สงสัยว่าปาราชิกหรือไม่
 
ii33833ii
วันที่  9 พ.ค. 2557
หมายเลข  24824
อ่าน  1,455

อาตมาเป็นพระพึ่งบวชใหม่ มีข้อสงสัย 2 ข้อ

1.วันแรกที่อาตมาบวช อาตมาไม่มีสบู่ใช้  อาตมาจำเป็นต้องอาบน้ำก่อนทำวัตรเย็น  จึงเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำในกุฏิที่อาตมาอยู่  เห็นสบู๋อยู๋ในห้องน้ำหลายก้อน  จึงหยิบขึ้นมาก้อนนึง  นึกในใจว่าไม่ได้มีเจตนาขโมยนะ ต้องการเพื่อชำระร่างกายเฉยๆ  อาตมาจึงใช้สบู่ก้อนนั้นมาอาบน้ำ  โดยที่ไม่รู้ว่าพระรูปไหนเป็นเจ้าของ   แบบนี้จะถึงขั้นปาราชิกหรือไม่

 

2.ในกุฏิอาตมามีตู้เย็นในห้องครัว 1 ตู้  ซึ่งพระใหม่ในกุฏิหลายๆรูปมักเอาน้ำมาแช่กัน   วันนึงอาตมาช่วยงานวัดเสร็จกลับมาจะฉันน้ำในตู้เย็น  แต่น้ำขวดที่อาตมาแช่ดันหายไป  เหลือแต่ขวดที่ไม่ใช่ของอาตมา  อาตมายืนนึกสักพัก  ถ้าฉันจะเป็นขโมยรึเปล่า  ทันใดนั้นมีพระรุ่นพี่เดินเข้ามาหยิบน้ำขวดนั้นฉันทันที แกบอกว่าฉันๆไปเหอะ ไม่เป็นไรหรอกหรอก อาตมาเลยตัดสินใจฉันด้วย  (หลังจากนั้นอะไรอยู๋ในตู้เย็น พระในกุฏิอาตมาจึงมักหยิบมาฉัน โดยไม่ค่อยมีการขอกันก่อน)  แบบนี้ถึงขั้นปาราชิกหรือไม่

อาตมาเคยถามพระพี่เลี้ยง  แกบอกว่าอยู่ในกุฏิเดียวกัน ถือวิสาสะไม่ถึงขั้นปาราชิก   แต่ถ้าไปหยิบของกุฏิอื่น โดยไม่ขอ ปาราชิกแน่นอน  (สงสัยว่าพระพี่เลี้ยงแกสอนถูกต้องหรือเปล่า)

 

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 9 พ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     กราบนมัสการพระคุณเจ้า ครับ

      จะเป็นอาบัติปาราชิกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรายละเอียด หลายข้อเช่น ทรัพย์ที่เจ้าของหวงแหน    มูลค่าสิ่งของ เจตนาที่จะลัก เป็นต้นและจำนวนมูลค่าที่จะเป็นปาราชิกในข้อลักทรัพย์  ก็คือ  ๕ มาสก  (เทียบได้กับนัำหนักทองคำ ๒๐ เมล็ดข้าวเปลือก  ซึ่งอยู่ในราวหลายร้อยบาทอยู่เหมือนกัน)   ถ้าราคาไม่ถึงก็ไม่เป็นอาบัติปาราชิก       โดยปกติส่วนใหญ่แล้วห้องน้ำในวัดจะใช้รวมกัน  อุปกรณ์ชำระร่างกาย  อย่างเช่น สบู่ เป็นต้นสามารถใช้ร่วมกันได้  แต่ถ้าไม่แน่ใจ ก็ขอให้สอบถามพระภิกษุด้วยกันก็ได้ว่าสามารถใช้ได้ไหม ส่วนในเรื่องน้ำ ในตู้เย็น แต่ละรูปเอามาแช่ไว้ ก็ย่อมเป็นของแต่ละท่าน   ถ้าจะให้สบายใจ ก็อาจจะสอบถาม หรือ ถ้ากลัวหลงกันก็อาจจะเขียนชื่อติดไว้ก็ได้ และถ้าไม่ใช่ของของตนเองแล้ว ไม่ควรดื่ม นอกจากเจ้าของจะอนุญาต

     และที่น่าพิจารณาที่สุด คือ  คำนึงถึงความเป็นพระภิกษุซึ่งเป็นเพศที่สูงยิ่ง บวชเพื่อศึกษาพระธรรม ขัดเกลากิเลส  การฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง   แล้วน้อมประพฤติในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต และไม่ประพฤติในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม   ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญ  จะเห็นได้ว่า  ความเดือดร้อนใจในภายหลังที่เกิดขึ้น     ก็เป็นเพราะไม่ได้คล้อยตามพระพุทธพจน์    ถ้าได้สำรวมตามสิกขาบทต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้   การต้องอาบัติน้อยใหญ่   ก็จะไม่เกิดขึ้น     ก็จะไม่เป็นเหตุให้เดือดร้อนใจในภายหลัง       

-สำหรับองค์ของวิสาสะ พิจารณาจากพระวินัยปิฎก ดังนี้

                        พระวินัยปิฎก เล่ม ๕ มหาวรรคภาค ๒ - หน้าที่ ๑๗๒

 พระผู้มีพระภาคตรัส  อนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถือวิสาสะแก่บุคคลผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ เคย  เห็นกันมา ๑ เคยคบกันมา ๑ เคยบอกอนุญาตกันไว้ ๑ เขายังมีชีวิตอยู่ ๑ รู้ว่าเมื่อเราถือเอา  แล้ว เขาจักพอใจ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถือวิสาสะแก่บุคคลที่ประกอบด้วยองค์ ๕

  ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ