ขออนุญาตกราบเรียนถาม
 
apiwit
apiwit
วันที่  19 ธ.ค. 2559
หมายเลข  28448
อ่าน  561

กระผมขออนุญาตกราบเรียนถามจริงๆครับ คือ กระผมสงสัยในคำสอนของบางลัทธิที่บอกว่า แม้กระทั่งก้อนหิน หยดน้ำก็มีชีวิตเพราะเขามองว่า ทุกสรรพสิ่งประกอบไปด้วยอนุภาคสสาร กับ อนุภาคชีวะซึ่งเป็นธาตุรู้ ทำให้วัตถุสิ่งต่างๆเองก็มีความรู้สึก แม้กระทั่งโต๊ะเก้าอี้หรือสิ่งของเครื่องใช้ก็ไม่เว้น ซึ่งฟังดูแปลกๆและดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ตอนแรกกระผมก็ไม่เชื่อ เพราะผมศึกษาแต่คำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้าพูดถึงโต๊ะ เก้าอี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า ไม่มีชีวิตเพราะเหตุว่า โต๊ะเป็นรูปที่เกิดเพราะอุตุ เกิดเพราะอาศัยมหาภูตรูป 4 คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ โต๊ะไม่ใช่รูปที่เกิดเพราะกรรม โต๊ะไม่ใช่รูปที่เกิดเพราะจิต ดังนั้นโต๊ะก็ต้องไม่มีชีวิตและไม่มีความรู้สึกเหมือนอย่างที่บางลัทธิสอน แต่จากประสบการณ์ในชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมเคยได้ยินคำบอกเล่าจากท่านผู้หนึ่งซึ่งท่านเองก็นับถือลัทธินี้ ท่านเล่าว่า ท่านประสบมาด้วยตนเองจริงๆ ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของการระลึกชาติ ซึ่งท่านก็เล่าถึงสมัยที่ท่านเคยเกิดเป็นต้นไม้ สมัยที่ท่านเคยเกิดเป็นเกวียน สมัยที่ท่านเคยเกิดเป็นเหล็ก แล้วท่านก็บรรยายความรู้สึกของท่านในแต่ละภพชาติที่ผ่นมาได้อย่างละเอียดจากการที่ท่านมีญาณระลึกชาติ ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความรู้สึกประหลาดใจให้แก่กระผมเป็นอย่างมากและก็สร้างความลังเลสงสัยให้แก่กระผมด้วยเช่นเดียวกัน คือกระผมชักจะสงสัยแล้วว่า เมื่อคนเราตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นต้นไม้ เป็นก้อนหินได้จริงหรือ เพราะใน 31 ภพภูมินั้นพระพุทธเจ้าไม่เคยกล่าวถึงเรื่องการไปเกิดเป็นต้นไม้หรือวัตถุสิ่งต่างๆเลย กระผมจึงต้องการความกระจ่างในเรื่องนี้



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ธ.ค. 2559

 ขอนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

แม้ในอดีตกาล พระพุทธเจ้าได้ตรัสเหตุแห่งความเห็นผิด ที่สำคัญว่า เที่ยง ยั่งยืน เมื่อบุคคลที่ระลึกชาติได้ เพราะ ได้เคยอบรมฌานมาก่อน ระลึกว่าเคยเกิดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามความเป็นจริง คือ เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหมอายุยืน เป็นต้น ย่อมเกิดความเห็นผิดว่า สัตว์ บุคคลมีจริง เที่ยง ยั่งยืน นี่แสดงให้เห็นว่า สัตว์โลก เมื่อยังไม่รู้ความจริง แม้ได้ฌานแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยอวิชชา ย่อมสำคัญผิดว่า เที่ยง ยั่งยืน นี่คือ ตัวอย่างในอดีตที่พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่าง ที่เกิดเป็น สัตว์ต่างๆ ที่ไม่ใช่ไปเกิดเป็นก้อนหิน ต้นไม้ เหล่านี้ก็ยังเห็นผิดได้ จะกล่าวไปใย ถึง บุคคลที่กล่าวว่าระลึกชาติได้ และ สำคัญว่าเกิดเป็นต้นไม้ ก้อนหิน  เพราะ การจะตัดสินความถูกต้อง ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งมาเล่า ต่อให้คนทั้งโลก มาเล่าว่าเกิดเป็น ต้นไม้ ก้อนหิน ก็ไมได้ตัดสินว่า ถูกต้อง เพราะ คนอื่นมาเล่า ระลึกชาติได้ แต่พิจารณาเหตุผล ตามความเป็นจริงว่า ที่ชื่อว่า สิ่งมีชีวิตคืออะไร ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง คือ สัตว์ที่เกิดจากกรรม เป็นต้น นั่นคือ สัตว์ แต่ ต้นไม้ ภูเขา ก้อนหิน ไม่ได้เกิดจากกรรม แต่เกิดจากอุตุ เป็นการประชุมรวมกันของรูปธรรม เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า บุคคลที่กล่าวว่า ก้อนหิน ต้นไม้ มีชีวิต กล่าวด้วยอวิชชา และ ความเห็นผิดและเป็นผู้ไม่ได้สดับพระธรรมของพระพุทธเจ้า คิดเอง ตามความตรึกของกิเลสที่มีอยู่นั่นเองครับ และ ไม่ชื่อว่า มีพระธรรมเป็นที่พึ่ง แต่มี สิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 20 ธ.ค. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
apiwit
apiwit
วันที่ 20 ธ.ค. 2559

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
มานพ
มานพ
วันที่ 20 ธ.ค. 2559

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 20 ธ.ค. 2559

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
ธรรม     ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง นั้น  ไม่พ้นไปจากนามธรรม กับ รูปธรรม      นามธรรมเป็นสภาพรู้  เป็นธาตุรู้   เช่น  เห็น  ได้ยิน  ได้กลิ่น    ลิ้มรส  รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย  คิดนึก  กุศลจิตเกิด  อกุศลจิตเกิด  เป็นต้น  เป็นนามธรรม    ส่วนรูปธรรม  ไม่ใช่สภาพรู้   ไม่รู้อะไร ๆ ทั้งสิ้น  ไม่มีความรู้สึกเป็นสุข หรือ เป็นทุกข์ เลย   เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวให้พิจารณา คือ   ที่กล่าวถึง ก้อนหิน ต้นไม้ เกวียน เป็นต้น   ซึ่งก็คือเป็นรูปธรรม   ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต   ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจ  ไม่มีสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมเลยในความเป็นรูปธรรม    แต่อย่างไรก็ตาม  นามธรรม และ รูปธรรม ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับไปนั้น       ล้วนมีลักษณะที่ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น   ไม่มีเว้นเลย    ครับ.                          
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
thilda
thilda
วันที่ 20 ธ.ค. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Lertchai
Lertchai
วันที่ 26 ธ.ค. 2559

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ