สนทนาธรรมที่ฮานอย ซาปา 2559 (9)
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  5 พ.ย. 2559
หมายเลข  28334
อ่าน  1,189

29 ต.ค. 59 (9)

กลับจากซาปาแล้ว วันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปชม Trang An จางอาน หรือช้างอาน ที่ยูเนสโกรับรองเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เราออกเดินทางจากโรงแรมในฮานอยตอน 8 โมงเช้าไปจังหวัดนินห์บินห์ที่ห่างออกไป 2 ชั่วโมง

รถแล่นออกจากเมืองนิดเดียวสองข้างทางก็เป็นสวนผักไร่นาแล้ว ก่อนจะถึงช้างอาน เริ่มเห็นภูเขาหินปูน ทะเลสาปอยู่ข้างทาง เมื่อลงจากรถบัสต้องไปซื้อบัตรเข้าชมพร้อมด้วยค่าเรือคนละ 100,000 ด่อง เรือที่นั่งเป็นเรือท้องแบนนั่งได้ไม่เกิน 5 คน คนพายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ผู้ชายทำงานหนักกว่าคือขายตั๋วและเก็บตั๋ว ทราบว่ามีเรือจอดคอยบริการถึง 2,000 ลำ ในหน้าโลว์ซีซันอย่างนี้ บางเดือนเรือบางลำจะได้บริการลูกทัวร์เพียง 7- 8 ครั้ง ได้ค่าแรง 100,000 ด่องต่อครั้ง ไกด์จึงบอกให้เราทิปคนพายลำละ 100, 000 ด่อง

เข้าคิวลงเรือที่สถานีเรือลำละ 4 คน คนพายเป็นผู้หญิงเอวบางร่างน้อย เธอต้องพายนานถึง 2 ชั่วโมงครึ่งต่อครั้ง บรรยากาศของช้างอานน่าตื่นตาตื่นใจมาก เพราะเป็นทะเลสาปที่กว้างใหญ่ถึง 10 ตารางกิโลเมตร น้ำในทะเลสาปก็ใสแจ๋ว จนเห็นพืชนานาชนิดใต้น้ำ น้ำลึกไม่เกิน 4 เมตร แต่ทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพ (ยกเว้นคนพาย)

รัฐบาลบังคับไม่ให้ใช้เรือเครื่อง เพราะจะทำลายต้นไม้ใต้น้ำ และทำให้เกิดมลพิษ ในทะเลสาปเห็นภูเขาหินปูนไม่สูงนักเรียงรายซับซ้อน ระเกะระกะ ดูงดงามด้วยสีขาวของหินปูนและสีเขียวของพันธ์ุไม้นานาชนิดที่ขึ้นบนเขา พี่ใหญ่ของทุกคนพอใจอย่างยิ่ง พึมพัมด้วยความสุขใจว่า ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาคงเสียดายแย่ ใครเล่าให้ฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนเห็นของจริง ลืมไปอีกแล้วว่า เห็นเพื่อลืมเท่านั้นเอง แต่เมื่อยังไม่รู้ความจริงก็ยังอยากเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาที่สวยงามต่อไปอีกเรื่อยๆ แม้การแสวงหาสิ่งที่น่าพอใจทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายนั้นจะทำให้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอย่างไรก็ยอมแลก บางครั้งต้องเดินทางไกล ต้องปีนเขาสูง ต้องดำน้ำลึก ต้องใช้เวลาเก็บเงินนานๆ บางทีบางคนอาจยอมทำทุจริตเพื่อแลกกับสิ่งที่เพียงปรากฏให้รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายที่สั้นแสนสั้นแล้วก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฎก็ตาม และตามความเป็นจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสนั้นเป็นผลของกรรมที่ทำแล้ว ไม่ได้เกิดตามความต้องการ บางคนไปสถานที่เดียวกันอาจจะไม่เห็นสิ่งสวยงามที่ตั้งใจมาเห็น ขณะนั้นอาจจะหลับ (อันนี้เป็นบ่อย เวลานั่งรถมักจะหลับ ภวังคจิตเกิดเสมอๆ ทำให้ไม่รู้อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งๆ ที่ตั้งใจไปดูก็ตาม ภวังคจิตก็เป็นผลของกรรมเหมือนกัน)

เรือหลายร้อยลำพานักท่องเที่ยวพายไปตามทะเลสาปที่มีน้ำใสแจ๋ว มีบัวสายดอกสีชมพูเข้มขึ้นเป็นหย่อมๆ บางครั้งพายลอดถ้ำที่ทะลุ มีหินงอกหินย้อย มีแสงไฟจากหลอดไฟที่ติดตามผนังหรือเพดานถ้ำให้เห็นบริเวณถ้ำ เรือพาลอดถ้ำถึง 9 ถ้ำ (มีถ้ำทั้งหมดถึง 42 ถ้ำ บางถ้ำสำหรับพวกเดินป่าและปีนเขา) ปากถ้ำจะบอกชื่อถ้ำและความยาวไว้ บางถ้ำใหญ่เรือสวนกันได้ บางถ้ำแคบขนาดแค่ลำเรือ บางถ้ำเพดานสูง บางถ้ำต่ำต้องก้มศีรษะ ภูเขาบางลูกสร้างเป็นวัด เรือบางลำจอดให้ลูกทัวร์ขึ้นไปเยี่ยมชม ซื้อของ รับประทานอาหาร เป็นอีกโลกหนึ่งที่มีพื้นเป็นทะเลสาป มีภูเขาแทนบ้านเรือน น่าอัศจรรย์ในความวิจิตรของธรรมชาติ อดคิดถึงพระพุทธพจน์ที่นำมาอ้างเสมอๆ ไม่ได้ว่า "ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันตระการดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ (แต่)พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ " (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๓ - หน้าที่ 238) ทำให้รู้ตัวว่า ยังเป็นคนเขลายิ่งกว่าเขลาเพราะยังติดข้องอย่างมาก ยังห่างไกลกับผู้รู้ยิ่งกว่าน้ำกับฟ้า แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อยังเป็นอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ จนกว่าจะสะสมความเข้าใจถูกในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏมากขึ้นๆ รู้ว่าไม่ใช่เราเห็น เห็นเป็นเห็น เกิดแล้วดับทันที เช่นเดียวกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเกิดให้เห็นแล้วก็ดับทันที เห็นขณะนี้กับเห็นขณะก่อนจึงไม่เหมือนกันทั้งจิตที่เห็นกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

เรือพาไปเที่ยวชมถ้ำโน้นถ้ำนี้เป็นเวลากว่าชั่วโมง  นายใหญ่ชักไม่พอใจเมื่อเริ่มชินกับความงดงามตระการตาของช้างอาน หลายคนเริ่มออกความเห็นว่า น่าจะจัดโปรแกรมแค่ชั่วโมงครึ่งก็น่าจะพอ สงสารคนพาย (ความจริงตัวเองเริ่มเบื่อ จึงเกิดความกรุณาคนพาย) ตอนนี้เริ่มมองหาท่าเรือที่จะขึ้นไปหาอาหารกลางวันรับประทานแล้วจะได้รีบกลับไปร่วมสนทนาธรรมที่โรงแรมในฮานอยตอนบ่ายสี่โมง เป็นกุศลจิตหรือเปล่านะที่เบื่ออารมณ์หนึ่งแล้วก็แสวงหาอารมณ์อื่นที่คิดว่าน่าจะทำให้พอใจมากกว่า

กลับมาถึงโรงแรมทันเวลาสนทนาธรรมพอดี ผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดสดเล่าให้ฟังว่า คงต้องตกงาน ไม่ต้องถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงแล้ว ให้ถ่ายทอดเฉพาะเสียงอย่างเดียว เพราะไปรบกวนการอัดเสียงของอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ต่อมาทราบว่า มีผู้ชมการถ่ายทอดสดจากไซ่ง่อนบินมาร่วมสนทนาถึงฮานอยเพราะได้ชมทั้งภาพและเสียง ทีมงานจึงยังไม่ตกงาน  น่าดีใจจริงๆ ที่การเผยแพร่ได้ผล

คราวนี้ความเกียจคร้านทำกิจทำให้คิดขึ้นได้ว่า การแปลและพิมพ์ตามที่วิทยากรแต่ละท่านพูดนั้น ข้อความสำคัญตกหล่นไปมาก ควรจะแปลด้วยคำพูดเลยดีกว่า คุณแอ๊ว นภา จันทรางศุ สาวงามที่เก่งไปทุกอย่างจะจดชวเลขแล้วถอดความทีหลัง เลยต้องคอยให้เธอทำเสร็จแล้วค่อยมาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ด้วยเนื้อหา ทั้งทางเที่ยวและทางธรรมต่อไปค่ะ

(ถอดความปากเปล่าโดย พลอากาศตรีหญิงกาญจนา เชื้อทอง จดชวเลขและเรียบเรียงเพื่อนำเสนอโดยคุณนภา จันทรางศุ)
ถาม: คำสอนของพระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้ลึกซึ้งและยาก จะอ่านพระไตรปิฏกอย่างไรจึงจะเข้าใจถูก...ฝึกสมาธิทุกวันเพื่อละคลายกิเลส
ท่านอาจารย์: ในพระไตรปิฏกมีอะไร? ทุกคำแสดงความจริง ความจริงอยู่ที่ไหน? แต่ละคำแทนสภาพธรรมที่กำลังปรากฎเดี๋ยวนี้ เช่นคำว่า "ธรรม" ไม่ใช่เพื่อพูดตาม แต่เป็นความจริงที่ต้องเข้าใจว่า คืออะไร? ธรรมที่ทรงแสดงเป็นปรมัตถธรรม เปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด ถ้าไม่มีพระธรรมความจริง พระพุทธเจ้าไม่สามารถตรัสรู้ได้ ทรงรู้ความจริงของ "เห็น" เดี๋ยวนี้ อะไรเกิด! ถ้าไม่มีธรรม เราหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย...เสียงเกิดไหม? และแต่ละคำที่ทรงแสดงให้คิดและพิจารณา ถ้าไม่มีสภาพรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฎ ในชีวิตของแต่ละคนมีเห็น มีได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และคิดนึก "เห็น" ไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่คือเดี๋ยวนี้ ทรงแสดงเกี่ยวกับเห็น หลับตาต่างกับลืมตา งูเห็น ก็ไม่ต่างกับคนเห็น เห็นเป็นเห็นไม่ใช่ใคร สิ่งที่ปรากฎให้เห็นอยู่ที่ไหน? อาจบอกได้!! แต่ทำไมจึงอยู่ที่นั่น ดอกไม้อยู่ที่ไหน? เมื่อเห็น จำรูปร่างสัณฐานด้วย แต่เห็นไม่ใช่จำ ชอบไม่ใช่เห็น สิ่งที่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็เป็นแค่เพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างๆ เห็นสิ่งที่ปรากฎให้เห็นได้ แข็งเมื่อกระทบสัมผัส แข็งไม่สามารถเป็นเห็นได้ และถ้าไม่มีแข็งที่กระทบสัมผัสได้ จะมีสิ่งที่ปรากฎให้เห็นได้ไหม? เราปนเปสภาพธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน รูปแต่ละกลุ่มละเอียดมาก เห็นมีสภาพธรรมมากมาย บางอย่างเห็นได้ บางอย่างกระทบสัมผัสได้ ไม่มีใครสามารถรู้ชัดเหมือนพระพุทธเจ้าได้...

ผู้ร่วมสนทนา: ถ้าเราถามว่า โลกคืออะไร จิตคืออะไร ในปรมัตถธรรมมีแต่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น...คิดนึก นี่คือชีวิต!! ถ้ารู้ลักษณะของสภาพธรรมทึ่กำลังปรากฎตามความจริง จะเห็นว่ามีสภาพธรรมเพียงสองอย่างคือรูปธรรม และนามธรรม ที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เพราะสภาพเกิดดับรวดเร็วจึงถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง...
Sarah: คำสอนของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง ในพระสูตรเป็นเรื่องของคน สัตว์ สิ่งของ ถ้าไม่เข้าใจในปรมัตถธรรม ก็จะเข้าใจพระสูตรผิด เช่นคำว่าขันธ์5 ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น....เดี่ยวนี้!! แต่ทรงแสดงสิ่งที่ปรากฎให้เห็นเป็นรูปขันธ์ เสียงเป็นรูปขันธ์ไม่สามารถรู้อะไรได้เลย ความรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ แต่ละขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัสเป็นวิญาณขันธ์ วิญญาณคือจิต สัญญาเป็นสัญญาขันธ์ ที่เหลือเป็นสังขารขันธ์ เพราะสะสมความไม่รู้มามากจึงต้องฟังธรรมในแง่ต่างๆ จนกว่าจะเข้าใจในขันธ์ ธาตุ อายตนะ.

Jonh: อ่านพระสูตรแล้วเข้าใจผิด เพราะเมื่อสมัยพุทธกาลไม่ใช่พระทุกรูปจะฟังธรรมแล้วเข้าใจ แต่พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่ผู้ที่สะสมปัญญามา พร้อมจะเข้าใจพระธรรม เช่นถามว่า "รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง"...ที่ไม่เข้าใจว่าทรงแสดงธรรมที่กำลังปรากฎเดี๋ยวนี้ เพราะยังฟังธรรมไม่พอ ต้องเริ่มต้นด้วยการเห็นต่างกับสิ่งที่ปรากฎให้เห็น จึงจะเห็นความไม่เที่ยงของสภาพธรรม.

ถาม: ได้ยินหลายเสียงหลายเสียงพร้อมกัน อะไรเป็นเหตุปัจจัยของเสียง?
ท่านอาจารย์:ถ้าไม่มีหูจะได้ยินเสียงไหม มีหลายเสียงจริง แต่เสียงไม่ได้กระทบสัมผัสให้โสตประสาท มักจะสนใจสิ่งที่ปรากฎให้รู้มากกว่าจิตที่รู้สิ่งนั้น ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีอะไร และเมื่ออ่านพระไตรปิฏกจึงติดข้องในเรื่องราว แต่จริงๆ มีสภาพธรรมกำลังปรากฎให้รู้ได้

ถาม: รูปเกิดก่อนนามใช่ไหม?
Sara: เสียงเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว เสียงที่กระทบหูจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ขึ้นอยู่กับกรรม แต่เสียงคือเสียง กำลังคิดนึกถึงเสียงที่ได้ยิน

.........

ขอเชิญคลิกชมตอนที่ผ่านมาทั้งหมดได้ที่นี่...

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 5 พ.ย. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 6 พ.ย. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 7 พ.ย. 2559

ขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Boonyavee
วันที่ 7 พ.ย. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
นายสุรพล กิจพิทักษ์
วันที่ 9 พ.ย. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ