ชาคริยานุโยค
 
วิริยะ
วันที่  11 พ.ค. 2560
หมายเลข  28828
อ่าน  6,721

เรียนถาม

ชาคริยานุโยค คืออะไรคะ เข้าไปอ่าน พบว่า คือการบำเพ็ญเพียร นอนน้อย แต่อ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะ ขอความกรุณาอธิบายด้วยค่ะ

ขอบพระคุณอย่างสูง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 13 พ.ค. 2560

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจก่อนครับว่า ชาคริยานุโยค คืออะไร ชาคริยานุโยค หมายถึง เป็นผู้ที่มีความเพียร ตื่นอยู่ หากได้อ่านในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง คือ ให้ภิกษุทั้งหลาย กำจัดนิวรณ์ และ เดินจงกรม เป็นต้น

ซึ่ง การพิจารณาธรรมก็ต้องโดยละเอียด จะเห็นคำว่า ตื่นอยู่ ไม่ใช่เพียงตื่นโดยไม่หลับ จะเป็น ชาคริยานุโยค ที่เป็นการเพียร เพื่อถึงการดับกิเลสได้ แต่จะต้องตื่นจากกิเลส คือ มี สติสัมปชัญญะ คือ มีสติและปัญญาเกิดขึ้นในขณะที่ทำกิจ มีการเดินจงกรม ด้วย ครับ

ดังนั้น จะเพียร โดยขาดปัญญาไม่ได้ แต่ เป็นการแสดงถึง ผู้ที่มีความเข้าใจพระธรรมแล้ว ของเพศพระภิกษุ ที่มีความเพียรที่ประกอบด้วยปัญญา การเดินจงกรมก็เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อให้ไม่ให้หลับ และ แก้ความเมื่อยที่นั่งนาน หรือ อยู่ในอิริยาบถ ซ้ำๆ เพราะฉะนั้น เดินจงกรม ไม่ใช่ว่าจะเป็นวิธีปฏิบัติธรรม แต่ขณะที่ปฏิบัติคือ ขณะที่สติสัมปชัญญะ หรือ สติและปัญญาเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถใด ครับ

ซึ่ง หนทางการรู้ความจริงที่เป้นการเจริญวิปัสสนา หรือ ที่เรียกว่า ปฏิบัติ คือ ขณะที่สติและปัญญาเกิดรู้ความจริงในขณะนี้ ขณะนั้นชื่อว่าปฏิบัติ ซึ่งเหตุให้เกิดสติและปัญญารู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ก็ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้น ภิกษุที่ปฏิบัติความเพียร เพราะท่านมีความเข้าใจพระธรรม จากการฟัง ศึกษาพระธรรมแล้ว จึงเป็นผู้ปรารภความเพียรที่เห็นประโยชน์ว่า แทนที่จะหลับ ที่เป็นขณะที่ไม่เจริญ เพราะขณะที่หลับสนิท สติปัฏฐาน หรือ ปฏิบัติเกิดไม่ได้ แต่สติปัฏฐานหรือ ปฏิบัติเกิดได้ ขณะที่ไม่หลับ จึงเห็นประโยชน์ของการตื่นอยู่ คือ การไม่หลับ ก็ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ ด้วยการเดินไปมา ที่เรียกว่า จงกรมนั่นเอง แต่ ท่านจะต้องมีปัญญาจากการฟัง ศึกษาพระธรรมแล้ว จึงเจริญสติปัฏฐาน คือ รู้ความจริงในขณะที่เดินไปมาในขณะนั้น ครับ ชื่อว่ากำลังปฏิบัติ คือ ขณะที่สติและปัญญาเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา นี่แสดงถึงอัธยาศัยของผู้ที่ปรารภความเพียร แต่ไม่ได้หมายความว่า แต่ละท่านจะต้องปฏิบัติตาม เพราะ แม้ผู้ที่ฟังพระธรรม แล้วก็บรรลุ ในขณะที่ไม่ได้เดินจงกรมไปมาก็มีมากมาย เพราะปัญญาเกิดในทุกที่ และ ทุกอิริยาบถ เพราะขณะที่ปฏิบัติ คือ ขณะที่ปัญญารู้ความจริงในสภาพธรรมในขณะนี้ ครับ ซึ่ง สติและปัญญาจะมีไม่ได้เลย ถ้าปราศจากการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ครับ

ชาคริยานุโยค ทีเป็นผู้มีความเพียร ตื่นอยู่ ตื่นด้วยปัญญา หากไม่มีปัญญา ก็ไม่ชื่อว่าผู้ตื่นอยู่ ครับ เพราะฉะนั้น สำคัญที่ความเข้าใจพระธรรมเป็นสำคัญ และ ไม่ใช่การเอาอย่างตามที่อ่าน แต่ก็ต้องรู้ว่า สะสมมาแบบไหน เพราะปัญญาสามารถเกิดได้ในอิริยาบถต่างๆ เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม โดยไม่มีตัวตนที่จะไปทำให้สติ จะทำความเพียร หรือ จะต้องมีความเพียร จึงจะเกิดสติ ปัญญา ครับ อาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ปัญญาที่เจริญขึ้น ถึงพร้อม ย่อมเป็นปัจจัยให้สติและปัญญาเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ขณะนั้น มีความเพียรแล้ว เพียรที่จะระลึกรู้ลักษณะ ไม่มีใครที่จะเพียรและมีปัญญาที่รู้ความจริงด้วย ครับ

การเจริญสติปัฏฐานจึงเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เพียงแต่ว่า พระองค์ทรงแสดงโดยนัยต่างๆ ตามการสะสมมาของแต่ละบุคคล ที่จะเพียรในการเห็นประโยชน์ที่จะไม่หลับ แต่ก็ให้รู้ว่า ชาคริยานุโยค ขาดปัญญา คือ ความเป็นผู้ตื่นด้วยปัญญา ไม่ได้ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
วิริยะ
วันที่ 13 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 13 พ.ค. 2560

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ไม่ว่าจะกล่าวถึงอะไร ก็ไม่พ้นไปจากธรรมเลย แม้แต่ที่กล่าวถึงความเพียร ก็ไม่พ้นไปจากธรรม เพราะเป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่มีตัวตนที่ไปทำความเพียร เพราะความเพียรเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเพียรไปทางใด ระหว่างเพียรถูก กับ เพียรผิด ซึ่งเป็นไปตามการสะสม ของแต่ละบุคคลจริงๆ ถ้าทำไปด้วยความไม่รู้ ติดข้องต้องการ ทำตามๆ กันในทางที่ผิดแต่สำคัญว่าถูก ย่อมไม่พ้นจากความเพียรที่ผิด

สำหรับในชีวิตประจำวัน ที่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล คือ ความเพียรที่เป็นไปกับการศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา พร้อมทั้งเจริญกุศลทุกๆ ประการ เพื่อขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน เป็นความเพียรที่ควรประกอบ ควรอบรมให้มีขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะคล้อยไปสู่การดับกิเลสพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด

ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกเห็นถูก ไปทำอะไรด้วยความเป็นตัวตน ด้วยการปฏิบัติที่ผิด (คือ ปฏิบัติผิด แต่เข้าใจผิดว่าปฏิบัติถูก) นั่นไม่ใช่ ความเพียรที่ถูกต้อง แต่เป็นไปกับด้วยอกุศลประการต่างๆ มากมาย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นผู้ตื่นที่ไม่หลับ มีการนั่ง มีการเดิน เป็นต้น แต่ถ้ายังเป็นไปกับด้วยกิเลส ไม่เป็นไปกับด้วยความเข้าใจถูกเห็นถูก จะเป็นผู้ตื่นไม่ได้เลย เพราะตื่น ต้องตื่นจากกิเลส ตื่่นจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความเพียรที่เกิดขึ้นเป็นไป ที่เป็นความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่ ก็ต้องเป็นไปพร้อมกับการอบรมเจริญปัญญา ที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
peem
วันที่ 14 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 15 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
thilda
วันที่ 17 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Krishrong
วันที่ 19 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 21 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 23 พ.ค. 2560

เพียรเจริญกุศล เพียรละอกุศล เช่น เพียรที่จะฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ ละความเป็นตัวเราแม้ความเพียรก็เป็นธรรมะไม่ใช่เราเพียรค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 16 พ.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ