ก็ยังรักตัวเอง เพราะทนไม่ได้ที่ตัวเองจะต้องพบกับความลำบากกาย ลำบากใจ บางคนป่วยมาก ถึงขนาดต้องฆ่าตัวตาย คนทั่วไปก็บอกว่าเขาไม่รักตัว

อย่างบุคลากรทางการแพทย์ท่านก็คงจะทราบ เห็นๆอยู่ว่า ก็จะมีผู้ป่วยที่ทนความเจ็บป่วยไม่ได้ เขาก็ฆ่าตัว หรือบางคนทนความทุกข์ใจไม่ได้ มีการพลัดพราก มีการสูญเสียในชีวิตอย่างรุนแรง แม้จะไม่ทุกข์กาย แต่เขามีความโศกเศร้าเสียใจ จนฆ่าตัวตาย ด้วยความทุกข์กาย ทุกข์ใจ

ท่านอาจารย์ถามว่า คนที่ฆ่าตัวตาย รักตัวไหม? ก็มี "ตัวเขา" มีความเป็นตัวเขา แล้วก็คิดว่า เขารักตัวเขามาก ตัวเขาคืออะไร? "ตัวเขา" ก็คือ จิตใจและรูปที่รวมกันเป็นกายนี้ เขาก็มีความรู้สึกว่า ตัวเขามีความทุกข์ ทนไม่ไหวแล้ว ก็ไม่อยากจะอยู่รับความทุกข์ต่อไป ด้วยความรักตัว!!! และปรารถนาความสุขกายสุขใจให้แก่ตัวเอง เพราะความคิดว่ามีตัว จึงรักตัว เมื่อสักครู่ ท่านอาจารย์กล่าวว่า "หลงรักสิ่งที่ไม่มี" ก็เป็นความละเอียดมากๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์  ละเอียดยิ่งกว่านั้นก็คือ ฆ่าตัวเอง ก็ "เพราะยึดถือว่าเป็นตัวเรา" 
ผศ.อรรณพ  แล้วก็ทนไม่ได้ที่ตัวเราจะทุกข์กายทุกข์ใจ 
ท่านอาจารย์  ไม่ใช่ฆ่าคนอื่น ใช่ไหม? เพียงยึดถือว่าเรา ก็เป็นการรักตัวเองแล้ว เพราะเป็นความติดข้อง "ความติดข้อง" แม้เพียงน้อยนิด ก็เป็นธรรมะที่มีจริง พระผู้มีพระภาคฯทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่ง ของ "ความติดข้อง" อย่างเบาบางที่ใครก็ไม่รู้ได้ ว่ามีตั้งแต่ระดับที่ไม่รู้ตัวเลย ว่ารักตัว

ผศ.อรรณพ  ท่านอาจารย์พูดถึง "ความรักตัว" หมายความว่า มีความยึดถือว่ามีตัวเรา เมื่อยึดถือว่ามีตัวเรา ก็ยึดถือว่ามีบุคคลอื่น รวมถึงสิ่งต่างๆที่ไม่ได้มีชีวิต รถ บ้าน สิ่งของต่างๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้ายังมีความยึดถือว่าเป็นตัว ก็ยังต้องมีความรักตัวเอง แต่ก็ต้องละเอียด อย่างผู้ที่เขาติดยาเสพติด คนทั่วไปก็บอกว่าเขาไม่รักตัวเอง ไปติดยาเสพติด ไปทำให้ตัวเองลำบาก คนที่ติดยาเสพติดเขารักตัวเองอย่างไรครับท่านอาจารย์?

ท่านอาจารย์  ถ้าไม่รักก็ไม่เสพแน่!! 
ผศ.อรรณพ  เพราะอยากให้ตัวเองสบาย อยากให้ตัวเองมีความรู้สึกที่สบาย เขาก็ยึดความรู้สึกว่าเป็นเขา แล้วก็ต้องการความรู้สึกที่สบาย 
ท่านอาจารย์  แล้วความรักตัว ถูกหรือผิด? 
ผศ.อรรณพ  ท่านอาจารย์ครับ ผมพูดแบบแย้งได้ไหมครับ?
ท่านอาจารย์  เชิญเลยค่ะ

ผศ.อรรณพ  ท่านอาจารย์ถามว่า ความรักตัว ถูกหรือผิด? ถ้ารักตัวในทางที่ไม่ดีก็ผิด ถ้ารักตัวในทางที่ดีก็ถูกสิครับ ท่านอาจารย์ 
ท่านอาจารย์  แต่ก็ไม่มีตัวนี่คะ
ผศ.อรรณพ  ก็คิดไปเองว่ามี
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น ถูกหรือผิด? เมื่อไม่มีตัวเลย ก็ยังเข้าใจว่ามีตัว แล้วก็รักตัวด้วย ถูกหรือผิด?
ผศ.อรรณพ  อันนี้ก็ต้องผิด แต่ว่า ยาก...ที่จะเข้าใจเช่นนั้น...เพราะเราเคยคุ้นกันว่า ถ้ารักตัวในทางที่ผิดก็คือไม่ดี รักตัวก็ไปเอาเปรียบคนอื่น ไปโกง ไปอะไรเพื่อให้ได้สมบัติ

ท่านอาจารย์  เมื่อเข้าใจว่ามีตัว จึงรักตัว แต่ถ้ารู้ว่า...ไม่มีตัว...จะรักตัวได้อย่างไร? ในเมื่อไม่มีตัว!!! 
ผศ.อรรณพ  เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ชี้ถึงจุดเบื้องต้น จุดแรกเริ่มกำเนิด เพราะมีความยึดมั่นว่าเป็นตัวเรา จึงมีความรักตัวเรา ผิดตั้งแต่ว่า ยึดในสิ่งที่ไม่มี ว่ามี นั่นเองใช่ไหมครับท่านอาจารย์ ยึดในสิ่งที่ไม่มีว่ามี ทีนี้ ตัวเราก็นั่งอยู่ทนโท่นี่ครับ ท่านอาจารย์บอกว่าไม่มีได้อย่างไร?

ผมเชื่อว่าผู้ที่มาใหม่ๆ ยากที่จะเข้าใจ ก่อนที่จะสนทนาก็ได้พบกับผู้ที่เป็นทีมงานจัดการสนทนาธรรม ท่านก็ปรารภว่า เอาง่ายๆหน่อย พื้นๆหน่อย(หัวเราะกันครืน)ง่ายๆ พื้นๆ เพราะว่า ฟังแล้วก็คงจะยากสำหรับผู้ที่ใหม่ ก็จะขออนุญาตแทรกตรงนี้ว่า พระธรรมไม่ง่ายแน่นอน พระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าอยากฟังธรรมะที่ง่ายๆ ท่านอาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์  เบาๆ(หัวเราะ) ง่ายๆคือเบาๆ(ยิ้ม) แล้วความจริง กับ ความไม่จริง ต้องการอย่างไหน?
ผศ.อรรณพ  ต้องการความจริง แต่ให้ง่ายๆ ครับท่านอาจารย์ ต้องการความจริงแต่เอาแบบง่ายๆ ได้ไหม?
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น การฟังธรรมะ สิ่งที่มีนี้ ธรรมดา "เห็น" ยากหรือง่าย? 
ผศ.อรรณพ  ก็มีอยู่
ท่านอาจารย์  ยากไหม? หรือง่าย? ใครก็รู้นี่ เบาไหม? พูดถึงเรื่อง "เห็น" 
ผศ.อรรณพ  ถ้าท่านอาจารย์ถามแค่นี้ ใครๆก็เห็นด้วยว่า เห็น,ได้ยิน, มี เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส คิดนึก ทุกคนยอมรับว่ามี แต่พอบอกว่า เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส คิดนึก เป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา อันนี้จะยากตรงนี้

ท่านอาจารย์  ไม่ยากเลย นี่เป็นการ "เริ่มต้น" ให้เป็นผู้ตรง ที่จะได้ "เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" มิฉะนั้นแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้อะไร? ถ้าเราไม่กล่าวถึง "สิ่งที่มี" ว่านี่แหละ คือ สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้!!! ซึ่งชาวโลกไม่รู้!!  เพราะฉะนั้น "เริ่มเข้าใจถูก" ว่า ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงๆ

ผศ.อรรณพ  คือ ธรรมะไม่ง่าย แต่ค่อยๆเข้าใจได้ และเบื้องต้นของ "ความเข้าใจ" ก็คือ ฟังแล้วก็ไตร่ตรองว่า ธรรมะก็คือสิ่งที่มีจริง คือ เห็น ได้ยิน ที่มีจริงๆ แต่ว่าที่ยากก็คือ "เห็น" ก็ยังเป็น "เราเห็น" ครับ
ท่านอาจารย์  ไม่ต้องไปหา "เห็น" เลย ไม่ต้องไปแสวงหาอะไรหมด มีแล้ว แต่ไม่รู้!! เพราะฉะนั้น "คำ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น ที่จะทำให้รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร? ทรงตรัสรู้สิ่งที่มี ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ซึ่งคนอื่นไม่รู้!!! เพราะฉะนั้น เราฟังคำที่พูดถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งคนอื่นไม่รู้ แต่จะรู้ เมื่อฟังพระองค์ แล้วก็ได้เริ่มเข้าใจว่า นี่แหละคือหนทางที่จะละกิเลส เพราะเหตุว่า กิเลสไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ตัวเอง ถ้าไม่มีกิเลส เป็นทุกข์ไหม? คิดง่ายๆ เบาๆ ถ้าไม่มีกิเลส เป็นทุกข์ไหม? ไม่ทุกข์

ท่านอาจารย์  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นทุกข์ไหม? 
ผศ.อรรณพ  ไม่ทุกข์แน่ครับ
ท่านอาจารย์  เพราะดับกิเลสหมด แต่เราเป็นทุกข์ไหม?
ผศ.อรรณพ  เป็นทุกข์
ท่านอาจารย์  เพราะไม่รู้และมีกิเลส เพราะฉะนั้น "หนทาง" ที่จะดับทุกข์ ก็คือว่า "มีความรู้" ที่จะ "ดับกิเลส" 

ผศ.อรรณพ  อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความยาก ที่มาได้ยินได้ฟังธรรมะอย่างนี้ อย่างที่กำลังสนทนากันนี่ เพราะว่าตั้งแต่เกิดมา ก็ชินกับคำว่า พระพุทธศาสนาก็คือการให้ทาน รักษาศีล หรืออะไรดีๆ อย่างเช่น มีความกตัญญู ก็เป็นสิ่งที่ดี ก็คิดว่าสิ่งที่ดีอย่างนี้ มีการรักษาศีล ให้ทาน ต่างๆ ก็คิดว่าอันนี้เป็นพระพุทธศาสนา หรือบางทีก็คิดว่า การไปปฏิบัติอะไรต่ออะไร กลายเป็นพระพุทธศาสนา มองว่าพระพุทธศาสนาที่เกิดมานี้ ก็คือ การให้ทาน รักษาศีล ทำบุญใส่บาตรอะไรอย่างนี้

พอมาได้ยิน ได้ฟัง อย่างนี้ ไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยคุ้น หรือว่าจดจำมา ความยากก็อยู่ตรงนี้ เพราะว่าเราเคยคุ้นกับ พระพุทธศาสนาแบบปัจจุบัน ท่านอาจารย์จะช่วยแสดงว่า พระพุทธศาสนาจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ทาน รักษาศีล อย่างไรครับ?

ท่านอาจารย์  ค่ะ ใครก็พูดได้นี่คะ คำสอนของใครก็มีทั้งโลก ให้ทานก็ให้กัน ศีลก็รักษากัน แต่จะไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!  ถ้าเพียงแต่เป็นคนดี ให้ทาน รักษาศีล
ผศ.อรรณพ  ซึ่งตรงนี้ เป็นตรงที่ทุกท่านสมควรจะพิจารณา ในความแตกต่างตรงนี้ เพราะว่า ถ้าท่านต้องการธรรมะง่ายๆ ธรรมะพื้นๆ ไม่ต้องมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนที่ไม่มีพระพุทธศาสนา เว้นว่างจากพระพุทธศาสนา มีการให้ทานไหม? มี มีศีลไหม? มี

ถ้าต้องการอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธศาสนา แสดงถึงสิ่งที่เป็นจริงถึงที่สุด อันนี้ ถามท่านอาจารย์ว่า ความจริงถึงที่สุด พระพุทธศาสนานี้ละเอียด แล้วก็ลุ่มลึกเหลือเกิน เอาแค่ทานศีลธรรมดาทั่วไปนี่พอไหม

ท่านอาจารย์  ค่ะ ไม่ต้องฟังธรรมะ ก็มีทานมีศีล 
ผศ.อรรณพ  แล้วถ้ามีทานมีศีล โดยไม่ต้องฟังธรรมะ ก็พอแล้ว ไม่ต้องฟังธรรมะได้ไหมครับ?
ท่านอาจารย์  ค่ะ สำหรับคนที่ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย อย่างที่ได้กล่าวตั้งแต่ตอนต้น มีบุคคลสองจำพวก พวกหนึ่ง ไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย แล้วก็ไม่ต้องการฟังด้วย ถามก็ไม่ตอบ ชวนก็ไม่ฟัง สักอย่างเดียว แต่คนที่เห็นประโยชน์ สะสมมาแล้วที่จะรู้ว่า ชีวิตแสนสั้น แล้ววันหนึ่ง วันหนึ่ง รู้หรือเปล่าว่า ชั่วมากกว่าดี!!! 

ไม่ต้องไปไหน อยู่เฉยๆอย่างนี้ ไม่รู้แล้วว่ามีกิเลส "เพราะไม่รู้" แม้ความไม่รู้ก็เป็นกิเลส ใครจะมาบอกเราอย่างนี้ได้ ให้เรารู้ความจริงว่า "นี่ไม่ใช่เรา" แต่ว่า "เป็นธรรมะแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น" แล้วก็บังคับบัญชาไม่ได้ด้วย!! ใครจะไม่ให้โกรธเกิดขึ้น? โกรธเกิดแล้ว!! ใครจะไม่ให้คิด? คิดแล้ว!! แล้วก็คิดอย่างที่ไม่อยากจะคิด ก็เกิดแล้ว ตามเหตุ ตามปัจจัย!!!

เพราะฉะนั้น เริ่มเห็นการที่ ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาให้สุข ให้ทุกข์ ให้เห็น ให้ได้ยิน ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้เลย แต่ก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ แสนโกฏกัปชาติ ประมาณไม่ได้เลยว่านานเท่าไหร่ พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ ตรัสรู้ ปรินิพพานไปแล้ว แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ก่อนที่จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะได้รับคำพยากกรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ก็ได้ฟังธรรมะมาก่อน ได้รับคำพยากรณ์แล้วก็ยังต้องได้พบพระพุทธเจ้าอีกรวมแล้ว ๒๔ พระองค์ กว่าจะถึงการที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ กิเลสเต็ม!! ยังไม่ได้ดับเลย 

แต่เพราะบารมี การสะสม ที่ได้สะสมมาแล้ว ค่อยๆฟังธรรมะเหมือนเดี๋ยวนี้ เริ่มฟัง เริ่มรู้ ว่าธรรมะคืออะไร แล้วก็มีการสนใจ ศรัทธา ที่จะเห็นประโยชน์ของการที่ว่า เกิดมาแล้วตายไป แล้วไม่รู้นี่ "รู้" ดีกว่าไหม? แล้วก็ไม่ต้องไปถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในชาตินี้หรอก เพราะแสนไกล แค่ "สะสมไปเรื่อยๆ" จนวันหนึ่ง สามารถที่จะรู้ได้ นั่นคือการเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์

เพราะฉะนั้น ก็อยู่ที่ว่าจะเห็นประโยชน์ของการเข้าใจธรรมะ หรือว่าไม่เห็นประโยชน์ ถ้าเห็นประโยชน์ ก็คือว่า เป็นผู้ที่ไม่ประมาทว่า พระธรรม ต้องยากแน่นอน แต่รู้ได้ เข้าใจได้ เพราะกำลังมีเดี๋ยวนี้!!! 

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
อนุโมทนาในกุศลศรัทธาของบุคลากรโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติทุกท่าน
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่าน ครับ

.........

ขอเชิญคลิกชมบันทึกการถ่ายทอดสดย้อนหลัง ได้ที่นี่...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
lack
วันที่ 25 พ.ค. 2560 00:10 น.

ขอบคุณครับ

สาธุ ๆๆ ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 27 พ.ค. 2560 11:19 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ปลากริม ไข่เต่า
ปลากริม ไข่เต่า
วันที่ 30 พ.ค. 2560 17:05 น.

ขอบพระคุณและอนุโมทนาครับ

 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ