ลาภต่อลาภ
 
papon
papon
วันที่  24 ต.ค. 2556
หมายเลข  23904
อ่าน  636
  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 24 ต.ค. 2556 11:23 น.

      ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

       วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 50

   บรรดากิริยาเหล่านั้น    การหาลาภด้วยลาภเป็นไฉน  ?   ภิกษุเห็นแก่ลาภสักการะ

และความสรรเสริญ   มีความปรารถนาลามก   อันความอยากครอบงำ    ย่อมนำอามิส

ที่ตนได้แต่เรือนนี้ไปที่เรือนโน้นหรือนำอามิสที่ตนได้ในที่โน้นมาในที่นี้     การใฝ่หา  

เสาะหา   แสวงหาอามิสด้วยอามิสเห็นปานนี้     นี้เรียกว่า    "การหาลาภด้วยลาภ*."

---------------------------------------------------------------

การใช้ลาภต่อลาภ หรือ การแสงหาลาภ ด้วย ลาภ ก็เป็นอกุศลธรรม ที่เป็นโลภะ

และ เป็นความหลอกลวง

     การแสวงหาลาภด้วยลาภ หรือ ที่เรียกว่า ลาภต่อลาภ  เป็นการเลี้ยงชีพผิด(มิจฉา

อาชีวะ)     เพราะด้วยจิตที่ต้องการลาภ สักการะ สรรเสริญ ด้วยความไม่ตรง ด้วยการ

หลอกลวง  เช่น  การนำของที่ตนได้มา ไปให้กับผู้อื่น ให้กับอุปฐาก   ทำทีเหมือนเป็น

การอนุเคราะห์       แต่ในความเป็นจริง ต้องการให้ผู้อื่น ให้ลาภ  ปัจจัยกับตน เพิ่มขึ้น

เพราะตัวเองได้ของมาก็นำของเล็กน้อย เพื่อต่อลาภ   คือเพื่อความที่จะได้ลาภ ปัจจัย

4 มากขึ้นและเพื่อความต้องการให้ผู้อื่นยกย่อง เป็นต้นจากการให้ลาภนั้น ดังนั้นเริ่มจาก

จิตที่ผิด คือ ความต้องการลาภ สักการะ ชื่อเสียง ก็ย่อมนำของที่ตนได้มา หรือ ของใน

วัดไปให้กับคฤหัสถ์เพื่อเขาจะได้ให้เพิ่มนั่นเองครับ เป็นการให้ลาภต่อลาภ อันเป็นการ

เลี้ยงชีพที่ผิดเพราะได้ปัจจัยมาโดยไม่บริสุทธิ์ครับ เป็นการแสวงหาลาภด้วยการหลอก

ลวงนั่นเองครับ

    ส่วนในเพศคฤหัสถ์  การเลียงชีพผิดก็มีหลายระดับ ซึ่งการเลี้ยงชีพที่ผิด   โดยการ

ประกอบอาชีพที่เนื่องกับการทำอกุศลกรรม มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ก็เป็นมิจฉา

อาชีวะ เป็นการเลี้ยงชีพที่ผิด เช่นกันครับ    แต่โดยความละเอียด แม้การทำการหลอก

ลวง เช่น การพูดเยินยอ การพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ สักการะ

สรรเสริญ จิตขณะนั้นไม่ตรงแล้ว    ก็เป็นการได้มาซึ่งปัจจัย ลาภ สักการะที่ไม่บริสุทธิ์ 

ก็ย่อมเป็นโทษกับผู้กระทำเองครับ เพราะเริ่มจากความไม่ตรง และในเรื่องการแสวงหา

ลาภด้วยลาภ หรือ ลาภต่อลาภ ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน การที่ได้ทรัพย์จากผู้อื่นมา

แล้วก็กล่าวด้วยวาจาว่าจะให้บุคคลนั้น จะเก็บไว้ให้บางส่วนเพื่อที่จะให้บุคคลนั้นภาย

หลัง หรือทำการให้ทรัพย์เล็กน้อยเพื่อที่จะได้ทรัพย์เพิ่มขึ้น ด้วยจิตที่ไม่ตรง ด้วยจิตที่

ต้องการให้ได้ทรัพย์จากผู้นั้นไปตลอดหรือเพิ่มขึ้น      ด้วยการแสวงหาลาภด้วยลาภ    

ลาภต่อลาภ     อาศัยลาภที่ได้มาและให้หรือเก็บไว้ให้บางส่วน   เพื่อจะได้ทรัพย์อีกก็

เป็นการแสวงหาลาภที่ผิด เกิดจากจิตที่ไม่ตรงด้วยการได้ปัจจัยมาไม่บริสุทธิ์นั่นเอง นี่

เป็นในชีวิตประจำวันครับ อันเป็นมิตรเทียมด้วยในขณะนั้น  คือ เป็นมิตรปอกลอก คือ

เสียให้น้อยแต่เพื่อต้องการให้ได้มาก ให้ได้ลาภ เงินและทอง สักการะไปตลอดนั่นเอง

ครับ และเป็นมิตรที่คบเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น เป็นต้น และแม้การประกอบอาชีพ

ให้ทรัพย์เล็กน้อยเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์มาก  ด้วยจิตที่หลอกลวง ด้วยทำทีเหมือนเป็น

ผู้ให้ อนุเคราะห์จริงๆ แต่ มีความต้องการลาภ สักการะ สรรเสริญ เงินทองจากบุคคลนั้น

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 84

                                 กถาว่าด้วยมิตรเทียม

           [๑๘๗]  ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนปอกลอกท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร

เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน   ๔  คือ   เป็นคนติดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว   ๑

เสียให้น้อยคิดเอาให้ได้มาก  ๑  ไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย  ๑   คบ

เพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว   ๑.   คฤหบดีบุตร   คนปอกลอก ท่าน

พึงทราบว่าไม่ใช่มิตร   เป็นแต่คนเทียมมิตร   โดยสถาน  ๔  เหล่านี้แล.

****************************************

การแสวงหาลาภด้วยลาภ (เอาลาภต่อลาภ)  เกิดขึ้นได้เพราะอะไร?    ถ้าไม่มีความ

ติดข้องต้องการแล้ว    ก็คงจะไม่กระทำอย่างนั้น  แต่เพราะยังมีกิเลสอยู่    จึงมีความ

ประพฤติเป็นไปเช่นนั้น     การกระทำที่น่าเกลียด การกระทำร้าย ๆ  เกิดขึ้นได้เพราะ

กิเลส     มีโลภะ เป็นต้น   ซึ่งจะประมาทกำลังของกิเลสไม่ได้เลยทีเดียว     กิเลส

ทุกอย่างทุกประการ น่ากลัวทั้งหมด       จะเห็นได้ว่าชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกาย หรือวาจา หรือใจ ก็ย่อมประกอบไปด้วยกิเลสนานาประการมากมาย     ถ้าไม่ได้ฟังไม่ได้ศึกษาพระธรรมก็อาจจะไม่รู้เลยว่ามากไปด้วยกิเลส      ตามความเป็นจริงแล้ว  กิเลสเป็นภัย  นำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อน ไม่เคยนำประโยชน์อะไรมาให้เลย   ควรอย่างยิ่งที่จะละเว้นให้ห่างไกล       กิเลสเป็นสิ่งที่ควรละ        ที่สำคัญใคร ๆ ก็ละให้ไม่ได้     ต้องเป็นตัวเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้พิจารณาแก้ไข ละคลาย และใส่ใจอยู่เสมอว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นสิ่งไม่ดีนั้น    ไม่ควรจะสะสมให้มีบ่อย ๆ ดังนั้น      การที่จะละคลาย หรือจะดับกิเลสได้นั้น  ต้องอาศัยการฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา   ตรงต่อกุศลธรรม   ตรงทั้งทางกาย   ทางวาจา    ซึ่งมาจากจิตใจที่ดีงาม นั่นเอง ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 24 ต.ค. 2556 12:44 น.

          ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง  ไม่พ้นไปจากชีวิตประจำวัน   ทรง

แสดงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพื่อให้ผู้ฟัง ผู้ศึกษาได้เข้าใจความจริง        แม้แต่ในเรื่อง

ของการประกอบอาชีพทุจริต  (ความประพฤติเป็นไปทางกาย  ทางวาจา ที่ทุจริต

อันเนื่องด้วยอาชีพหรือการเลี้ยงชีพ  ชือว่า มิจฉาอาชีวะ)      พระองค์ก็ทรงแสดง

ไว้   ไม่ใช่เพื่อให้กระทำในสิ่งเหล่านี้  แต่เพื่อให้เห็นโทษของอกุศลธรรมตามความ

เป็นจริงแล้ว ละเว้นเพราะเหตุว่า  ทุจริตประการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น     รวมถึงการเอา

ลาภต่อลาภ ด้วย  ก็เป็นการกระทำที่ผิด  เพราะ ให้  แต่หวังผลอย่างอื่นตามมา  

ถ้าไม่มีกิเลสแล้ว ถ้าไม่มีความติดข้องต้องการแล้ว จะไม่กระทำอย่างนั้นเลย  

เพราะฉะนั้นแล้ว   ที่จะมีความประพฤติที่ดีงาม  ขัดเกลากิเลสของตนเองได้  ก็ต้อง

อาศัยพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ที่จะเป็นไปเพื่อนำออกซึ่ง

อกุศลธรรมอันเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีไม่งาม  พร้อมกับนำสิ่งที่ดี คือ คุณความดี

ประการต่าง ๆ  เข้าไป   จนกว่าจะสามารถดับได้ในที่สุด   ครับ

                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
papon
papon
วันที่ 24 ต.ค. 2556 13:15 น.

เรียนอาจารย์ทั้งสองท่าน

     กระผมพอเข้าใจบ้างและขอยกคำกล่าวของผู้ถือศีลสำนักหนึ่งบอกว่า

การขายประกันและการเล่นหุ้น(กระผมคิดเอง)ก็เป็นมิจฉาอาชีวะ หรือครับ

ขออาจารย์ชี้แนะด้วย ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
paderm
paderm
วันที่ 24 ต.ค. 2556 13:24 น.

เรียนความเห็นที่ 3 ครับ

มิจฉาอาชีวะ คือการเลี้ยงชีพผิด หมายถึง อกุศลจิตที่เป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำ และคำพูดทุจริตเกี่ยวกับการเลี้ยงชีพที่ผิด เช่น การเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์  การพูดเท็จในขณะที่ค้าขาย เป็นต้น

  ซึ่ง การขายประกัน เล่นหุ้น ก็ต้องพิจารณาครับว่า  ขณะที่กระทำอาชีพนั้น มีการ

ทำบาปต่างๆ เนื่องในอาชีพไหม เช่น มีการพูดหลอกลวง พูดเท็จ คดโกง เป็นต้น

ถ้ามีการทำบาปในการประกบอาชีพนั้นก็เป็นมิจฉาอาชีวะในขณะนั้น แต่ ถ้า ประกอบ

อาชีพ เล่นหุ้น และ ขายประกัน แต่ไม่มีการทำบาปทางกาย วาจา เนื่องด้วยอาชีพ

ก็ไม่เป็นมิจฉาอาชีวะ ครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 26 ต.ค. 2556 06:42 น.

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 31 ต.ค. 2556 05:50 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ใหญ่ราชบุรี
ใหญ่ราชบุรี
วันที่ 22 ก.ย. 2559 11:27 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ