สงสัยเรื่องของพระโปฐิละ (พระใบลานเปล่า)
 
ponchario
วันที่  8 ธ.ค. 2557
หมายเลข  25882
อ่าน  4,616

ขอเรียนถามปัญหาดังนี้ครับ  เท่าที่ฟังบรรยายของอ.สุจินต์ มาพอสมควร พอเข้าใจระดับหนึ่งว่า การฟังธรรมบ่อยๆ และพิจารณาจนเข้าใจ จะเป็นสังขารขันธ์ หรือเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้สติเกิด โดยไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อให้สติเกิดด้วยวิธีการอื่น  แต่พอนึกถึงพระสูตรเรื่องราวเกี่ยวกับพระโปฐิละ ซึ่งเป็นผู้ทรงพระไตรปิฏก (ซึ่งก็หมายความว่า ต้องเป็นพหุสูตร คือ ต้องได้ฟังมามาก และจำได้มากด้วย ) แต่พระผู้มีพระภาคก็เรียกท่านว่า ท่านใบลานเปล่า และตามเนื้อความในพระสูตร พระโปฐิละก็คิดในใจว่า “เราย่อมทรงไว้ ซึ่งพระไตรปิฏกพร้อมทั้งอรรถกถา,  บอกธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ถึง ๑๘ คณะใหญ่,  ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น  พระศาสดายังตรัสเรียกเราเนือง ๆ ว่า  “คุณใบลานเปล่า”  พระศาสดาตรัสเรียกเราอย่างนี้  เพราะความไม่มีคุณวิเศษ  มีฌานเป็นต้นแน่แท้.”  ท่านมีความสังเวชเกิดขึ้นแล้ว  จึงคิดว่า “บัดนี้  เราจักเข้าไปสู่ป่าแล้วทำสมณธรรม” ฯลฯ ..... คำถามคือ

1.  ทำไม ความรู้จากการฟัง และ การจำได้ของท่าน ไม่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติของท่านเกิด หรือ สติปัฎฐานเจริญ จนบรรลุมรรคผลได้ ??  จนต้องมาอาศัยสามเณร (ซึ่งเป็นพระอรหันต์) สอนการปฏิบัติให้อีก (ราวกับว่า ภาคปริยัติและภาคปฏิบัติแยกจากกันคนละส่วนไม่เกื้อกูลกัน)  

2. ทำไมท่านโปฐิละ จึงคิดว่าเพราะท่านไม่ได้ฌาน พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกท่านว่า ท่านใบลานเปล่า  ราวกับว่า ฌาน เป็นส่วนสำคัญในการบรรลุมรรคผล

3. ทำไมท่านโปฐิละจึงคิดว่า ท่านควรเข้าไปสู่ป่าแล้วทำสมณธรรม  การเจริญสติปัฏฐานของท่านปกติในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงพอหรอกหรือ? และในข้อปฏิบัติที่สามเณรแนะแก่พระโปฏิละก็กล่าวว่า --   “ท่านผู้เจริญ  ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง  มีช่องอยู่ ๖ ช่อง,  ในช่องเหล่านั้น  เหี้ยเข้าไปภายในโดยช่อง ๆ หนึ่ง  บุคคลประสงค์จะจับมัน  จึงอุดช่องทั้ง ๕ นอกนี้  ทำลายช่องที่ ๖  แล้ว  จึงจับเอาโดยช่องที่มันเข้าไปนั่นเอง; บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว  จงเริ่มตั้งกรรม*นี้ไว้ในมโนทวาร.”  ด้วยนัยมีประมาณเท่านี้  ความแจ่มแจ้งได้มีแก่ภิกษุผู้เป็นพหูสูตร ดุจการลุกโพลงขึ้นแห่งดวงประทีปฉะนั้น. -- อยากเรียนสอบถามว่า

4. คำแนะนำดังกล่าว มีนัยสอดคล้องกับ การเจริญสติปัฏฐาน ที่อ.สุจินต์บรรยาย อย่างไร

ขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ครับ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 8 ธ.ค. 2557

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

       

1. ทำไม ความรู้จากการฟัง และ การจำได้ของท่าน ไม่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สติของท่านเกิด หรือ สติปัฎฐานเจริญ จนบรรลุมรรคผลได้ ??  จนต้องมาอาศัยสามเณร (ซึ่งเป็นพระอรหันต์) สอนการปฏิบัติให้อีก (ราวกับว่า ภาคปริยัติและภาคปฏิบัติแยกจากกันคนละส่วน ไม่เกื้อกูลกัน)  

@ ธรรมอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น แม้แต่การปฏิบัติที่เป็นสติระลึกรู้ลักษณะจนถึงการดับกิเลสที่เป็นวิปัสสนา ก็ต้องอาศัยกาลเวลาตามสมควร    หากปัจจัยไม่พร้อม สติก็ไม่เกิด   เพราะฉะนั้น ปริยัติย่อมเกื้อกูล แต่เหตุยังไม่พร้อม   ต่อเมื่อได้รับคำที่เตือนถึงการปฏิบัติที่เป็นเรื่องสภาพธรรม ก็ทำให้บรรลุ ก็อาศัยปริยัติที่เรียนมา เกื้อกูลด้วยนั่นเองครับ

**********************************************

2. ทำไมท่านโปฐิละ จึงคิดว่าเพราะท่านไม่ได้ฌาน พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกท่านว่าท่านใบลานเปล่า  ราวกับว่า ฌาน เป็นส่วนสำคัญในการบรรลุมรรคผล

@ การบรรลุคุณ มี ฌาน กับ วิปัสสนา     ฌานเป็นเครื่องอยู่อันผาสุข    และฌานไม่ได้หมายถึงเฉพาะ สมถภาวนา เท่านั้น     ฌานที่เป็น อารัมณูปณิชฌาน ที่เป็นวิปัสสนาก็มี ครับ

**********************************************

3. ทำไมท่านโปฐิละจึงคิดว่า ท่านควรเข้าไปสู่ป่าแล้วทำสมณธรรม  การเจริญสติปัฏฐานของท่านปกติในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงพอหรอกหรือ?

@ เพราะอัธยาศัยในการบรรลุน้อมไปที่จะทำให้ท่านคิดอย่างนั้นและทำให้ท่านหลีกเร้น  ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะไปหรือไม่ไป    ไปแล้วไม่บรรลุก็มี หรือไม่ไปแล้วบรรลุก็มี ตามเหตุปัจจัยครับ    แต่สำคัญ   ต้องมีความเข้าใจขั้นการฟังในเรื่องสภาพธรรม สติปัฏฐานเป็นสำคัญเสมอ

 **********************************************

 4.และในข้อปฏิบัติที่สามเณรแนะแก่พระโปฏิละก็กล่าวว่า --  “ท่านผู้เจริญ  ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง  มีช่องอยู่ ๖ ช่อง,  ในช่องเหล่านั้น  เหี้ยเข้าไปภายในโดยช่อง ๆ หนึ่ง   บุคคลประสงค์จะจับมัน  จึงอุดช่องทั้ง ๕ นอกนี้  ทำลายช่องที่ ๖  แล้ว  จึงจับเอาโดยช่องที่มันเข้าไปนั่นเอง; บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว  จงเริ่มตั้งกรรม*นี้ไว้ในมโนทวาร.”  ด้วยนัยมีประมาณเท่านี้  ความแจ่มแจ้งได้มีแก่ภิกษุผู้เป็นพหูสูตร ดุจการลุกโพลงขึ้นแห่งดวงประทีปฉะนั้น. -- อยากเรียนสอบถามว่า

คำแนะนำดังกล่าว มีนัยสอดคล้องกับ การเจริญสติปัฏฐาน ที่อ.สุจินต์บรรยาย อย่างไร

@ สำหรับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมีความละเอียดลึกซึ้ง    สำหรับในเรื่องของพระโปฐิละนั้น สามเณรได้สอนธรรมในเรื่องการเจริญอบรมปัญญาไว้ครับว่า หนทางการดับกิเลส ไม่ใช่ด้วยการเจริญสมาธิ หรือ สมถภาวนา  ซึ่งในพระธรรมหมวดอื่นก็แสดงไว้ ครับ คือ การเจริญวิปัสสนา หรือ การเจริญสติปัฏฐาน  เท่านั้นที่เป็นหนทางดับกิเลสได้ ครับ ซึ่งสำหรับข้อความในพระสูตรนี้ที่แสดงไว้ครับว่า ให้ปิดทวารทั้ง 5 เสีย   จงเริ่มตั้งกรรมนี้ไว้ในมโนทวาร     ซึ่งทวารมีทั้งหมด 6 ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  ซึ่งพระธรรมที่แสดงหมวดนี้   แสดงโดยนัยการอบรมปัญญาขั้นสูงที่เป็นการเจริญวิปัสสนาที่ถึงวิปัสสนาญาณครับ    แต่ก่อนที่จะวิปัสสนาญาณ ก็ต้องมีการอบรมสติปัฏฐาน ระลึกลักษณะของสภาพธรรมทั้ง 6 ทวารก่อน   คือ รู้ทั่วในสภาพธรรม ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  หากรู้ไม่ทั่วแล้วว่าสภาพธรรมทั้ง 6 ทวาร  ไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงธรรม  ก็ไม่สามารถละความยึดถือว่าเป็นสัตว์ บุคคลได้เลยครับ   ดังนั้นต้องเริ่มจากความเข้าใจขั้นการฟังเบื้องต้น และก็จนถึงสติปัฏฐานเกิดระลึกทั่วทั้ง 6 ทวาร   เมื่อระลึกทั่วทั้ง 6 ทวาร  ปัญญามีกำลัง  ก็ถึงระดับวิปัสสนาญาณ แทงตลอดสภาพธรรม      ซึ่งวิปัสสนาญาณ คือ ปัญญาขั้นสูงที่ประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมที่แยกนามธรรมและรูปธรรมเด็ดขาด รวมทั้งเห็นความไม่เที่ยง    และปัญญาระดับสูงในวิปัสสนาญาณ 16 ขั้นนั้น จะเกิดทางปัญจทวารหรือทวารทั้ง 5 ไม่ได้ แต่ต้องเกิดทางมโนทวารเท่านั้น เพราะฉะนั้น จากพระธรรมที่สามเณรสอนท่านพระโปฐิละ  จึงแสดงให้ท่านพระโปฐิละประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมโดยการแทงตลอดด้วยปัญญาระดับสูง (วิปัสสนาญาณ)   ว่าจะต้องรู้ทางใจ ไม่ใช่รู้ทางตา หู  จมูก ลิ้น และกาย  จึงมีข้อความที่ว่า จงปิดทวารทั้ง 5 และเจริญ กรรมทางมโนทวาร   ซึ่งคำว่า กรรม  หมายถึง   การเจริญวิปัสสนาที่เป็นระดับวิปัสสนาญาณทางมโนทวารนั่นเองครับ ดังนั้นหากอ่านไม่ละเอียดก็จะพยายามหลับตา พยายามไม่ได้ยิน พยายามดูจิตเท่านั้น นั่นก็เท่ากับเป็นการไม่รู้ทั่วในสภาพธรรม  และที่สำคัญ เป็นตัวตน ที่เป็นโลภะ ที่ต้องการจะทำ คือ ปิดทวาร 5 ซึ่งไม่มีใครที่จะปิด บังคับได้ แต่ปัญญาจะทำหน้าที่เอง คือเมื่อวิปัสสนาญาณเกิด ก็จะไม่รู้ทางทวาร 5 คือ ปิดทวาร 5 เอง  และวิปัสสนาญาณเกิดทางมโนทวาร   นั่นคือรู้ทางใจด้วยปัญญาระดับสูง   แต่กว่าจะถึงตรงนั้น จะต้องอบรมปัญญาขั้นต้นด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ไม่ใช่นั่งสมาธิ      ระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่รู้ทั่วทั้ง 6 ทวารมาก่อนแล้วครับ ดังนั้นโดยนัยนี้  จึงแสดงระดับปัญญาที่สูงมากที่เป็นวิปัสสนาญาณที่รู้ทางมโนทวารเท่านั้น ซึ่งการจะถึงตรงนั้นได้ ไม่ใช่ด้วยการนั่งสมาธิ  แต่ด้วยการอบรมวิปัสสนาที่เริ่มจากการฟังพระธรรมให้เข้าใจครับ

 ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 8 ธ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระโปฐิละ ท่านเป็นผู้เรียนมาก ศึกษามาก ซึ่งรู้ชื่อเรื่องราวต่าง ๆ ของคำสอน แต่ยังไม่บรรลุมรรคผล เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ได้น้อมไปเพื่อระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกท่านว่าเป็นผู้มีใบลานเปล่า เป็นการเตือนให้สำนึกตนเอง  ภายหลังท่านเกิดความละอาย มีการปรารภความเพียรอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเมื่อได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมไม่ได้ชื่อว่า  ใบลานเปล่า อีกต่อไป

     การที่ท่านพระโปฐิละได้บรรลุธรรม หรือใครก็ตามที่ได้บรรลุธรรม  ล้วนมีเหตุคือ ได้เป็นผู้อบรมเจริญปัญญา  แม้ว่าก่อนที่จะได้บรรลุ จะมีความประพฤติเป็นไปต่าง ๆ ตามอำนาจของกิเลส แต่เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ได้รับการเตือน คือ พระธรรม ย่อมรู้ตัวเองตามความเป็นจริง และสามารถบรรลุผลอันสูงสุด คือ การดับกิเลสได้

     ถ้าเป็นผู้มีความจริงใจในการฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกจริง ๆ ย่อมจะเป็นรากฐานสำคัญในการเกื้อกูลให้ความเข้าใจถูกเห็นถูกเจริญยิ่งขึ้นจนถึงความบริบูรณ์ได้ในที่สุด

   -เป็นการตรัสเรียกรวมถึงคุณวิเศษ  เพราะคุณวิเศษไม่ได้มีเพียง ฌาน  เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ด้วย 

   -แต่ละบุคคลก็เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะไปสู่ป่า จะให้ท่านพระโปฐิละไปเหมือนกับคนอื่นไม่ได้ เพราะเป็นแต่ละหนึ่งจริง ๆ แต่สำคัญที่ว่ามีความเข้าใจถูกเห็นถูกหรือไม่  เพราะเหตุว่าจะอยู่ที่ไหน ปัญญาก็สามารถเข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้

   -การรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงต้องเริ่มที่การฟังพระธรรม  ฟังในสิ่งที่มีจริงบ่อย ๆ เนือง ๆ สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ และที่สำคัญ การรู้สภาพธรรม  ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ต้องรู้ทีละอย่าง ทีละทาง ไม่สามารถรู้พร้อม ๆ กันได้หลายอารมณ์หรือหลายทางได้ การที่จะรู้สภาพธรรมโดยทั่วนั้นจึงไ่ม่ใช่เพียงทวารหนึ่งทวารใด ต้องรู้ทั่วทั้ง ๖ ทวาร  เพราะถ้ารู้เพียงทวารหนึ่งทวารใด  ก็ยังไม่รู้ในทวารอื่น ยังมีความสงสัยในทวารอื่น จึงไม่ชื่อว่ารู้ทั่ว การที่วิปัสสนาญาณขั้นต่าง ๆ จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นการประจักษ์แจ้งทางมโนทวารซึ่งเป็นทวารที่ ๖ ได้นั้น  เป็นผลมาจากการอบรมเจริญสติปัฏฐานระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ทั้งหมดเป็นธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น

   -สิ่งที่มีจริงในขณะนี้นั่นเองที่จะเป็นที่ตั้งให้สติเกิดขึ้นระลึกตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และปัญญารู้ตามความเป็นจริง (สติปัฏฐาน) เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องหวัง ไม่ใช่เรื่องต้องการ  ไม่ใช่เรื่องของความจดจ้อง  ไม่ใช่เรื่องของการไปกระทำอะไรด้วยความเป็นตัวตน ด้วยความเห็นผิดและด้วยความไม่รู้ แต่เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาไปตามลำดับ     

     เรื่องเจริญสติปัฏฐานเป็นเรื่องของปัญญา ที่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง     สติเกิดขึ้นระลึกและปัญญารู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ การเจริญสติปัฏฐานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  แต่ว่าเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยการฟังในสิ่งที่มีจริงเนือง ๆ บ่อย ๆ  พิจารณาเหตุ ผล แล้วก็เจริญเหตุให้สมควรแก่ผลด้วย  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 8 ธ.ค. 2557

ความรู้ความทรงจำยังไม่ใช่ขั้นปฏิบัติ แม้ปัญญาก็มีหลายระดับด้วย กว่าจะบรรลุก็ต้องอาศัยฟัง การสะสม และความเข้าใจ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็บรรลุ  ตามการสะสม ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 9 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
faar01
วันที่ 9 ธ.ค. 2557

ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 9 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pdharma
pdharma
วันที่ 6 มี.ค. 2558

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ํํญาณินทร์
ํํญาณินทร์
วันที่ 13 ต.ค. 2559

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
mahabaramee
mahabaramee
วันที่ 6 ก.ย. 2560

สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ