ปาราชิก 4
 
Siwawong
Siwawong
วันที่  16 เม.ย. 2559
หมายเลข  27685
อ่าน  9,782

ผมอยากถามว่า การปาราชิกจะติดข้ามภพข้ามชาติไหมครับ เช่นถ้าชาตินี้ปาราชิกแล้วชาติหน้าสามารถบวชได้ไหม แล้วชาตินี้จะสามารถเป็นคนดีได้ไหมครับ มีโอกาสได้เกิดเป็นคนอีกไหมครับ รบกวนผู้รู้ช่วยตอบหน่อยครับ ถ้าสึกมาเป็นฆราวาสสามารถทำความดีได้ไหมครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 16 เม.ย. 2559 20:48 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

       ปาราชิก คือ ประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภทครุอาบัติ อาบัติหนักที่สุด ที่เรียกว่าอาบัติปาราชิก  พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกสี่ ข้อใดข้อหนึ่ง แม้จะไม่กล่าวลาสิกขาบท ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุทันที เมื่อความผิดสำเร็จ

ปาราชิก มี 4 ข้อ อยู่ใน ศีล 227 ได้แก่

1. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)

2. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)

3. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) หรือ แสวงหาศาสตรา อันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์

4. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)

      ตามความเป็นจริงแล้ว อาบัติ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา ย่อมเป็นเครื่องกั้นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน  เป็นเครื่องกั้นการไปเกิดในสุคติภูมิในชาติต่อไปด้วย ดังนั้น ภพต่อไปของพระภิกษุ ผู้ยังมีอาบัติติดตัว แล้วมรณภาพ ไป ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอบายภูมิเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่อาบัติปาราชิกเท่านั้น ที่เป็นเครื่องกั้นการไปเกิดในสุคติภูมิ แต่หมายรวมถึงอาบัติกองอื่น ๆ ด้วย ที่ไม่ได้กระทำคืนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงทำให้เห็นได้ว่า ความเป็นสมณะ ความเป็นบรรพชิต ถ้ารักษาไม่ดี มีแต่จะฉุดคร่าไปสู่อบายภูมิเท่านั้น

       การต้องอาบัติปาราชิกของพระภิกษุ  ถ้าสละเพศพระภิกษุ มาดำรงอยู่ในภูมิของสามเณร หรือ เป็นอุบาสก ก็สามารถเป็นคนดี ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาได้ สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีได้  หรือ เป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าได้ เพราะไม่มีอาบัติเป็นเครื่องกั้น   แต่ ... อาบัติที่ต้อง   ถ้าเกี่ยวกับอกุศลกรรมบถ เช่น  ลักทรัพย์  ฆ่ามนุษย์ เป็นต้น ก็ไม่หายไปไหน สะสมสืบต่ออยู่ในจิต  เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ก็สามารถส่งผลที่ไม่ดีในภายหน้าได้  สามารถทำให้เกิดในอบายภูมิได้  ทำให้ได้รับผลที่ไม่ดีไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจได้  โดยที่ไม่มีใครทำให้เลย เพราะเหตุย่อมสมควรแก่ผล ผลที่เกิดขึ้นย่อมมาจากเหตุที่ได้กระทำแล้ว ครับ  

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 06:38 น.

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 06:38 น.

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 06:44 น.

และที่อยากถามอีกข้อนึงอาบัติปาราชิกจะหายไปไหมครับเมื่อร่างกายตายสังขารดับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
paderm
paderm
วันที่ 17 เม.ย. 2559 06:48 น.

อาบัติที่ล่วงแล้ว เมื่อเปลี่ยนภพภูมิ ตัวอาบัติหายไปไม่ได้ติดตามไปครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 07:52 น.

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 07:54 น.

และกรรมที่เคยเถียงพ่อแม่ ต้องชดใช้ยังไงเหรอครับและถ้าอยากเกิดเป็นคนในภพภูมิหน้าอีกต้องทำยังไง

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 17 เม.ย. 2559 09:58 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 11:03 น.

แล้ว ถ้าผมเกิดเผลอพูดอะไรอุตริไปโดยไม่เจตนา แบบนี้จะปาราชิกไหมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
Siwawong
Siwawong
วันที่ 17 เม.ย. 2559 11:03 น.

เช่นแบบคุยเพลินกับเพื่อนไป ในตอนที่เป็นพระ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 17 เม.ย. 2559 12:27 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ถ้าไม่ได้มีเจตนาอวดอุตตริมนุสสธรรม ก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก แต่การพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ไม่เป็นประโยชน์  ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในเพศบรรพชิตแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลใจในเรื่องของอาบัติ เพราะอาบัติไม่มีในเพศคฤหัสถ์  ก็ขอให้ตั้งใจเป็นคนดี และ ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ทำกิจที่ควรทำ  เว้นในสิ่งที่ไม่ดี สะสมเป็นที่พึ่งต่อไป เพราะการเดินทางในสังสารวัฏฏ์ ยังอีกยาวไกล ความดีเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้ อกุศลธรรม เป็นที่พึ่งไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

     ความผิด ที่เคยได้ทำมา นั้น เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ที่จะมีความประพฤติเป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสประการต่าง ๆ โลภะ ความติดข้องต้องการบ้าง โทสะ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจไม่พอใจบ้าง แต่สำคัญที่เห็นโทษของความผิดนั้น แล้วพยายามแก้ไข ทำในสิ่งที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ยังไม่สายสำหรับการเริ่มต้นด้วยความดี ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ