วิชชาธรรมกาย
 
มานพ
มานพ
วันที่  20 ธ.ค. 2559
หมายเลข  28451
อ่าน  1,964

กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ  ผมขอเสนอแนะเรื่องวิชชาธรรมกายครับ  วิชชาธรรมกายเขากล่าวว่าได้สูญหายไปหลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว 500 ปี และผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายคือ หลวงปู่สด จันทสโร  วัดปากน้ำภาษีเจริญครับ  และวิธีเข้าถีงคือ  นั่งสมาธิตั้งจิตไว้ที่ศูนย์กลางกาย พอจิตสงบแล้วจะเห็นดวงแก้วใสๆ ที่ศูนย์กลางกายเมื่อจิตนิ่งอีก ดวงแก้วก็จะกลายเป็นคล้ายดอกบัวตูมใสๆ อยู่บนเศียรพระ และก็จะกลายเป็นองค์พระใสๆ เกิดซ้อนกันหลายพระองค์แล้วองค์พระก็จะใหญ่ขึ้นครอบคลุมตัวเรา แล้วก็คลุมประเทศ และคลุมได้ทั้งโลก เขากล่าวว่าถ้าใครทำได้อย่างนี้จะมีบุญมากสามารถเห็นนรกสวรรค์ได้ และรู้ว่าใครตายแล้วไปไหนได้ครับและที่เขาบอกว่าถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จ เช่นโป้งรวย ต้องทำให้ถูกวิชชา คือ ขณะทำต้องตั้งจิตไว้ที่ศูนย์กลางกลายแล้วจะสำเร็จผลอย่างอัศจรรย์ครับ และการทำสมาธิวีธีนี้เขากล่าวว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าครับคือการเพ่งกสินครับ คือ อาโลกกสิน ครับ และนี่คือวิชชาธรรมกายครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 11:36 น.

 ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

   ก่อนพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้น โลกมืดด้วยความไม่รู้  อวิชชา แต่เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น แสงสว่าง คือ ปัญญาปรากฏ พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริง ด้วยปัญญา คือ วิชชา ที่เป็นวิชชา คือ ปัญญาที่เป็นอริยมรรคมีองค์ 8  ที่เป็นการรู้ความจริงขณะนี้ ที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน 4  แต่ วิชชาอื่น ที่ไม่มีในพระไตรปิฎก เช่น  นั่งสมาธิเห็นดวงแก้ว  ไม่มีในคำสอนในพระไตรปิฎก และ ไม่มีตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเลย เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เชื่อว่าหลวงพ่อคนนั้น คนนี้ค้นพบ มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงตรัสรู้ความจริงพระองค์แรก และ แสดงให้สาวกรู้ตาม มีพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น รู้ตาม นั่นคือ ทรงแสดงธัมมจักรกัปปวัตนสูตร คือ การเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไม่ใช่ ดวงแก้ว นั่งสมาธิ เพราะฉะนั้น วิชชาที่สมมติเรียกว่า ธรรมกาย ก็เป็นการตั้งขึ้นด้วยอวิชชาและกิเลส จึงเป็น อวิชชา ไม่ใช่ วิชชา และ คำสอนที่สอนให้ใช้เงินมากๆ นั่นก็เป็นผลมาจากเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ คือ อวิชชา ที่เป็นดวงแก้วนั่งสมาธิ เพราะถ้าเป็นวิชชาที่ถูกแล้ว คือ ปัญญา ย่อมจะไม่สอนในสิ่งที่ผิดๆ  ครับ

   และ คำว่า ธรรมกาย ก็เป็นชื่อของพระพุทธเจ้า  ธรรมกาย พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้นเกิดจากพระหทัยความดำริของพระองค์อันอาศัยกายของพระองค์ กายของพระองค์ที่เป็นที่อาศัยให้แสดงธรรมออกมา จึงชื่อว่าธรรมกาย  ดังข้อความในพระไตรปิฎกดังนี้ครับ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 150

               [๕๕]  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนว่าเสฏฐะและภารทวาชะเธอทั้งหลายแล   มีชาติต่างกัน   มีชื่อต่างกัน     มีโคตรต่างกัน     ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต    ถูกเขาถามว่า   ท่านเป็นพวกไหนดังนี้  พึงตอบเขาว่า พวกเราเป็นพวกพระสมณะศากยบุตรดังนี้. ดูก่อนวาเสฏฐะและภารท-วาชะ   ก็ผู้ใดแลมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น  เกิดแต่มูลราก    ตั้งมั่นอย่างมั่นคง    อันสมณพราหมณ์     เทวดามารพรหมหรือใคร ๆ  ในโลกให้เคลื่อนย้ายไม่ได้  ควรจะเรียกผู้นั้นว่า เราเป็นบุตรเถิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค  เกิดจาก  พระธรรม   พระธรรมเนรมิตขึ้น   เป็นทายาทของพระธรรมดังนี้.   ข้อนั้นเพราะเหตุไร.  เพราะคำว่า  ธรรมกายก็ดี  พรหมกายก็ดี    ธรรมภูตก็ดี   พรหมภูตก็ดีเป็นชื่อของพระตถาคต.


คำว่า   ธมฺมกาโย  อิติปิ  ความว่า  เพราะเหตุไร  พระตถาคตจึงได้รับขนานนามว่า  ธรรมกาย.  เพราะพระตถาคตทรงคิดพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกด้วยพระหทัยแล้ว ทรงนำออกแสดงด้วยพระวาจา.  ด้วยเหตุนั้น พระวรกายของพระผู้มีพระภาคจึงจัดเป็นธรรมแท้เพราะสำเร็จด้วยธรรม.      พระธรรมเป็นกายของพระผู้มีพระภาคนั้นดังพรรณนา.   มานี้ ฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่าธรรมกาย.  ชื่อว่าพรหมกายเพราะมีธรรมเป็นกายนั่นเอง     แท้จริงพระธรรมท่านเรียกว่าพรหมเพราะเป็นของประเสริฐ.        บทว่า   ธมฺมภูโตได้แก่สภาวธรรม.   ชื่อว่า พรหมภูต เพราะเป็นผู้เกิดจากพระธรรมนั่นเอง.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
มานพ
มานพ
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 12:55 น.

ถ้านั่งสมาธิแล้วเห็นพระพุทธเจ้าในกาย ผู้นั้นถือว่าเข้าถึงธรรม เพราะผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต   ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมแล้วเข้าใจความจริง ก็จะเข้าใจว่าธรรมกายสอนตรงจริงๆครับ  กราบขอบพระคุณที่ให้ได้เข้าใจความจริงและกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 12:59 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอเชิญคลิกฟังคำบรรยาย

ของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพิ่มเติม ได้ที่นี่ครับ

ธรรมกาย

...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 13:01 น.

เรียนความเห็นที่ 2 ครับ

ขอเพิ่มเติมในคำกล่าวที่ว่า

ถ้านั่งสมาธิแล้วเห็นพระพุทธเจ้าในกาย ผู้นั้นถือว่าเข้าถึงธรรม เพราะผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต  

ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ผิด ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ครับ

     เห็น ใครเห็น ไม่มีใครที่เห็น ซึ่งสภาพธรรม โดยมาก ก็คือ เห็นได้ทางตา อาศัยตาทำให้เห็น แต่เมื่อพูดถึงการเห็นธรรม ธรรม คือ สภาพธรรมที่มีจริงที่เป็นจิต เจตสิก และรูป แต่ธรรมอะไรที่ควรเห็น ควรรู้ นั่นคือ สภาพธรรมที่ดี ซึ่งเป็น จิต เจตสิก เพราะฉะนั้น การเห็น ตา ไม่สามารถเห็นสิ่งที่เป็นนามธรรมที่เป็นจิต เจตสิกได้ แล้วอะไร ที่จะเห็นได้  ปัญญานั่นเองที่ทำให้เห็น ที่เรียกว่า ปัญญาจักษุ ตา คือ ปัญญา ที่จะเห็นตามความเป็นจริง เห็น ธรรม  และธรรมอะไรที่ ชื่อว่าควรเห็น  และเห็นเหมือนที่พระพุทธเจ้า (ตถาคต) เห็น หรือ ประจักษ์เหมือนกัน    ธรรม ในที่นี้ จึงมุ่งหมายถึง โลกุตตรธรรม 9  คือ มรรค 4  ผล 4 และพระนิพพาน นี่คือการเห็นด้วยปัญญาที่ประเสริฐ เพราะกุศลธรรมบางอย่างไม่ว่าทาน ศีล การอบรมสมถภาวนา แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ก็มีกันอยู่แล้ว มีผู้เห็น คือ รู้อยู่แล้ว การเกิดกุศลขั้นเหล่านี้จึงไม่ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า  ดังนั้น ธรรมที่พระองค์ทรงดำเนินและถึงการตรัสรู้ คือ มรรค 4 ผล 4  และพระนิพพาน   ที่พระองค์ทรงประจักษ์ให้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า  พระธรรม  ธรรมกาย  จึงเป็นชื่อของพระพุทธเจ้า   เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นธรรม  คือ  มีปัญญาที่เห็นประจักษ์ โลกุตตรธรรม 9  ผู้นั้น ชื่อว่าเห็นตถาคต เห็นพระพุทธเจ้า

     เพราะฉะนั้น  การได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าที่มีพระชนม์อยู่  ได้เห็นด้วยตา  ไม่ใช่เป็นการเห็นพระองค์     แต่การเห็นพระองค์  คือ  มีปัญญาเข้าใจความจริง   จนประจักษ์พระนิพพาน เกิดมรรค 4 ผล 4 ถึงการดับกิเลสตามขั้นต่าง ๆ ชื่อว่าเห็นพระองค์  เพราะเห็นพระปัญญาคุณ เห็นพระบริสุทธิคุณ และเห็นพระมหากรุณาคุณ   ด้วยปัญญาของตนเองเป็นสำคัญครับ  ซึ่งกว่าจะถึงการเห็นธรรม เห็นตถาคต  ก็ด้วยการสะสมปัญญา ด้วยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมต่อไป ครับ

เชิญคลิกอ่านที่นี่

ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา [วักกลิสูตร]        

เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต [อรรถกถาสังฆาฏิสูตร]  

การเห็นด้วยจักษุและการเห็นด้วยญาณ[อรรถกถานกุลปิตุสูตร] 

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 14:11 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
มานพ
มานพ
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 15:59 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
rrebs10576
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 17:59 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 18:10 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
thilda
thilda
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 23:11 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
krumintdaroontham
krumintdaroontham
วันที่ 22 ธ.ค. 2559 15:02 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
วิริยะ
วันที่ 30 ธ.ค. 2559 15:21 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
tanakase
วันที่ 2 มี.ค. 2560 10:55 น.

สาธุอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
ปัณฑฬะ
ปัณฑฬะ
วันที่ 2 มี.ค. 2560 13:14 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
Lertchai
Lertchai
วันที่ 2 มี.ค. 2560 17:15 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
พระเอราวัต
พระเอราวัต
วันที่ 6 มี.ค. 2560 22:12 น.

ความคิดเห็นที่ ๑ กับ ๔ อธิบายได้ชัดเจน

สาธุ อนุโมทามิ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
worrasak
worrasak
วันที่ 9 มี.ค. 2560 16:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 11 มี.ค. 2560 18:08 น.

วิชาใดๆ ที่ไม่ได้ทำให้ออกจากสังสารวัฏฏ์ก็ไม่ประเสริฐ   แต่ปัญญาทางธรรมเป็นการรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้เกิดแล้วดับไม่ใช่เรา  สัตว์  บุคคล  ความรู้อันนี้ควรอบรม ควรเจริญบ่อย ๆ เนือง ๆ  ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
bauloy
bauloy
วันที่ 24 มี.ค. 2560 15:26 น.

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตด้วยครับ....

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ