ละเพราะไม่ใส่ใจ

 
papon
วันที่  31 ธ.ค. 2556
หมายเลข  24269
อ่าน  2,489

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน

"ละเพราะไม่ใส่ใจ" ฟังพระอภิธรรมตอนที่ ๓๘๕ ท่านอาจารย์บรรยายตอนหนึ่ง กระผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์เหมือนจะอธิบายว่าถ้าเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ปัญญาจะทำหน้าที่ละ เพราะไม่ใส่ใจ ขอความอนุเคราะห์ช่วยแปลพจนานี้ด้วยครับ

ขออนุโมทนาครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 31 ธ.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ละเพราะไม่ใส่ใจ หมายถึง ปัญญาที่เกิดพร้อมสติ ที่เป็นขั้น สติปัฏฐาน ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎในขณะนั้นว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่เราขณะนั้น ละ ละอะไร ละความไม่รู้ ที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา เป็นสัตว์ บุคคล ละความเห็นผิด ชั่วขณะ และ รู้ว่าเป็นแต่เพียงธรรม เพราะ กำลังรู้ลักษณะของสภาพธรรม ละ เพราะ ไม่ใส่ใจ คือ ปัญญาเกิด ไม่ใส่ใจในนิมิต รูปร่าง สัณฐานที่เป็นสมมติ บัญญัติ เพราะกำลังรู้ตัวลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ แต่ไม่มีตัวเราที่จะพยายามไม่ใส่ใจ ไม่มีตัวเรา ที่จะละ แต่เป็นสติและปัญญาระดับสูงทำหน้าที่ละความไม่รู้และ ไม่ใส่ใจในสมมติบัญญัติ เพราะปัญญากำลังรู้ตัวปรมัตถ์ที่เป็นลักษณะของสภาพธรรม ครับ

เชิญอ่านคำบรรยายท่านอาจารย์สุจินต์ได้ที่นี่ ครับ

เพราะฉะนั้นทางหูมีเสียงสูงๆ ต่ำๆ มากมายหลายเสียง ทำให้เกิดภาษาต่างๆ แม้แต่ภาษาเดียว คำต่างๆ ก็ต้องใช้เสียงต่างๆ นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความต่างของเสียง ซึ่งโสตวิญญาณได้ยินเสียง แต่โสตวิญญาณไม่ได้รู้ความหมายของเสียงสูงๆ ต่ำๆ นั้นเลยฉันใด ทางตาซึ่งปรากฏเป็นสีมากมายหลายสี ขณะใดที่ใส่ใจสนใจในสีต่างๆ ขณะนั้นก็จะทำให้เกิดอัตตสัญญา การที่จำหมายในสัณฐานว่าสีต่างๆ นั้นเป็นอะไร เช่นเดียวกับทางหู การที่ใส่ใจในเสียงสูงๆ ต่ำๆ ก็ทำให้เข้าใจในอรรถ ในความหมายของเสียงสูงๆ ต่ำๆ ว่าเสียงสูงๆ ต่ำๆ นั้นมีความหมายว่าอะไร เพราะเหตุว่าลองคิดถึงภาษาหนึ่งกับอีกภาษาหนึ่ง ทั้งๆ ที่เสียงก็มีเพียงแค่สูงๆ ต่ำๆ ก็คงจะไม่กี่เสียงเท่าไร แต่ก็ออกมาเป็นภาษาต่างๆ ความหมายต่างๆ ได้จากเสียงสูงๆ ต่ำๆ ทำให้เกิดการยึดถือเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังขึ้นเป็นเรื่องของบุคคลต่างๆ เป็นเหตุการณ์ต่างๆ ทางหูฉันใด ทางตาก็เพราะสีต่างๆ นั่นเอง จึงทำให้มีความสนใจ เวลาที่สนใจในสี ก็ทำให้เกิดความทรงจำในรูปร่างสัณฐาน

เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ก็มีทางที่จะละคลายการยึดถือสภาพธรรมที่ปรากฏทางตาว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยไม่ใส่ใจในนิมิตและอนุพยัญชนะ คือ ในสีต่างๆ ที่จะไม่เป็นนิมิตอนุพยัญชนะได้ คือ ไม่ใส่ใจในสีต่างๆ เพราะรู้ความจริงว่า ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม ก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น และสิ่งที่ปรากฏทางตาก็เกิดดับสลับเร็วมาก จึงทำให้ปรากฏเหมือนเป็นคนเดิน หรือเป็นการเคลื่อนไหว เป็นพัดลมหมุน เป็นสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวต่างๆ แต่ว่า โดยสภาพความจริงแล้ว เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา


เวลานี้สภาพธรรมกำลังปรากฏทางตา ประโยชน์ที่สุดของพระธรรมซึ่งเป็นสัจจธรรมคือทุกท่านสามารถจะพิสูจน์ได้ทันที ทางตามีสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใส่ใจว่าเป็นสีต่างๆ ทั้งๆ ที่เป็นสีต่างๆ เหมือนเสียง เสียงก็มีเสียงต่างๆ เสียงสูงก็มี เสียงต่ำก็มี เสียงเล็ก เสียงใหญ่ เสียงทุ้ม เสียงพร่า เสียงแหบ มีหลายๆ เสียง เราจะเปลี่ยนลักษณะ สภาพของเสียงนั้นไม่ได้เลย ถ้าเป็นเสียงสูง ลักษณะของเสียงสูงนั้นก็เกิดเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้นสูง ถ้าเป็นเสียงต่ำ เสียงต่ำนั้นก็เกิดเพราะเหตุปัจจัยที่ทำให้เสียงนั้นต่ำ เราก็เปลี่ยนปัจจัยและเปลี่ยนเสียงนั้นไม่ได้ แต่ลักษณะของเสียงก็คือเป็นสภาพธรรมที่ปรากฏเมื่อกระทบกับโสตปสาทรูป ชั่วขณะที่แสนสั้น ทั้ง ๒ อย่าง คือ โสตปสาทรูปและเสียง ก็เป็นปัจจัยให้โสตวิญญาณ คือ จิตได้ยินในขณะนี้ที่กำลังได้ยิน เกิดขึ้น ขณะนั้นไม่ใส่ใจในเสียงว่าสูงหรือต่ำฉันใด เพราะเหตุว่ากำลังเข้าใจว่าลักษณะของเสียงเช่นในขณะนี้ จะเป็นเสียงสูงเสียงต่ำอะไร ไม่สนใจ แต่สนใจรู้ว่าเป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง หมดแล้ว สภาพธรรมนั้นเกิดแล้วก็ดับ ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ นั่นคือการใส่ใจในลักษณะของสภาพธรรม โดยที่ว่าเปลี่ยนเสียงไม่ได้ฉันใด ทางตาก็จะเปลี่ยนสีที่กำลังปรากฏไม่ได้ แต่ว่าไม่ใส่ใจเพราะเหตุว่ากำลังเริ่มเข้าใจว่า เป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
วันที่ 31 ธ.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

จากที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน ก็เริ่มมีความเข้าใจถูกยิ่งขึ้นในเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ขณะที่เข้าใจก็ละความไม่เข้าใจ และเมื่อสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกมั่นคงยิ่งขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็เป็นเหตุให้มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ขณะที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น มีลักษณะของสภาพธรรมปรากฏด้วยดีกับสติและปัญญา ไม่ได้ใส่ใจถึงเรื่องอื่นแต่รู้ตรงตามความเป็นจริงของธรรมที่กำลัง ปรากฏ ขณะนั้นเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา อวิชชาความไม่รู้เกิดขึ้นไม่ได้เลย ในขณนั้นครับ

... ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
wannee.s
วันที่ 31 ธ.ค. 2556

ละ เพราะ ไม่ใส่ใจ เพราะเราไม่ติดในรูปร่างสัณฐาน ไม่ติดว่าเป็นวัตถุ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นสัตว์ บุคคล เป็นแต่สภาพธรรมอย่างหนึ่งที่ปรากฎ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
papon
วันที่ 31 ธ.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peem
วันที่ 4 ม.ค. 2557

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
chatchai.k
วันที่ 6 ธ.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ