อินเดีย 2559 ตอนที่ 6 พุทธคยา มหากุศล 19 พ.ย. 2559
 
paderm
paderm
วันที่  19 ธ.ค. 2559
หมายเลข  28446
อ่าน  952

 วันนี้ วันที่ 19 พ.ย.  คณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. จะได้มีโอกาสเจริญกุศล ณ ดินแดนตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   ทั้งเลี้ยงเพลพระภิกษุ เข้านมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ และ เข้านมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และ พระธาตุของพระอัครสาวก ที่สมาคมมหาโพธิ 

 เช้าวันนี้อากาศที่พุทธคยากำลังดี อากาศเย็นสบาย ท่านอาจารย์ปรารภให้พวกเราได้มีโอกาสไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ตอนเช้า กลุ่มใหญ่ ที่ผ่านมาครั้งก่อนๆ จะไปต้นพระศรีมหาโพธิ์เฉพาะช่วงเย็นที่ไปขอขมาพระรัตนตรัยเท่านั้น ครั้งนี้พิเศษจริงๆ  คณะสองร้อยกว่าคน  ออกจาก โรงแรมตอน แปดโมงเช้า เข้าไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ 

ณ  กาลครั้งหนึ่ง สถานที่นี้ ได้เกิด ธธรมาภิสมัย คือ การตรัสรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่ ของ องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา 

ย้อนไปเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว  เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  ทรงปราบพญามาร  ทรงระลึกชาติ และ ทรงเห็นสัตว์เกิด สัตว์ตาย ด้วยพระญาณ และ พิจารณาปฏิจจสมุปบาท ได้บรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์

สถานที่นี้ จึงเป็นสถานที่ที่พุทธบริษัท ควรระลึกถึงอันเกิดจากความเข้าใจพระธรรม ซึ่งการตรัสรู้ จะมีได้ ก็ด้วยการรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา นั่นคือ อริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง อันเกิดได้จากการฟัง ศึกษาพระธรรม เข้าใจไปตามลำดับ ครับ

คณะกลุ่ม 2 ที่เป็นคนใหม่ส่วนใหญ่ เกือบร้อยท่าน ก็ออกมาก่อน แปดโมงเช้า เพื่อเข้านมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเดินชม สัตตมหาสถาน คือ สถานที่ 7 แห่งที่พระพุทธเจ้าทรงประทับแรกตรัสรู้ เป็นเวลา 7 สัปดาห์ 

กระผมก็พาคณะกลุ่ม 2 มาด้วย รวมทั้งกลุ่ม 3 แต่ ท่านอาจารย์และคณะกลุ่ม 1 จะออกมาสายหน่อย คือ เก้าโมงเช้า และ แต่ละท่านก็เก็บภาพอันสวยงาม ณ สถานที่อันประเสริฐ ซึ่งกระผมขอนำภาพที่ประทับใจและพุทธประวัติมาดังนี้ครับ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 115

         ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงพักผ่อนกลางวันอยู่ในสาลวันอันมีดอกบานสะพรั่งใกล้ฝั่งแม่น้ำ   เวลาเย็น    ในเวลาดอกไม้ทั้งหลายหลุดจากขั้ว    ได้เสด็จบ่ายหน้าไปยังโพธิพฤกษ์     ตามหนทางกว้างประมาณ  ๘  อุสภะ  ซึ่งเทวดาทั้งหลายตกแต่งไว้  ดุจราชสีห์เยื้องกรายฉะนั้น  นาค  ยักษ์และสุบรรณเป็นต้น ได้บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นอันเป็นทิพย์    หมื่นโลกธาตุได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน  มีระเบียบดอกไม้เป็นอันเดียวกัน  และมีเสียงสาธุการเป็นอันเดียวกัน

สมัยนั้นพราหมณ์ชื่อโสตถิยะ    เป็นคนหาบหญ้า    ถือหญ้าเดินสวนทางมา  รู้อาการของมหาบุรุษจึงได้ถวายหญ้า ๘ กำ  พระโพธิสัตว์รับหญ้าแล้วเสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑ์  ได้ประทับยืนในด้านทิศใต้ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ  ขณะนั้นจักรวาลด้านทิศใต้ทรุดลง    ได้เป็นประหนึ่งว่าจรดถึงอเวจีเบื้องล่าง   จักรวาลด้านทิศเหนือลอยขึ้น    ได้เป็นประหนึ่งจรดถึงภวัคคพรหมในเบื้องบน  พระ-โพธิสัตว์ทรงดำริว่า ที่ตรงนี้เห็นจะไม่เป็นสถานที่ที่จะให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ

จึงการทำประทักษิณ     เสด็จไปยังด้านทิศตะวันตกได้ประทับยืนผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก.  ลำดับนั้น  จักรวาลด้านทิศตะวันตกได้ทรุดลง  ได้เป็นประหนึ่งว่าจรดถึงอเวจีในเบื้องล่าง    จักรวาลด้านเว้นออกลอยขึ้น    ได้เป็นประหนึ่งว่าจรดถึงภวัคคพรหมในเบื้องบน    นัยว่า     ในที่ที่พระมหาบุรุษนั้นประทับยืนแล้ว ๆ  มหาปฐพีได้ยุบลงและฟูขึ้น   เหมือนล้อเกวียนใหญ่ซึ่งติดอยู่ในดุมถูกคนเหยียบริมขอบวงของกงล้อฉะนั้น      

 พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่าสถานที่นี้เห็นจะไม่เป็นสถานที่ให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ    จึงกระทำประทักษิณ      เสด็จไปทางด้านทิศเหนือประทับยืนผินพระพักตร์ใปทางด้านทิศใต้.ลำดับนั้นจักรวาลด้านทิศเหนือได้ทรุดลง   ได้เป็นประหนึ่งจรดถึงอเวจีในเบื้องล่าง  จักรวาลด้านทิศใต้ลอยขึ้น  ได้เป็นประหนึ่งจรดถึงภวัคคพรหมในเบื้องบนพระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า       แม้สถานที่นี้ก็เห็นจะไม่ใช่สถานที่เป็นที่ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ  จึงทรงกระทำประทักษิณ  เสด็จไปยังด้านทิศตะวันออก  ได้ประทับยืนผินพระพักตร์ไปทางด้านทิศตะวันตก.  ก็สถานที่ตั้งบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง  มีอยู่ในด้านทิศตะวันออก  สถานที่นั้นจึงไม่หวั่นไหว

ไม่สั่นสะเทือน พระมหาสัตว์ทรงทราบว่า สถานที่นี้  เป็นที่อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงไม่ทรงละ  เป็นสถานที่ไม่หวั่นไหว    เป็นสถานที่กำจัดกรงคือกิเลสจึงทรงจับปลายหญ้าแล้วเขย่าให้สั่น.    ทันใดนั่งเอง  ได้มีบัลลังก์  ๑๔ ศอก  หญ้าแม้เหล่านั้นก็คงตั้งอยู่  โดยการลาดเห็นปานนั้นซั้งช่างเขียนหรือช่างฉาบแม้ผู้ฉลาดยิงก็ไม่สามารถจะเขียนหรือฉาบทาได้.พระโพธิสัตว์ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก  โดยให้ลำต้นโพธิ์อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์    เป็นผู้มีพระมนัสมั่นคง   ทรงนั่งคู้อปราชิตบัลลังก์ซึ่งแม้สายฟ้าจะผ่าลงตั้ง   ๑๐๐   ครั้งก็ไม่แตกทำลาย   โดยทรงอธิษฐานว่า เนื้อ และเลือดในสรีระนี้แม้ทั้งสิ้นจงเหือดแห่งไปจะเหลือแต่หนังเอ็น   และกระดูก   ก็ตามที่. เราไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณบนบัลลังก์นี้แหละ  จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้.สมัยนั้น  เทวปุตตมารคิดว่า สิทธัถกุมารประสงค์จะก้าวล่วงอำนาจของ เรา  บัดนี้   เราจักไม่ให้สิทธัตถกุมารนั้นล่วงพ้นไปได้   จึงไปยังสำนักของพลมารบอกความนั้น   ให้โห่ร้องอย่างมารแล้วพาพลมารออกไป    ก็เสนามารนั้นมีข้างหน้ามาร ๑๒ โยชน์   ข้างขวาและข้างซ้ายข้างละ  ๑๒ โยชน์  ส่วนข้างหลังเสนามารตั้งจรดขอบจักรวาลสูงขึ้นด้านบน   ๙ โยชน์    ซึ่งเมื่อบันลือขึ้น  เสียงบันลือจะได้ยินเหมือนเสียงแผ่นดินทรุดตั้งแต่ที่ประมาณพันโยชน์     ลำดับนั้นเทวปุตตมารขึ้นขี่ข้างชื่อคีรีเมขสูง  ๑๕๐ โยชน์     นิรมิตแขนพันแขนถืออาวุธนานาชนิด  แม้ในบริษัทมารนอกนี้  มาร ๒ คนจะไม่ถืออาวุธเหมือนกัน  เป็นผู้มีหน้าต่างๆ   คนละอย่างกันพากันมา  เหมือนดังจะท่วมทับพระมหาสัตว์    ก็เทวดาในหมื่นจักรวาลได้ยืนกล่าวชมเชยพระมหาสัตว์  ส่วนท้าวสักกเทวราชได้ยืนเป่าสังข์วิชัยยุตร   ได้ยินว่า  สังข์นั้นมีขนาด ๑๒๐ ศอก    เพื่อให้เก็บลมไว้คราวเดียวแล้วเป่า    จะมีเสียงอยู่ถึง ๔ เดือนจึงจะหมดเสียง   มหากาลนาคราชได้ยืนกล่าวสรรเสริญคุณเกินกว่าร้อยบท      ท้าวมหาพรหมได้ยืนกั้นเศวตฉัตรแต่เมื่อพลมารเข้าไปใกล้โพธิมัณฑ์    บรรดาเทวดาเป็นต้นเหล่านั้น      แม้คนหนึ่งก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้  ต่างพากันหนีไปเฉพาะในที่ที่ตรงหน้า ๆ กาลนาคราชดำดินลงไปยังนาคภพอันมีมณเฑียรประมาณ  ๕๐๐ โยชน์นอนเอามือทั้งสองปิดหน้า  ท้าวสักกะเอาสังข์วิชัยยุตรไว้ข้างหลัง  ได้ยืนอยู่ที่ขอบปากจักรวาล.  ท้าวมหาพรหมจับปลายเศวตฉัตรไปยังพรหมโลกทันที   แม้เทวดาคนหนึ่งซึ่งว่าผู้สามารถดำรงอยู่มิได้มี  พระมหาบุรุษพระองค์เดียวเท่านั้น  ประทับนั่งอยู่.ฝ่ายมารก็กล่าวกะบริษัทของคนว่า  พ่อทั้งหลาย  ชื่อว่าบุรุษอื่นเช่นกับสิทธัตถะโอรสของพระเจัาสุทโธทนะ  ย่อมไม่มี   พวกเราจักไม่อาจทำการสู้รบซึ่งหน้า พวกเราจักสู้รบทางด้านหลัง.  ฝ่ายพระมหาบุรุษก็เหลียวดูแม้ทั้ง ๓ ด้านได้ทรงเห็นแต่ความว่างเปล่า    เพราะเทวดาทั้งปวงพากันหนีไปหมด ได้ทรง เห็นพลมารหนุนเนื่องเข้ามาทางด้านเหนืออีก   ทรงพระดำริว่า ชนนี้มีประมาณเท่านี้  มุ่งหมายเราผู้เดียวกระทำความพากเพียรพยายามอย่างใหญ่หลวง.  ในที่นี้ไม่มีบิดามารดา  บุตร ธิดา  พี่น้องชาย หรือญาติไร ๆ อื่น  มีแต่บารมี ๑๐ นี้เท่านั้นจะเป็นเช่นกับบุตรแลบริวารชนของเราไปตลอดกาลนาน  เพราะฉะนั้น     เราจะกระทำบารมีให้เป็นโล่  แล้วประหารด้วยศัสตราคือบารมีนั่นแหละ  กำจัดหมู่พลนี้เสียจึงจะควรจึงทรงนั่งระลึกถึงบารมีทั้ง ๑๐ อยู่    ลำดับนั้นเทวปุตตมารได้บันดาลมณฑลประเทศแห่งลมให้ตั้งขึ้น    ด้วยคิดว่า    เราจักให้สิทธัตถะหนีไปด้วยลมนี้ทีเดียว  ขณะนั้นเองลมอันต่างด้วยลมทิศตะวันออกเป็นต้นได้ตั้งขึ้นแม้สามารถทำลายยอดเขาขนาดกึ่งโยชน์ ๑ โยชน์ ๒ โยชน์ และ ๓ โยชน์ถอนรากไม้   กอไม้    และต้นไม้เป็นต้น     กระทำตามและนิคมรอบด้านให้เป็นจุรณวิจุรณไปได้ก็มีอานุภาพอันเดชแห่งบุญของมหาบุรุษจัดเสียแล้ว   พอมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ไม่อาจทำแม้สักว่าชายจีวรให้ไหว   ลำดับนั้นเทวปุตตมาร  ได้บันดาลให้ห่าฝนใหญ่ตั้งขึ้นด้วยหวังว่าจักให้น้ำท่วมตาย   ด้วยอานุภาพของเทว-ปุตตมารนั้น   เมฆฝนอันมีหลืบได้ร้อยหลืบพันหลืบเป็นต้นเป็นประเภทตั้งขึ้นในเบื้องบนแล้วตกลงมา  แผ่นดินได้เป็นช่องๆ ไปด้วยกำลังแห่งสายธารน้ำฝนมหาเมฆลอยมาทางด้านบนป่าไม้    และต้นไม้เป็นต้น      ก็ไม่อาจให้น้ำสักเท่าหยาดน้ำค้างหยดให้เปียกที่จีวรของพระมหาสัตว์  แต่นั้น    ได้บันดาลให้ห่าฝนหินตั้งขึ้น  ยอดภูเขาใหญ่ ๆ  คุกรุ่นเป็นควันลุกเป็นเปลวไฟ   ลอยมาทางอากาศพอถึงพระโพธิสัตว์   ก็กลับกลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์  แต่นั้นได้บันดาลให้ห่าฝนเครื่องประหารตั้งขึ้น  ศัสตราวุธมีดาบ  หอก  และลูกศรเป็นต้น    มีคมข้างเดียวบ้าง   มีคมสองข้างบ้าง   คุกรุ่นเป็นควัน    ลุกเป็นเปลวไฟ    ลอยมาทาง อากาศ  พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์  แต่นั้นได้บันดาลให้ห่าฝนถ่านเพลิงตั้งขึ้น     ถ่านเพลิงทั้งหลายมีสีดังดอกทองกวาว    ลอยมาทางอากาศกลายเป็นดอกไม้ทิพย์โปรยปรายลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์     

แต่นั้นได้บันดาลให้ห่าฝนเถ้ารึงตั้งขึ้น  เถ้ารึงร้อนจัดมีสีดังไฟลอยมาทางอากาศ    กลายเป็นฝุ่นไม้จันทน์ตกลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์ แต่นั้น   ได้บันดาลให้ห่าฝนทรายตั้งขึ้น  ทรายทั้งหลายละเอียดยิบ    คุเป็นควันลุกเป็นไฟ   ลอยมาทางอากาศ   กลายเป็นดอกไม้ทิพย์ตกลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์  แต่นั้น จึงบันดาลห่าฝนเปือกตมให้ตั้งขึ้น    เปือกตมคุเป็นควันลุกเป็นไฟ    ลอยมาทางอากาศ  กลายเป็นเครื่องลูบไล้ทิพย์ตกลงที่บาทมูลของพระโพธิสัตว์ แต่นั้นได้บันดาลความมืดให้ตั้งขึ้นด้วยคิดว่า    เราจักทำให้ตกใจกลัวด้วยความมืดนี้แล้วให้สิทธัตถะหนีไป      ความมืดนั้นเป็นความมืดตื้อประดุจประกอบด้วยองค์  ๔ [คือแรม ๑๔ ค่ำ  ป่าชัฏ  เมฆทึบ และเที่ยงคืน]    พอถึงพระโพธิสัตว์ก็อันตร-ธานไป  เหมือนความมืดที่ถูกขจัดด้วยแสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ มารไม่อาจทำให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยลม  ฝน  ห่าฝนหิน   ห่าฝนเครื่องประหาร  ห่าฝนถ่านเพลิง  ห่าฝนเถ้ารึง  ห่าฝนทราย   ห่าฝนเปือกตม   และห่าฝนคือความมืด รวม ๙ อย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้   จึงสั่งบริษัทนั้นว่า  แน่ะพนาย  พวกท่านจะหยุดอยู่ทำไม  จงจับสิทธัตถกุมารนี้    จงฆ่า   จงทำให้หนีไป    ส่วนตนเองนั่งบนคอช้างคีรีเมข    ถือจักราวุธเข้าไปใกล้พระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า  สิทธัตถะท่านจงลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้    บัลลังก์นี้ไม่ถึงแก่ท่าน   บัลลังก์นี้ถึงแก่เรา พระมหาสัตว์ได้ฟังคำของมารนั้น   จึงได้ตรัสว่า    ดูก่อนมาร    ท่านไม่ได้บำเพ็ญบารมี  ๑๐ อุปบารมี  ๑๐  และปรมัตถบารมี  ๑๐  ทั้งไม่ได้บริจาคมหาบริจาค ๕ไม่ได้บำเพ็ญญาตัตถจริยา  โลกัตถจริยาและพุทธัตถจริยา    บัลลังก์นี้จึงไม่ถึงแก่ท่าน  บัลลังก์นี้ได้ถึงแก่เรา.

มารโกรธอดกลั้นกำลังความโกรธไว้ไม่ได้จึงขว้างจักราวุธใส่พระมหาสัตว์   เมื่อพระมหาสัตว์นั้นทรงรำพึงถึงบารมี ๑๐ ทัศ อยู่ จักราวุธนั้น ได้ตั้งเป็นเพดานดอกไม้อยู่ในส่วนเบื้องบน ได้ยินว่าจักราวุธ  นั้นคมกล้านัก    มารนั้นโกรธแล้วขว้างไปในที่อื่น  ๆ    จะตัดเสาหินแต่งทึบเป็นอันเดียวไปเหมือนตัดหน่อไม้ไผ่   แต่บัดนี้     เมือจักราวุธนั้น กลายเป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่  บริษัทมารนอกนี้คิดว่า  สิทธัตถกุมารจักลุกจากบัลลังก์หนีไปในบัดนี้   จึงพากันปล่อยยอดเขาหินใหญ่ ๆ ลงมา  เมื่อพระมหาบุรุษทรงรำพึงถึงบารมี  ๑๐  ทัศ     แม้ยอดเขาหินเหล่านั้นก็ถึงภาวะเป็นกลุ่มดอกไม้ตกลงยังภาคพื้นเทวดาทั้งหลายผู้ยืนอยู่ที่ขอบปากจักรวาล  ยืดคอชะเง้อศีรษะออกดูด้วยคิดกันว่า  ท่านผู้เจริญ      อัตภาพอันถึงความงามแห่งพระรูปโฉมของสิทธัตถกุมารฉิบหายเสียแล้วหนอ   สิทธัตถกุมารจักทรงกระทำอย่างไรหนอ.  ลำดับนั้น  พระมหาบุรุษตรัสว่า  บัลลังก์ได้ถึงแก่เราในวันที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบำเพ็ญบารมีแล้วตรัสรู้ยิ่ง   ดังนี้   แล้วตรัสกุมารผู้ยืนอยู่สืบไปว่าดูก่อนมาร     ใครเป็นสักขีพยานในความที่ท่านให้ทานแล้ว.   มารเหยียดมือไปตรงหน้าหมู่มาร  โดยพูดว่า  มารเหล่านั้นมีประมาณเท่านี้เป็นพยาน.   ขณะนั้นเสียงของบริษัทมารซึ่งเป็นไปว่า   เราเป็นพยาน   เราเป็นพยาน  ดังนี้  ได้เป็นเช่นกับเสียงแผ่นดินทรุด.ลำดับนั้น     มารจึงกล่าวกะพระมหาบุรุษว่า    ดูก่อนสิทธัตถะ.   ในภาวะที่ท่านให้ทาน   ใครเป็นสักขีพยาน   พระมหาบุรุษตรัสว่าก่อนอื่น     ในภาวะที่ท่านให้ทาน    พลมารทั้งหลายผู้มีจิตใจเป็นพยาน    แต่สำหรับเรา    ใคร ๆ ผู้มีจิตใจชื่อว่าจะเป็นพยานให้   ย่อมไม่มีในที่นี้   ทานที่เราให้แล้วในอัตภาพอื่น ๆ จงยกไว้     ก็ในภาวะที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้ว    ได้ให้สัตตสตกมหาทาน   ให้สิ่งของอย่างละ ๗๐๐  มหาปฐพีอันหนาทึบนี้     แม้จะไม่มีจิตใจก็เป็นสักขีพยานให้ก่อน    จึงทรงนำออกเฉพาะพระหัตถ์ขวา    จากภายในกลีบจีวร    แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์ชี้ลงตรงหน้ามหาปฐพีพร้อมกับตรัสว่า     ในคราวที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วให้สัตตสตกมหาทาน    ท่านได้เป็นพยานหรือไม่ได้เป็น.   มหาปฐพีได้ดั่งสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งท่วมทับพลมาร       ด้วยร้อยเสียงพันเสียงว่าในกาลนั้น   เราเป็นพยานท่าน   แต่นั้น   มหาปฐพีได้กล่าวว่า   ท่านสิทธัตถะทานที่ท่านให้แล้ว  เป็นมหาทาน   เป็นอุดมทาน   เมื่อพระมหาบุรุษพิจารณาไป ๆ ถึงทานที่ได้ให้โดยอัตภาพเป็นพระเวสสันดร   ช้างคีรีเมขสูง  ๑๕๐ โยชน์ก็คุกเข่าลง.    บริษัทของมารต่างพากันหนีไปยังที่ศานุทิศ.    ชื่อว่ามารสองตนจะไปทางเดียวกัน  ย่อมไม่มี    ต่างละทิ้งเครื่องประดับศีรษะ    และผ้าที่นุ่งห่มหนีไปเฉพาะทิศทั้งหลายตรง ๆ หน้า.    ลำดับนั้น    หมู่เทพทั้งหลายเห็นมารและพลมารหนีไปแล้ว   กล่าวกันว่า  มารปราชัยพ่ายแพ้แล้ว     สิทธัตถกุมารมีชัยชนะแล้ว    พวกเรามากระทำการบูชาความมีชัยกันเถิด   ดังนี้    พวกนาคก็ประกาศแก่พวกนาค    พวกครุฑก็ประกาศแก่พวกครุฑ    พวกเทวดาก็ประกาศแก่พวกเทวดา  พวกพรหมก็ประกาศแก่พวกพรหม   พวกวิชชาธร  (ก็ประกาศแก่พวกวิชชาธร)      ต่างมีมือถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นมายังโพธิบัลลังก์สำนักของพระมหาบุรุษ.  ก็เมื่อมารและพลมารเหล่านั้น  หนีไปอย่างนี้แล้วในกาลนั้น  หมู่นาคมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของพระมเหสีเจ้า  ณ โพธิมัณฑ์ว่า ก็พระพุทธเจ้า  ผู้มีสิรินี้ทรงมีชัยชำนะ   ส่วนมารผู้ลามกปราชัยพ่ายแพ้แล้ว. แต่หมู่ครุฑก็มีใจเบิกบาน     ประกาศความชนะของพระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า   ก็พระพุทธเจ้าผู้มีพระสิรินี้ทรงมีชัยชนะ  ส่วนมารผู้ลามกปราชัยพ่ายแพ้แล้ว.ในกาลนั้น  หมู่เทพมีใจเบิกบาน  ประกาศความชนะของพระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า  ก็พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมีชัยชนะ   ส่วนมารผู้ลามกปราชัยพ่ายแพ้แล้ว.ในกาลนั้น   แม้หมู่พรหมก็มีใจเบิกบาน. ประกาศความชนะของพระมเหสีเจ้า   ณ  โพธิมัณฑ์ว่า   ก็พระพุทธเจ้าผู้มีพระสิรินี้ทรงมีชัยชนะ     ส่วนมารผู้ลามกปราชัยพ่ายแพ้แล้ว  แล.เทวดาในหมื่นจักรวาลที่เหลือ  บูชาด้วยดอกไม้ของหอม   และเครื่องลูบไล้เป็นต้น   ได้ยืนกล่าวสดุดีมีประการต่าง ๆ    เมื่อพระอาทิตย์ยังทอแสงอยู่อย่างนี้นั่นแล พระมหาบุรุษทรงขจัดมารและพลมารได้แล้ว  อันหน่อโพธิพฤกษ์ซึ่งตกลงเหนือจีวร    ประหนึ่งกลีบแก้วประพาฬแดง    บูชาอยู่   

 ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ทรงระลึกได้บุพเพนิวาสญาณในปฐมยาม   ทรงชำระทิพยจักษุในมัชฉิมยาม    ทรงยังญาณให้หยั่งลงในปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม ครั้งเมื่อพระมหาบุรุษนั้น ทรงพิจารณาปัจจยาการอันประกอบด้วยองค์ ๑๒    โดยอนุโลมและปฏิโลมด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะ  หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว  ๑๒  ครั้ง   จนจรดน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุดก็พระมหาบุรุษทรงยังหมื่นโลกที่ให้บันลือลั่นหวั่นไหวแล้ว       ได้ทรงรู้แจ้งแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ     ในเวลาอรุณขึ้น    เมื่อพระมหาบุรุษนั้นทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว

 

กลับมาเล่าต่อ ในช่วงเช้าที่คณะเดินทางมาถึง พุทธคยา  บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ระหว่างนั้นเอง ที่กระผมจะนำประทักษิณรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ได้ยินข่าวที่น่ายินดี ที่ได้ทราบว่า ท่านอาจารย์    สุจินต์ ได้มาถึงบริเวณในเจดีย์พุทธคยา กำลังนมัสการพระพุทธเมตตา กระผมจึงได้หยุดที่จะประทักษิณ กราบเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ นำประทักษิณ สามรอบ นับเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งในการเดินทางมาอินเดียครั้งนี้ ครับ จึงขอนำภาพการเดินประทักษิณ มาดังนี้ 

เมื่ออัจฉริยธรรมอันน่าอัศจรรย์ทั้งหลายมีประการต่าง ๆ ปรากฏแล้ว   ได้แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ   จึงทรงเปล่งอุทานที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงมิได้ทรงละว่าเราเมื่อแสวงหานายช่าง  (คือตัณหา)   ผู้กระทำเรือน   เมื่อไม่ประสบ   ได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย    ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์   ดูก่อนนายช่างผู้กระทำเรือน  เราเห็นท่านแล้ว    ท่านจักทำเรือนไม่ได้อีกต่อไป   ซี่โครงทั้งปวงของท่าน   เราหักแล้ว   ยอดเรือนเรากำจัดแล้ว จิต (ของเรา) ถึงวิสังขาร (นิพพาน)แล้ว   เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนบัลลังก์ชัย  เปล่งอุทานนี้แล้ว  ได้มีพระดำริดังนี้ว่า  เราแล่นไปถึงสี่อสังไขยกับแสนกัป  ก็เพราะเหตุบัลลังก์นี้    เราตัดศีรษะอันประดับ แล้วที่ลำคอแล้วให้ทานไปตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ก็เพราะเหตุบัลลังก์นี้

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

เราควักนัยน์ตาที่หยอดดีแล้ว (และ)  ควักเนื้อหัวใจให้ไปให้บุตรเช่นชาลีกุมาร  ให้ธิดาเช่นกับกัณหาชินากุมารี   และให้ภรรยาเช่นพระมัทรีเทวีเพื่อเป็นทาสของตนอื่น ๆ  เพราะเหตุบัลลังก์นี้.   บัลลังก์นี้เป็นบัลลังก์ชัย  เป็นบัลลังก์ประเสริฐของเรา ความดำริของเราผู้นั่งบนบัลลังก์นี้  ยังไม่บริบูรณ์เพียงใด  เราจักไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้เพียงนั้น  ดังนี้  จึงทรงนั่งเข้าสมาบัติหลายแสนโกฏิอยู่ ณ บัลลังก์นั้นนั่นแหละตลอดสัปดาห์ 

ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียว  ตลอดสัปดาห์๑    ครั้งนั้น  เทวดาบางเหล่าเกิดความปริวิตกขึ้นว่า   แม้ ๑.  สัปดาห์ที่ ๑   หลังจากตรัสรู้   วันนี้  พระสิทธัตถะก็ยังมีกิจที่จะต้องทำอยู่หรือหนอ  เพราะยังไม่ละความอาลัยในบัลลังก์.    พระศาสดาทรงทราบความวิตกของเทวดาทั้งหลาย    เพื่อจะทรงระงับความปริวิตกของเทวดาเหล่านั้น     จึงทรงเหาะขึ้นยังเวหาส    ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์.   จริงอยู่    ยมกปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำ ณ มหาโพธิมัณฑ์ก็ดี  ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำในสมาคมพระญาติก็ดี   ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำในสมาคมชาวปาตลีบุตรก็ดี ทั้งหมดได้เป็นเหมือนยมกปาฏิหาริย์ที่ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์.พระศาสดาครั้นทรงระงับความปริวิตกของเทวดาทั้งหลายด้วยปาฏิหาริย์นี้แล้ว   จึงประทับยืนทางด้านทิศเหนือเยื้องไปทางทิศทะวันออกนิดหน่อยทรงพระดำริว่า    เราได้รู้แจ้งพระสัพพัญญุตญาณบนบัลลังก์นี้หนอ    จึงทอดพระเนตรทั้งสองโดยไม่กระพริบ      มองดูบัลลังก์อันเป็นสถานที่บรรลุผลแห่งบารมีที่ทรงบำเพ็ญมาตลอดสี่อสงไขยแสนกัป     ทรงยับยั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์.สถานที่นั้น  จึงชื่อว่า  อนิมิสเจดีย์ลำดับนั้น     ทรงนิรมิตที่จงกรมในระหว่างบัลลังก์   และที่ที่ประทับยืนแล้วทรงจงกรมในรัตนจงกรมอันยาวจากตะวันออกไปตะวันตก    ทรงยับยั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์.  สถานที่นั้น  จึงชื่อว่า  รัตนจงกรมเจดีย์.

แต่ในสัปดาห์ที่   ๔   เทวดาทั้งหลายนิรมิตเรือนแก้วในด้านทิศพายัพจากต้นโพธิประทับนั่งบนบัลลังก์ในเรือนแก้วนั้น    ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎกและสมันตปัฏฐานอันนี้นัยในเรือนแก้วนี้   โดยพิเศษ  ทรงยับยั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์.     ส่วนนักอภิธรรมกล่าวว่า      เรือนอันล้วนแล้วด้วยแก้ว      ชื่อว่ารัตนฆระเรือนแก้ว   สถานที่ทรงพิจารณาปกรณ์ทั้ง   ๗  พระคัมภีร์     ก็ชื่อว่ารัตนฆรเรือนแก้ว. 

พระศาสดาทรงยับยั้งอยู่  ณ ที่ใกล้ต้นโพธิ์นั่นเอง    ตลอด ๔ สัปดาห์ด้วยอาการอย่างนี้      ในสัปดาห์ที่  ๕  จึงเสด็จจากควงโพธิพฤกษ์เข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ     ทรงนั่งพิจารณาพระธรรมและเสวยวิมุตติสุขอยู่  ณ  ต้นอชปาลนิโครธ    แม้นั้น.

 ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ที่อชปาลนิโครธนั้น หนึ่งสัปดาห์  แล้วได้เสด็จไปที่โคนไม้มุจลินท์    ณ  ที่นั้นฝนพรำเกิดขึ้น   ๗   วัน    พระองค์อันพระยามุจลินทนาคราชวงด้วยขนด ๗ รอบ   เพื่อป้องกันความหนาวเป็นต้นเสวยวิมุตติสุขประหนึ่งประทับอยู่ในพระคันธกุฏีอันไม่คับแคบ   ทรงยับยั้งอยู่หนึ่งสัปดาห์แล้วเสด็จไปยัง    ต้นราชายตนะ๒      ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่  ณ ที่ต้นราชายตนะแม้นั้นหนึ่งสัปดาห์  โดยลำดับกาลเพียงเท่านี้   สัปดาห์ทั้งหลายก็ครบบริบูรณ์.

  หลังจากกลุ่มของเราประทักษิณสามรอบกับท่านอาจารย์สุจินต์ ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์เรียบร้อยแล้วก็เดินทางออกจากบริเวณพุทธคยา ไปที่บริเวณมหาโพธิสมาคม เพื่อที่จะถวายเพลพระภิกษุ 100 รูป

บุคคลผู้ยังใจให้เลื่อมใสให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายที่ได้มาโดยชอบธรรมย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสองของผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน  คือเพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบันและเพื่อความสุขในสัมปรายภพการบริจาคของคฤหัสถ์ดังกล่าวมานั้น ย่อมเจริญบุญ

วีดีโอ การถวายสังฆทาน

[๑๒๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ทานวัตถุ  ๘   ประการนี้  ๘ ประการเป็นไฉน  คือบางคนให้ทานเพราะชอบพอกัน  ๑ บางคนให้ทานเพราะโกรธ   ๑        บางคนให้ทานเพราะหลง   ๑  บางคนให้ทานเพราะกลัว  ๑  บางคนให้ทานเพราะนึกว่า  บิดา  มารดาปู่  ย่า ตา    ยาย      เคยให้มา     เคยทำมา      เราไม่ควรให้เสียวงค์ตระกูลดั้งเดิม   ๑บางคนให้ทานเพราะนึกว่า  เราให้ทานแล้ว     เมื่อตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ๑บางคนให้ทานเพราะนึกว่า    เมื่อเราให้ทานนี้   จิตใจย่อมเลื่อมใส      ความเบิกบานใจความดีใจ  ย่อมเกิด ตามลำดับ  ๑  บางคนให้ทานเพื่อประดับปรุงแต่งจิต  ๑      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทานวัตถุ  ๘ ประการนี้แล.                                

      พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 618

อนึ่ง  ไม่ให้ศัสตรายาพิษและของเมาเป็นต้น    อันจะนำมาซึ่งความเบียดเบียนผู้อื่น.แม้ของเล่นอันประกอบด้วยความพินาศ       และนำมาซึ่งความประมาท      ก็ไม่ให้. อนึ่ง ไม่ให้ของไม่เป็นที่สบาย     มีน้ำดื่มและของบริโภคเป็นต้น       หรือของที่เว้นจากการ กำหนดแก่ผู้ขอที่เป็นไข้.          แต่ให้ของเป็นที่สบายเท่านั้นอันสมควรแก่ประมาณ.   อนึ่ง  คฤหัสถ์ขอก็ให้ของสมควรแก่คฤหัสถ์.     บรรพชิตขอก็ให้ของสมควรแก่บรรพชิต

  [๙๖]   ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีก   ไค้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า              ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยังประโยชน์  ให้สำเร็จได้แล         อนึ่ง  แม้เมื่อ  ของมีอยู่น้อย    ทานก็ยังประโยชน์    ให้สำเร็จได้          บุคคลพวกหนึ่ง  เมื่อของมีน้อย  ย่อมแบ่งให้ได้                        บุคคลพวกหนึ่ง   มีของมากก็   ให้ไม่ได้      ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย  ก็นับเสมอด้วยพัน.                  

  [๙๗]  ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ   ผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยังประโยชน์    ให้สำเร็จได้แล   แม้เมื่อของมีอยู่น้อย   ทานก็ยังประโยชน์   ให้สำเร็จได้  อนึ่งทานที่ให้   แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์        ให้สำเร็จได้       นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า  ทานและการรบเสมอกัน  พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะ   คนขลาดที่มีมากได้   ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้  เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็น ผู้มีความสุขในโลกหน้า.                

[๙๘]  ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์  ทานยังประโยชน์   ให้สำเร็จได้แล     แม้เมื่อของมีอยู่น้อย   การให้ทานได้เป็นการดี    อนึ่ง   ทานที่ให้   แม้ด้วยศรัทธา    ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้    อนึ่ง  ทานที่ให้แก่   บุคคลผู้มีธรรม    อันได้แล้ว   ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดเกิดมา  ย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว   ผู้มีธรรมอันบรรลุแล้ว  ด้วยความหมั่น และความเพียร บุคคลนั้นล่วงพ้นนรกแห่งยมราชย่อมเข้าถึงสถานอันเป็นทิพย์.

 [๙๙]  ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ    ผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์  ให้สำเร็จได้แล   แม้เมื่อทาน  มีอยู่น้อย  การให้ทาน  ได้เป็นการดี    ทานที่ให้    แม้ด้วยศรัทธา     ก็ยังประโยชน์      ให้สำเร็จได้  ทานที่ให้   แก่บุคคล   ผู้มีธรรม  อันได้แล้ว       ยิ่งเป็นการดี     อนึ่ง   ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็นการดี   ทานที่เลือกให้  พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว     บุคคลทั้งหลายผู้ควรแก่ทักษิณา  ย่อมมีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์นี้ ทานทั้งหลาย    อันบุคคลให้แล้ว      ในบุคคลทั้งหลายนั้น     ย่อมมีผลมาก  เหมือนพืชทั้งหลาย  ที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี.          [๑๐๐] ในลำดับนั้นแล  เทวดาอื่นอีก   ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์        ทานยังประโยชน์  ให้สำเร็จได้แล  แม้เมื่อของมีอยู่น้อย      การให้ทาน    ได้เป็นการดี    ทานที่ให้     แม้ด้วยศรัทธา       ก็ให้ประโยชน์    สำเร็จได้   ทานที่ให้แก่   บุคคลผู้มีธรรม           อันได้แล้วยิ่ง เป็นการดี    อนึ่ง  ทานที่บุคคลเลือกให้  ยิ่งเป็นการดี     อนึ่ง  ความสำรวม  แม้ในสัตว์ทั้งหลาย  ยิ่งเป็นการดี               

 บุคคลใดประพฤติเป็นผู้ไม่เบียดเบียน      สัตว์ทั้งหลายอยู่    ไม่ทำบาป     เพราะกลัวความ                ติเตียนแห่งผู้อื่น  บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ     บุคคลซึ่งเป็นผู้กลัวบาป  แต่ไม่สรรเสริญบุคคล   ผู้กล้าในการทำบาปนั้น       สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำบาปเพราะความกลัวบาปแท้จริง.

   ในลำดับนั้นแล   เทวดาอื่นอีก   ได้กล่าวคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต.

 [๑๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย   แต่ว่าพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง   ก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้ว   โดยส่วนมาก   โดยแท้ ก็แต่ธรรมบท (นิพพาน)แหละประเสริฐกว่าทาน     เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย     ผู้มีปัญญาในกาลก่อนก็ดี ในกาลก่อนกว่าก็ดี   บรรลุซึ่งนิพพานแล้วแท้จริง.

 คณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ เจริญกุศลถวายเพลพระภิกษุเรียบร้อย ก็กลับไปทานข้าว มีนัดกันอีกครั้ง ช่วงเวลา บ่ายสองโมง ที่ สมาคมมหาโพธิ อันเป็นการไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุอัครสาวก ซึ่ง ที่ประดิษฐานที่สวยงามทั้งสามองค์ สร้างโดย มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา อันเกิดจากจิตศรัทธาของสหายธรรมทั้งหลาย จึงขอนำภาพ และ บรรยากาศ รวมทั้งวีดีโอ รวมทั้งข้อความธรรมดีๆมาดังนี้ ครับธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า  มีใจเป็น ใหญ่   สำเร็จแล้วด้วยใจ  ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว  พูดอยู่ก็ดี  ทำอยู่ก็ดี   ทุกข์ย่อมไปตามเขา   เพราะเหตุนั้น   ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค  ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า  มีใจเป็นใหญ่   สำเร็จแล้วด้วยใจ   ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้วพูดอยู่ก็ดี  ทำอยู่ก็ดี    ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น    เหมือนเงาไปตามตัว  ฉะนั้น.

ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นว่า  ผู้โน้นได้ด่าเรา  ผู้โน้นได้ตีเรา    ผู้โน้นได้ชนะเรา   ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว       เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับได้    ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า  ผู้โน้นได้ด่าเรา  ผู้โน้นได้ตีเรา  ผู้โน้นได้ชนะเรา   ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว    เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ

ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้   ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย   ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มี เวร  ธรรมนี้เป็นของเก่า.

ก็ชนเหล่านั้นไม่รู้ตัวว่า       พวกเราพากันย่อยยับอยู่ในท่ามกลางสงฆ์นี้      ฝ่ายชนเหล่าใดในหมู่นั้นย่อมรู้ชัด  ความหมายมั่นกันและกันย่อมสงบเพราะการปฏิบัติของตนพวกนั้น.

 วีดีโอ บรรยากาศนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ

ภาพการนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุอัครสาวกของสหายธรรม

ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม      ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ เกียจคร้านมีความเพียรเลวทรามอยู่.  ผู้นั้นแล  มารย่อมรังควานได้       เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง  ลมรังควานได้     ฉะนั้น   (ส่วน)   ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งาม   สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย   รู้ประมาณในโภชนะ  มีศรัทธาและปรารภความเพียรอยู่  ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานไม่ได้  เปรียบเหมือนภูเขาหิน     มีรู้ความไม่ได้  ฉะนั้น.ผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดยังไม่ออก     ปราศจากทมะและสัจจะ   จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.   ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ       ส่วนผู้ใดพึงเป็นผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว    ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลายประกอบด้วยทมะและสัจจะ      ผู้นั้นแล      ย่อมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะชนเหล่าใด   มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ  และเห็นในสิ่งอันเป็นสาระว่า    ไม่เป็นสาระ  ชนเหล่านั้น   มีความดำริผู้เป็นโคจร     ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นสาระ     ชนเหล่าใดรู้สิ่งอันเป็นสาระ    โดยความเป็นสาระ    และสิ่งที่ไม่เป็นสาระ โดยความไม่เห็นสาระ    ชนเหล่านั้น    ไม่ความดำริชอบเป็นโคจร   ย่อมประสบสิ่งเป็นสาระ.ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น.      ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น.               ผู้ทำบาปเป็นปกติ   ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้  ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก  ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง   เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว  ย่อมเศร้าโศก  เขาย่อมเดือดร้อน.

ผู้ทำบุญไว้แล้ว   ย่อมบันเทิงในโลกนี้   ละไปแล้ว   ก็ย่อมบันเทิง    ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสองเขาเห็นความหมดจดแห่งธรรมของตน    ย่อมบันเทิง เขาย่อมรื่นเริง.ผู้ปกติทำบาป  ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้  ละไปแล้วย่อมเดือดร้อน   เขาย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง    เขาย่อมเดือดร้อนว่า    กรรมชั่วเราทำแล้ว  ไปสู่ทุคติย่อมเดือดร้อนยิ่งขึ้น.ผู้มีบุญอันตนทำไว้แล้ว ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้    และไปแล้วย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง เขาย่อมเพลิดเพลินว่า    เราทำบุญไว้แล้ว      สู่สุคติย่อมเพลิดเพลินยิ่งขึ้น.หากว่า   นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก  (แต่)  เป็นผู้ประมาทแล้วไม่ทำ  (ตาม)   พระพุทธพจน์นั้นไซร้    เขาย่อมไม่ เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล   เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น   ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น  หากว่า    นรชนกล่าวพระพุทธพจน์ อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้น้อย  (แต่)   เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้    เขาละราคะโทสะและโมหะแล้ว    รู้ชอบ    มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว  หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า   เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล.ความไม่ประมาทเป็นเครื่องถึงอมตะ   ความประมาทเป็นทางแห่งมัจจุ     ผู้ไม่ประมาทแล้วชื่อว่าย่อมไม่ตาย   ผู้ประมาทแล้ว    ผู้นั้นย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว     บัณฑิตรู้ความนั่นโดยแปลกกันแล้ว(ตั้งอยู่)  ในความไม่ประมาท   บันเทิงอยู่ในความไม่ประมาท        ยินดีในธรรมเป็นที่โคจรของพระอริยะทั้งหลาย  บัณฑิตผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น   มีความเพ่งมีความเพียรเป็นไปติดต่อ  บากบั่นมั่นเป็นนิตย์  เป็นนักปราชญ์   ย่อมถูกต้องพระนิพพาน   อันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม. ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    หลังจากคณะของเรานมัสการเสร็จเรียบร้อย ทั้งหมด ก็เข้าไปที่พุทธคยา ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีกครั้ง เพื่อประทักษิณบริเวณรอบด้านใน สามรอบ และ ขอขมาพระรัตนตรัย ต่อหน้าต้นพระศรีมหาโพธิ์  พุทธคยา  ขอนำภาพและวีดีโอและข้อความธรรมมาดังนี้ครับ

ก่อนเข้าไปข้างในกัน สหายธรรมก็เก็บภาพกับท่านอาจารย์ในบรรยกาศที่สบาย ผ่อนคลาย ครับ

ยศย่อมเจริญโดยยิ่งแก่คนผู้มีความขยันมีสติ   มีการงานสะอาด   มีปกติใคร่ครวญแล้วจึงทำ สำรวมแล้ว   เลี้ยงชีพโดยธรรม    และไม่ประมาท.ผู้มีปัญญา  พึงทำเกาะ   (ที่พึ่ง)  ที่ห้วงน้ำท่วมทับไม่ได้  ด้วยความหมั่น  ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความระวัง  และด้วยความฝึก.พวกชนพาลผู้มีปัญญาทราม   ย่อมประกอบ เนื่อง ๆ ซึ่งความประมาท  ส่วนผู้มีปัญญาย่อมรักษาความไม่ประมาทได้เหมือนทรัพย์อันประเสริฐ 

ท่านทั้งหลาย    อย่าตามประกอบความประมาท  อย่าตามประกอบความเชยชิดด้วยความยินดีในกาม    เพราะว่าผู้ไม่ประมาทแล้ว    เพ่งพินิจอยู่  ย่อมบรรลุสุขอันไพบูลย์.

เมื่อใดบัณฑิตบรรเทาความประมาทด้วย ความไม่ประมาท    เมื่อนั้นบัณฑิตนั้น   ขึ้นสู่ปัญญา เพียงดังปราสาท     ไม่เศร้าโศก     ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้มีความเศร้าโศก   ปราชญ์ย่อมพิจารณาเห็น คนพาลทั้งหลายได้   เหมือนคนผู้ยืนอยู่บนยอดเขามองเห็นชนผู้ยืนอยู่บนพื้นดินได้ฉะนั้น.

บรรยากาศยามเย็น ณ เจดีย์พุทธคยา

ผู้มีปัญญาดี   เมื่อชนทั้งหลายประมาทแล้วไม่ประมาท   เมื่อชนทั้งหลายหลับแล้ว   ตื่นอยู่โดย        มาก   ย่อมละบุคคลผู้มีปัญญาทรามไปเสีย  ดุจม้า        ตัวมีฝีเท้าเร็ว    ละทิ้งม้าตัวหากำลังมิได้ไปฉะนั้น.

รวมวีดีโอ การเดินประทักษิณต้นพระศีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ พุทธคยา

และ คณะสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ก็ได้กล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย พร้อมๆกัน นำโดย ท่านอาจารย์สุจินต์ดังนี้

บุญใด  อันข้าพเจ้าได้ประกอบแล้วในทวีปนี้ ด้วยเดชะบุญนั้น ขออันตราย  คือ ความเห็นผิดในพระรัตนตรัย จงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า     กรรมอันน่าติเตียนอันใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินแล้ว   ต่อพระพุทธเจ้า  พระธรรม และ พระสงฆ์  ด้วยกายก็ดีด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี  ขอพระพุทธเจ้า  พระธรรม และพระสงฆ์  ได้โปรดอดโทษแก่ข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้า  จะได้สำรวมระวังในพระรัตนตรัย ในกาละต่อไป

ขออนุโมทนา


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 14:06 น.

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 14:20 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
มานพ
มานพ
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 22:11 น.

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
thilda
thilda
วันที่ 20 ธ.ค. 2559 22:59 น.

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 23 ธ.ค. 2559 14:30 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
apiwit
apiwit
วันที่ 25 ธ.ค. 2559 12:40 น.

กราบอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 25 ธ.ค. 2559 20:53 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
รู้จบลงที่รู้
รู้จบลงที่รู้
วันที่ 26 ธ.ค. 2559 16:08 น.

ขอบคุณในความเอื้อเฟื้อของน้องเต้ยและอนุโมทนากับทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
papon
papon
วันที่ 27 ธ.ค. 2559 10:03 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ