การที่สมถะและวิปัสสนาจะเจริญขึ้นได้
 
tanrat
tanrat
วันที่  11 ธ.ค. 2557
หมายเลข  25886
อ่าน  1,008

จริงๆแล้วการที่จะเกิดความสงบที่ไม่มีโลภะ โทสะ และโมหะ นั้นต้องมาจากขั้นการฟัง พิจารณา ไตร่ตรอง จนเป็นความเข้าใจของตน ของตน มาจากพื้นฐานหรือบางท่านเรียกว่า บาท การกระทำกุศลทั้งปวง ที่ไม่เพื่อตน ถ้าระลึกได้ว่าขณะนั้นไม่มีตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมะที่ปรากฎ เพราะเหตุปัจจัย กระทำบ่อยๆ เนืองๆ  ขอความกรุณาท่านอาจารย์ ให้ความกระจ่าง สิ่งเหล่านี้จะเป็นเหตุปัจจัยให้รู้แจ้งอริยธรรมในวันหนึ่งได้ เมื่อผลที่สุกงอมให้ผล ไหมคะ



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 11 ธ.ค. 2557

       ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

         

     สมถะ หมายถึง สภาพธรรมที่สงบ คือ สงบจากกิเลส แต่ในชีวิตประจำวันการสงบจากกิเลส เพียงชั่วขณะ  เพราะฉะนั้น การทำให้ความสงบจากกิเลสมีมากขึ้น เจริญมากขึ้น การเจริญมากขึ้น เรียกว่า ภาวนา   เพราะฉะนั้น การอบรมความสงบมากขึ้นคือ กุศลธรรมที่เกิดต่อเนื่องเรียกว่า สมถภาวนา  สมถภาวนา คือ การอบรมกุศลธรรมประการต่างๆ ให้เกิดติดต่อกันไป  ทำให้กิเลสมีนิวรณ์ ความฟุ้งซ่าน เป็นต้น ไม่เกิดขึ้นในขณะที่เจริญสมถภาวนา เช่น ขณะที่ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยนานๆ เป็นต้น  ระลึกถึงคุณของศีล  ระลึกถึงคุณเทวดา  ขณะนั้นเป็นการเจริญความสงบจากกิเลส ที่เรียกว่า สมถภาวนา  แต่อย่างไรก็ดี การเจริญสมถภาวนา  ก็ต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่จะรู้ว่าจะระลึกให้เกิดกุศลต่อเนื่องอย่างไรครับ จึงขาดปัญญาไม่ได้อย่างไรก็ดี สมถภาวนา ไม่สามารถละกิเลสต่างๆ ได้ เพียงแต่ทำให้กิเลสไม่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้นครับ

     วิปัสสนาภาวนา  ตามที่กล่าวแล้ว  ภาวนา หมายถึง การอบรมเจริญให้มีมากขึ้นวิปัสสนา หมายถึง การรู้แจ้ง สภาพธรรมที่รู้แจ้ง คือ ปัญญา  แต่เมื่อเป็นวิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญอบรมปัญญาให้มีมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญญาที่เป็นหนทางสามารถละกิเลสได้จริง แต่ค่อยๆ ละไปเป็นลำดับ  วิปัสสนาภาวนาเป็นหนทางที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงกับเหล่าสาวกให้ดำเนินตาม  ซึ่งเรียกหลายชื่อ เช่น สติปัฏฐาน 4 อริยมรรค เป็นต้น  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเจริญวิปัสสนาภาวนา ที่เป็นการรู้ความจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา   ซึ่งจะต้องอาศัยปัญญาขั้นพื้นฐาน คือ การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมเป็นสำคัญ ครับ ปัญญาขั้นวิปัสสนาก็สามารถเกิดขึ้นได้

     เพราะฉะนั้น ทั้งสมถะ ความสงบ ที่เป็นการสงบจากกิเลส ในขณะที่เป็นกุศล และการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมว่าไม่ใช่เรา  ที่เป็นวิปัสสนา  ก็ต้องอาศัย เหตุ คือการฟังศึกษาพระธรรม ปัญญาที่เจริญขึ้น  จิตก็สงบจากกิเลสมากขึ้น  คือ กุศลเจริญมากขึ้นนั่นเอง พร้อมกับที่ปัญญาที่เกิดรู้ลักษณะของสภาพธรรม  เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมที่สะสมปัญญาขั้นการฟังมามากแล้ว ครับ  ซึ่งเมื่ออบรมยาวนาน จิรกาลภาวนาเช่นนี้ย่อมถึงการบรรลุธรรมได้ในที่สุด ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
kullawat
วันที่ 11 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 11 ธ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ขณะที่กุศลเกิดขึ้นเป็นไปนั้น ก็สงบระงับจากอกุศล  แต่ชีวิตประจำวัน  อกุศลเกิดขึ้นเป็นไปมาก ขณะที่ไม่สงบจึงมีมาก มากไปด้วยความติดข้องบ้าง โทสะ ความโกรธความขุ่นเคืองใจบ้าง ความไม่รู้บ้าง เป็นต้น หนทางแห่งการอบรมเจริญปัญญาเท่านั้นที่จะเป็นไปเพื่อความเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ว่าเป็นธรรม  ไม่ใช่เรา ขณะที่เข้าใจ ก็ขัดเกลาความไม่รู้  และความเห็นผิด  เป็นต้น  สภาพธรรม มีจริง ๆ ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ถ้าเริ่มต้นที่การฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมด้วยความไม่ประมาท  ก็จะทำให้ความเข้าใจถูกเห็นถูกค่อยๆ เจริญขึ้น กว่าปัญญาถึงความสมบูรณ์บริบูรณ์จนสามารถประจักษ์แจ้งความจริง  รู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสตามลำดับขั้นนั้น ก็ต้องเริ่มที่ตรงนี้ คือ ฟังพระธรรม ไม่ขาดการฟังพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 11 ธ.ค. 2557

การอบรมบารมีทั้ง 10  และ การเป็นคนดี  การฟังธรรมเพื่อเข้าใจ  จะนำไปสู่การละคลายความยึดมั่นในตัวตน  ตรงข้ามกับผู้ที่มีแต่อกุศลเต็มไปด้วยโลภะโทสะ  โมหะ  ขณะนั้นเป็นเครื่องกั้นไม่ให้สติเกิด ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
tanrat
tanrat
วันที่ 12 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
peem
วันที่ 12 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ประสาน
วันที่ 13 ธ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ