ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์ จ.นนทบุรี ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๙
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันเสาร์ ที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้รับเชิญจาก ผศ.ดร.นพ.นันทวัช สิทธิรักษ์ (คุณหมอหนุ่ม) อาจารย์หมอจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลศิริราช เพื่อไปสนทนาธรรมที่บ้านพัก ในจังหวัดนนทบุรี



ทราบว่า คุณหมอหนุ่ม
เป็นท่านหนึ่งที่ติดตามฟังการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์มานานหลายสิบปีแล้ว
ทั้งยังเป็นผู้มีความรู้
และใฝ่ใจในการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างมากมานานแล้วเช่นกัน และโดยปกติ
จะกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์เพื่อเดินทางมาสนทนาธรรมที่บ้านพักหลังนี้เป็นประจำโดยต่อเนื่อง
เป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพียงแต่เป็นการสนทนาธรรมในภาคภาษาอังกฤษ
ของกลุ่มผู้ศึกษาธรรมชาวต่างชาติเท่านั้น ( [เล่มที่ 40] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท - หน้า 1 เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๑ -
หน้าที่ 213 ความว่า ...
" ... หากว่า
นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก (แต่) เป็นผู้ประมาทแล้วไม่ทำ (ตาม) พระพุทธพจน์นั้นไซร้,
เขาย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล
เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น
ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น,
หากว่านรชนกล่าวพระพุทธพจน์ อันมีประโยชน์เกื้อกูล แม้น้อย (แต่) เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้, เขาละราคะ โทสะ
และโมหะแล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า,
เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล."



แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหิตํ นี้ เป็นชื่อแห่งพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก, นรชนเข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย เล่าเรียนพระพุทธพจน์ นั้นแล้ว กล่าว คือบอก ได้แก่แสดงอยู่ ซึ่งพระพุทธพจน์แม้มาก แก่ชนเหล่าอื่น (แต่) หาเป็นผู้ทํากิจอันการกบุคคลฟังธรรมนั้นแล้ว จะพึงทําไม่ คือไม่ยังการทําไว้ในใจให้เป็นไป ด้วยอํานาจแห่งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น ชั่วขณะแม้สักว่าไก่ปรบปีก, นรชนนั้น ย่อมเป็น ผู้มีส่วนแห่งผลสักว่าการทําวัตรปฏิวัตรจากสำนักของอันเตวาสิกทั้งหลาย อย่างเดียว, แต่หาเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะไม่ เหมือนคนเลี้ยงโค รักษาโคทั้งหลายเพื่อค่าจ้างประจําวัน รับไปแต่เช้าตรู่ เวลาเย็น นับมอบให้แก่เจ้าของทั้งหลายแล้ว รับเอาเพียงค่าจ้างรายวัน, แต่ไม่ได้ เพื่อบริโภคปัญจโครสตามความชอบใจ ฉะนั้นแล.



เหมือนอย่างว่า เจ้าของโคพวกเดียว ย่อมบริโภคปัญจโครสแห่งโค ทั้งหลาย ที่นายโคบาลมอบให้แล้ว ฉันใด, การกบุคคลทั้งหลาย ฟังธรรมอันนรชนนั้นกล่าวแล้ว ปฏิบัติตามที่นรชนนั้นพร่ำสอนแล้ว ก็ฉันนั้น, บางพวกบรรลุปฐมฌานเป็นต้น, บางพวกเจริญวิปัสสนาแล้ว บรรลุมรรคและผล, จัดว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะ เหมือน พวกเจ้าของโค ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งโครสฉะนั้น.

พระศาสดาตรัสคาถาที่ ๑ ด้วยอํานาจแห่งภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ผู้มีสุตะมาก (แต่) มีปกติอยู่ด้วยความประมาท ไม่ประพฤติแล้วในการทําไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ด้วยอํานาจแห่งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น, หาตรัสด้วยอํานาจ แห่งภิกษุผู้ทุศีลไม่ ด้วยประการฉะนี้.


ท่านอาจารย์ ค่ะ ถ้าอ่านไม่ดี ทำเลย เพราะคิดว่า จะต้องไม่ประมาท แต่ ไม่ประมาทที่จะเข้าใจว่า ไม่ใช่เรา เห็นไหม? บางคนศึกษาธรรมะ เข้าใจว่าเป็น "เราศึกษา" เป็น "เรารู้" ทั้งหมด ประมาท!! แต่ถ้าไม่ประมาท คือ "ไม่ใช่เรา" เลย ที่กำลังศึกษา กำลังเข้าใจ เป็นปัญญา เป็นธรรมะ ทั้งหมด!!!


เพราะฉะนั้น ถ้าประมาท ก็คือว่า ไม่มีทางที่ สัมมาสติจะเกิดขึ้นมาได้!!! ไม่ใช่ว่า เขาไม่ประมาทแล้วเขาจึงปฏิบัติ ไม่ใช่!!! แต่ไม่มีใครที่จะปฏิบัติ!! แต่ไม่ประมาท ที่จะเข้าใจถูก ว่าเป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้สิ่งใดๆ เกิดได้ แต่เมื่อมีความเข้าใจขึ้น ก็ละความเป็นเราขึ้น เมื่อละความเป็นเรา กิเลส อวิชชา ความไม่รู้ และ ความยินดี ติดข้อง ก็เบาบางลง เป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะ สามารถถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะ นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง ความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ของพระธรรม ไม่ใช่เผินๆ อย่างนี้ ฟังแค่นี้ ก็ไปปฏิบัติแล้ว ว่าเราไม่ประมาท เราจึงไปปฏิบัติ ไม่ใช่เลย!!!



เพราะฉะนั้น "ต้องตรง ตั้งแต่คำแรก" คือ ธรรมะทั้งหลาย เป็นอนัตตา ต้องสอดคล้องกัน ถ้าตัวตนจะไปปฏิบัติ คือ ไม่สอดคล้องกับ ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็ผิด ตั้งแต่ต้น!!

คุณหมอนันทวัช ส่วนคาถาที่ ๒ พระองค์ตรัสด้วยอํานาจแห่งการกบุคคลผู้แม้มีสุตะ น้อย (แต่) ทํากรรมในการทําไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคายอยู่. ในบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมฺปิ เจ ความว่า น้อย คือแม้ เพียง ๑ วรรค หรือ ๒ วรรค.

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นความเป็นอนัตตาของปัญญาไหม? ไม่ต้องห่วง ถ้าปัญญาจริงๆ แค่ไม่กี่คำ อย่างท่านพระสารีบุตร เป็นวรรค กี่วรรค ก็ตามแต่ ก็ยังสามารถเข้าถึง ความจริงของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ


เพราะฉะนั้น ขณะนี้ ฟังธรรมะ แต่ปัญญาไม่ถึงการที่จะรู้แจ้งลักษณะของสภาพธรรมะ แต่จากการฟังไว้ เข้าใจไว้ เป็นสังขารขันธ์ ซึ่งเนียนมาก ไม่มีใครรู้ว่า กำลังทำหน้าที่ของสังขารขันธ์ คือ ปัญญา ทำหน้าที่ของปัญญา สติทำหน้าที่ของสติ ถ้าไม่เข้าใจว่าเป็นธรรมะอย่างนี้ ก็มีตัวตน ซึ่งประมาทไม่ได้ คือ อยากเป็นตัวตนที่ทำ ถ้าเป็นอย่างนั้นเมื่อไหร่ ประมาททันที ไม่รู้ว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา


คุณหมอนันทวัช ตอนหลังก็มีอธิบายเยอะครับว่า "..นรชน นั้น ละราคะ โทสะ และโมหะด้วยข้อปฏิบัติชอบนี้แล้ว กําหนดรู้ธรรม ที่ควรกําหนดรู้ โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยนัย มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ด้วยอํานาจแห่งตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตติ. หมดความถือมั่นอยู่ในโลกนี้หรือในโลกอื่น คือไม่เข้าไปยึดถือขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย อันนับเนื่องในโลกนี้ และโลกอื่น หรืออันเป็นภายในและภายนอก ด้วยอุปาทาน ๔ ชื่อว่า เป็นมหาขีณาสพ ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะคือผล อันมาแล้วด้วยอํานาจแห่งคุณเครื่องเป็นสมณะ กล่าวคือมรรค และคุณเครื่อง เป็นสมณะคือกองแห่งอเสขธรรม ๕ ... "

ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ประมาท แต่ละคำ จะชัดเจน เพราะเหตุว่า
ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย คุณหมออ่านตั้งแต่ต้น
ทีละวรรคก็ได้ค่ะ
คุณหมอนันทวัช "..นรชน นั้น ละราคะ
โทสะ และโมหะด้วยข้อปฏิบัติชอบนี้แล้ว กําหนดรู้ธรรม
ที่ควรกําหนดรู้ โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยนัย มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ...
"


ท่านอาจารย์ เห็นไหม? ไม่ใช่ว่า "เราละ" ราคะ โทสะ โมหะ แต่สติ ที่เกิดขึ้นขณะนั้น ไม่ใช่มีโลภะ โทสะ โมหะเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ที่ละ ปัญญาที่เข้าใจถูกต้อง เป็นปัจจัยให้สติเกิดขณะไหน ละโลภะ โทสะ โมหะ เพราะขณะนั้น ต้องมีปัญญาที่เกิดพร้อมสติ จึงสามารถระลึก ด้วยความเข้าใจถูกในธรรมะเดี๋ยวนี้ ที่กำลังปรากฏ เห็นไหม? ว่าต้องอ่านด้วยความละเอียดจริงๆ ละโลภะ โทสะ โมหะ,ราคะ โทสะ โมหะ จะใช้คำไหนก็ได้ เพราะสติสัมปชัญญะ เป็นกุศล เกิดเมื่อไหร่ ขณะนั้นจะมีโลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ ไม่ได้


เพราะฉะนั้น ในสติปัฏฐาน จะมีคำว่า ละราคะ โทสะ เพราะเหตุว่า ขณะนั้น ปัญญาต่างหากที่เกิดขึ้นพร้อมสติ ทำให้ขณะนั้น โลภะเกิดไม่ได้ โทสะเกิดไม่ได้ โมหะเกิดไม่ได้ เพราะปัญญามีกำลัง ถึงการที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมะ ทั้งหมด ต้องสอดคล้องกับ ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่มีตัวตน เราละ แล้วเราไปปฏิบัติ!!!


ไม่มีเรา แต่ว่าธรรมะที่เป็นกุศลเกิดเมื่อไหร่ ละเมื่อนั้น ถ้ามิฉะนั้น อกุศลก็เกิดอยู่ร่ำไป เห็นอาหารรสอร่อย เห็นสิ่งที่เป็นดอกไม้สวยๆ เพียงแค่ลืมตาก็โลภะแล้ว!! เพราะฉะนั้น ละโลภะ โทสะ โมหะ "ไม่ใช่เรา" แต่เป็น "สัมมาสติ" ที่เกิดขึ้น เพราะเข้าใจถูกต้อง จึงสามารถที่จะละได้ ขณะนั้น ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ เกิดร่วมด้วย


คุณหมอนันทวัช ท่านพูดต่อ ละเป็นขั้นๆ " ... กําหนดรู้ธรรม ที่ควรกําหนดรู้ โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยนัย มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ด้วยอํานาจแห่งตทังควิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตติ.." ไล่เป็นขั้นๆ


ท่านอาจารย์ ค่ะ ไม่ใช่ไปหาเอาเอง!! หาเอาเองได้อย่างไร?
แล้วรู้เอง!! เป็นไปไม่ได้!!! แม้แต่ แต่ละวิมุตินี้
ก็กล่าวถึงปัญญาทั้งหมด ตทังควิมุตติเมื่อไหร่? เห็นไหม "วิปัสสนาญาณ"
คุณหมอนันทวัช " ...
หมดความถือมั่นในโลกนี้ หรือในโลกอื่น ... "
บางคนไม่ชอบโลกนี้ ชอบโลกอื่น

ท่านอาจารย์ ยังมีความเป็นตัวตน แม้ในอรูปพรหมภูมิ!! โลกนี้ยังอยู่ที่นี่ ยังติดข้องอยู่ในโลกนี้ พอไปเกิดเป็นอรูปพรหม ก็ยังติดข้องในอรูปพรหม ปัญญารู้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ ไม่ว่าจะอยู่ในเทวโลก พรหมโลก ก็ปัญญานั้นแหละ ที่รู้ จึงละได้ ไม่พ้นเรื่องปัญญา ถ้าเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีปัญญาเลย ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ทั้งสิ้น มีแต่โมหะ (ความไม่รู้) ต้อง ยิ่งฟัง ยิ่งเข้าใจ ความเป็นอนัตตา ถึงจะตรง กับ "ธรรมะทั้งหลาย เป็นอนัตตา" สูตรนี้จบหรือยังคะ? ชัดเจนมาก ต้องเป็นธรรมะ และต้องเป็นอนัตตา และต้องเป็นปัญญา ทั้งหมด!!! เพียงแค่จดจ้องจะรู้ ปัญญาก็รู้ว่าผิด!!! เพราะว่าไม่ใช่มรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่สติสัมปชัญญะ สัมมาทิฏฐิ เป็นความเห็นถูกในทุกอย่าง กว่าจะละได้หมด เพราะว่าสะสมมานานมาก ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ละ อย่าอยากรู้มากขึ้น ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่มีทาง!!! นั่นตรงกันข้ามกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นคำสอนให้ "ติด" ในความ "เป็นตัวตน"


ถ้าเข้าใจถูกต้องเมื่อไหร่ ก็รู้ว่า คำไหนเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และ เมื่อไหร่ คำใด ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่พูดถึงสิ่งที่มีจริง ตามความเป็นจริงให้เข้าใจ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าให้ "ทำ" ผิดเลย!!!


เพราะฉะนั้น สำนักปฏิบัติ ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!! เพราะอะไร? ไม่สอนให้เข้าใจถูกต้อง เมื่อไม่เข้าใจถูกต้อง ก็มีความเป็นตัวตน (อัตตา) และมีโลภะ ต้องการผล จึงได้ทำสิ่งซึ่งไม่ใช่ความเข้าใจเลย ไปนั่งนานๆ ทำไม? เดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรมะ จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะพูด จะคิด จะสุข จะทุกข์ จะเจ็บไข้ได้ป่วย จะเป็นอะไรก็ตามแต่ "ทั้งหมดเป็นธรรมะ" ลืมได้อย่างไร? ถ้าลืม ก็คือว่า ผิดทันที เป็นตัวตนทันที!!


เพราะฉะนั้น ตรงอย่างที่หม่อม (หม่อมบงกชปริยา ยุคล) ว่าไหม? ยังมีความเป็นตัวตนมาก แล้วก็มีความเข้าใจธรรมะน้อยกว่า ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น ใช่ไหมคะ? หม่อมว่าอย่างนั้นหรือเปล่า? มีปัญญามาก มีความเป็นตัวตนน้อย หรือว่า มีความเป็นตัวตนมาก มีปัญญาน้อย แต่ก็ยังดีที่มี ถ้าไม่มี (ปัญญา) เลยนี่หมดทาง



ทุกคนเป็นอย่างนี้หรือเปล่า? หม่อมบอกว่า มีความเป็นตัวตนมาก มีปัญญาน้อย ทุกคนเป็นอย่างนี้หรือเปล่า? ต้อง "ตรง" ใช่ไหม? ถ้าเข้าใจผิด คิดว่ามีปัญญามาก มีตัวตนน้อย ถูกหรือ? เอาปัญญามาแต่ไหน? ที่ว่ามาก!!! ละความเป็นตัวตนจนน้อยลงได้อย่างไร? ถ้าไม่มีปัญญา!! และปัญญาระดับไหน? ที่จะค่อยๆ คลายความเป็นตัวตน? แม้ในขั้นปริยัติ ก็ละคลายความเป็นตัวตนในขั้นของ "ความเข้าใจ" แต่รู้ตรงว่า ยังไม่ใช่การประจักษ์แจ้ง แต่ที่ใช้คำว่าตรัสรู้ ไม่ใช่เพียงแค่นี้ ต้องประจักษ์แจ้งจริงๆ ในสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นจริง ดับจริง ไม่ถึงขั้นนั้น ละความเป็นตัวตนไม่ได้!!! ไม่มีทางเลย!!!

(ภาพคุณดำรงค์ ปฏิพัทธ์รงรอง (คุณต๋อง) และคุณนพวรรณ เปาริบุตร (คุณตุ่ม) ที่แม้ในวันสุดท้ายที่จะเดินทางกลับอเมริกาในวันนี้ตอนค่ำ ก็ไม่ละโอกาสจนนาทีสุดท้าย ที่จะมาร่วมฟังและสนทนา)


ถึงขั้นนั้นแล้วก็ยังต้องเป็นปัญญาที่เห็นแจ้ง เพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก เพิ่มขึ้นอีก เป็นวิปัสสนาญาณ แต่ละขั้น เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หม่อมคนเดียว ทุกคน!!! ตรงไหม? จะทำอะไร? หรือว่า ฟังต่อไปให้เข้าใจขึ้น!!!

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์
บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ
ขอเชิญคลิกชมคลิปวีดีโอ จำนวน ๓ คลิป ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง ...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ด้วยความเคารพยิ่ง ขอบพระคุณ คุณ"วันชัย๒๕๐๔"ที่ตั้งกระทู้ครับ
กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขออนุโมทนากับคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์ คุณวันชัย ภู่งามและทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้อง
... "ต้องตรง ตั้งแต่คำแรก" คือ ธรรมะทั้งหลาย เป็นอนัตตา ต้องสอดคล้องกัน ถ้าตัวตนจะไปปฏิบัติ คือ ไม่สอดคล้องกับ ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็ผิด ตั้งแต่ต้น ...
กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณหมอนันทวัช สิทธิรักษ์
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งาม
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ







