แสงธรรมสาดส่องที่เวียดนาม 4

 
kanchana.c
วันที่  4 ก.ย. 2556
หมายเลข  23519
อ่าน  1,514

วันที่ 3 ก.ย. 56วันนี้ออกเดินทางไปเที่ยวชมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงตั้งแต่ 0900 ใช้เวลาเดินทางจากโรงแรมถึงท่าเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางน้องฟ้า (ไกด์ชาวเวียดนามที่บ่นกับท่านอาจารย์ว่า เธอไม่มีบุญ ไม่ได้ฟังธรรม เพราะต้องทำงาน) ได้ถามปัญหาธรรมะหลายอย่าง ที่แสดงว่าเธอมีพื้นฐานที่ดี เพราะได้อ่านธรรมะมาบ้าง จึงได้สนทนาธรรมตลอดทางทั้งไปและกลับ คำถามเริ่มจากความเชื่ออย่างชาวพุทธมหายาน เรื่องกินเจ การนุ่งขาวห่มขาวถือว่าบริสุทธิ์ การไหว้เจ้าเพื่อให้ธุรกิจรุ่งเรือง เรื่องเซียนที่ตายแล้วฟื้นสามารถบอกที่ฝังศพทหารที่ถูกฝังหมู่นั้นจริงไหม จนกระทั่งถึงทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดอีก เป็นต้นรถแล่นถึงท่าเรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเกือบ 11 โมง ต้นแม่น้ำโขงอยู่ที่ธิเบต ไหลผ่านประเทศต่างๆ 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว ไทย เขมร และสิ้นสุดลงสู่ทะเลที่เวียดนามที่แยกเป็นสายใหญ่ 2 สาย แตกสาขาเป็นสายย่อย 9 สาย เปรียบเหมือนหางมังกร มีเกาะใหญ่ๆ อยู่ 4 เกาะ คือ เกาะสิงห์โต เกาะเต่า เกาะหงส์ เกาะมังกร น้ำในแม่น้ำโขงมีสีน้ำตาล ไม่เขียวใสเหมือนที่อื่น เพราะอุดมด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์แก่พืชและสัตว์น้ำ ที่นี่จึงอุดมสมบูรณ์กว่าที่ใด

ได้ขึ้นชมแต่ละเกาะ ที่ชาวบ้านประกอบอาชีพต่างๆ กัน เกาะแรกเลี้ยงผี้งด้วยดอกลำใยที่ปลูกไว้มากมาย กำลังออกดอกเต็มต้น แต่ลำใยเวียดนามไม่อร่อยเลย เมล็ดโต (เห็นแล้วอยากเอาไปฝากคุณติ๋วทำลองกานอยด์) เนื้อเละ ไม่หวานด้วย สาธิตวิธีเลี้ยงผึ้ง แล้วนำสินค้ามาขาย ตั้งแต่น้ำผึ้ง นมผึ้ง เกษรผึ้ง เกาะที่ 2 เป็นโรงงานเกี่นวกับมะพร้าว ตั้งแต่ทอฟฟี่มะพร้าวรสต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว มีสินค้าให้ลูกค้าอุดหนุนมากมาย แวะอีกเกาะหนึ่งเป็นสวนอาหารกว้างใหญ่ สวยงาม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง มีสระบัวสาย มีเพิงมุงด้วยใบจากหลายหลังสำหรับรับประทานอาหาร อาหารเวียดนามที่รับประทานก็วิจิตรพิสดาร เป็นปลาหัวช้างที่ทอดกรอบพร้อมเกล็ดว่ายน้ำมา (ไม่ได้นอนบนจาน แต่ตั้งมา) ต้องมีคนเสริฟมาทำให้รับประทานทีละคำ แล้วยังมีไข่งูยักษ์อนาคอนดาใบโต ซึ่งคือแป้งทอดเป็นก้้อนกลมใบโต ต้องใช้กรรไกรตัดเป็นชิ้นเล็กๆ รับประทานกับไก่ทอดรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ก็พากันขึ้นเรือไปอีกเกาะหนึ่งเพื่อชมสวนผลไม้ของเวียดนาม เห็นต้นแก้วมังกร มังคุด และอีกหลายชนิดในสวน ที่ขุดเป็นท้องร่องเหมือนสวนเมืองไทย ไกด์ให้เราไปนั่งชิมผลไม้ที่จัดใส่จานไว้ให้ มีแก้วมังกร เงาะ ลำใย ละมุด สัปรด ส่วนมังคุดกับทุเรียนถ้าจะชิม ต้องซื้อเอง น้องเบนเลยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอีกตามเคย ชิมทุกอย่างแล้วสู้ของไทยไม่ได้สักอย่างเดียว แม้แต่แก้วมังกร ระหว่างชิมผลไม้มีชาวบ้านมาแสดงงิ้วเวียดนาม (ตามที่ไกด์บรรยาย) แต่ก็คือเล่นดนตรีและร้องเพลงเท่านั้นเอง แต่ก็ไพเราะดี แม้จะฟังไม่รู้ความหมายก็ตาม แค่เสียงสูงๆ ต่ำๆ ก็เป็นอารมณ์ให้จิตพอใจ ติดข้องได้เช่นกัน จบการแสดงนักแสดงนำตะกร้ามาให้ใส่รางวัล หลังจากซื้อผ้าพื้นเมืองแล้วก็ลงเรือพายชมวิถีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลอง มีต้นจากที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นอยู่ทั่วไป บางช่วงใบจากโค้งเข้าหากันเหมือนซุ้มกระบี่ ให้ร่มเงาร่มรื่น ทำให้การล่องเรือนั้นเพลิดเพลินน่าติดข้องยิ่งขึ้นเห็นหรือยังว่า อยู่ในห้วงน้ำของความติดข้องในสิ่งที่่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และความคิดนึกทางใจ (กาโมฆะ) ทุกขณะเป็นไปกับความติดข้อง เพลิดเพลิน แสวงหา เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็เกิดความขุ่นเคือง เมื่อได้ก็แสวงหายิ่งขึ้น ไม่มีวันพอ เหมือนจมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ที่มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำ ที่มีต้นน้ำคืออวิชชา ความไม่่รู้สภาพธรรมะตามความเป็นจริง เมื่อได้มาศึกษาธรรมะพอเข้าใจบ้าง ก็เหมือนโผล่ขึ้นจากน้ำชั่วขณะ ได้เห็นเกาะที่จะเป็นที่พึ่งได้ แม้จะยังไม่มีกำลัง คือ ปัญญาพอที่จะว่ายขึ้นเกาะได้ แต่ก็พอเห็นทางว่า ถ้าสะสมกำลังคือความเข้าใจธรรมะขั้นฟังและพิจารณาเพิ่มขึ้น ก็จะมีกำลังพอที่จะไปว่ายสู่เกาะ คือสติปัฏฐาน สามารถเกิดสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมะตามความเป็นจริงได้ จนรู้ทั่วถึงสภาพธรรมะทั้งหลาย ขึ้นสู่บก ไม่เปียกน้ำอีกเลย


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
วันที่ 5 ก.ย. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นัน

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของอาจารย์กาญจนา เป็นอย่างยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
montha
วันที่ 5 ก.ย. 2556

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ สุจินตต์ บริหารวนเขตต์ และทุกๆ ท่านค่ะ

ฟังธรรมแล้ว อดไม่ได้ที่จะมาติตตามทริป เวียดนามกับพี่แดง และพี่เบญ ค่ะ ช่างน่าสนุกและเพลิดเพลินกับความติดข้องตลอดเวลาเลยนะคะ เหมือนเจอห้วงน้ำที่กว้างใหญ่ ขึ้นเรื่อยๆ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
j.jim
วันที่ 6 ก.ย. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 7 ก.ย. 2556

ถ้อยคำการสนทนาบางตอนของท่านอาจารย์และสหายธรรมชาวเวียดนามครับ

Each dhamma has its own characteristic. What characteristic of particular dhamma arises, it should arise for understanding. One should carefully consitder each dhamma as it appears. This understanding of each characteristic of dhamma will reflect on self or no one.

ธรรมะแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะในตัวเอง เมื่อใดที่ลักษณะเฉพาะของธรรมะนั้นปรากฏขึ้น ก็ควรปรากฎเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ผู้ใดที่พิจารณาโดยแยบคายในธรรมะที่ปรากฏ ความเข้าใจสภาพธรรมแต่ละลักษณะก็จะทำให้ผู้นั้นเห็นความจริงว่าไม่มีความเป็นตัวตนหรือเป็นใครเลย

When one starts to like something new, it will begin to be accumalated from that citta to another and another, on and on.

เมื่อใครเริ่มชอบสิ่งใดใหม่ๆ มันเป็นการเริ่มต้นที่จะสะสมความชอบนั้นในจิต จากจิตหนึ่งไปยังอีกจิตหนึ่ง ไปเรื่อยๆ

Nobody can have anything at will even seeing or hearing. Nobody can make eye bases to arise but they arise from past karma. The first moment of life is vipaka. No one can make his own choice. Who choose? Karma did.

ไม่มีใครจะมีอะไรได้ตามใจ แม้การเห็นหรือได้ยิน ไม่มีใครทำจักขุปสาทให้เกิดขึ้นได้ แต่จักขุปสาทเกิดจากกรรมที่ได้ทำมาแล้ว ในขณะแรกของชีวิตก็เป็นวิบากหรือผลของกรรม ไม่มีใครเลือกอะไรได้เองเลย ใครจะเลือกได้ นอกจากกรรม

To understand nama and rupa, it has to start understanding right now.

การเข้าใจนามกับรูป ต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจขณะนี้

When seeing good food, one is saying lobha. But seeing is seeing. One should be aware that lobha has long been being accumulated to arise after seeing good food.

เมื่อเห็นอาหารอร่อย ใครๆ ชอบพูดว่าโลภะ แต่เห็นก็เป็นเพียงแค่เห็น เราควรรู้ว่าโลภะถูกสะสมมานานแสนนานแล้วเกิดขึ้นหลังจากได้เห็นอาหารที่ว่าน่ารับประทานนั้น

One can not only think that there is no one. It has to be the understanding of realities which arise and fall away in different moment. There must be considered with right understanding.

ไม่มีใครสามารถที่จะคิดได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน หากไม่ได้เกิดจากความเข้าใจความเป็นจริงที่มีการเกิดและดับในแต่ละขณะ และจำเป็นต้องมีการพิจารณาด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย

One who sees the value of dhamma will experience piti (joyful) , even understanding one word which is different from others. If one can understand deeper and deeper, he will restlessly study and listen dhamma more and more.

ผู้ที่เห็นประโยชน์ของพระธรรมย่อมเกิดปิติ แม้แต่เพียงเข้าใจคำคำเดียวที่แตกต่างไปจากคำอื่น หากเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นๆ เขาย่อมไม่หยุดท่ีจะศึกษาและฟังพระธรรมมากขึ้นๆ

The Lord Buddha never taught anything which is not real at this moment. And the Lord Buddha didn't teach anyone only to think.

พระพุทธองค์ไม่ทรงตรัสสิ่งใดที่ไม่ใช่ความเป็นจริงขณะนี้ และไม่ทรงสอนให้เพียงแต่คิดเท่านั้น

What is Khandhas? Nothing, something and nothing right?

ขันธ์คืออะไร ไม่มี แล้วมี แล้วหามีไม่ ใช่ไหม?

When one understand more, he is close to realities and far from thinking.

เมื่อผู้ใดเข้าใจมากขึ้น เขาย่อมเข้าใกล้ความจริงและไกลออกจากความคิด

When clinging, trying to let it go or understand it? Trying to let it go. Let what goes? No one cann't let it go unless there is right understanding about clinging at that moment. Leting go wrong understanding by hearing dhamma.

เมื่อติดข้อง จะพยายามละหรือจะเข้าใจ? ที่ว่าพยายามจะละ จะละอะไร? ไม่มีใครละได้หากไม่มีความเข้าใจความติดข้องที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หากจะละก็ต้องละความไม่รู้ด้วยการฟังพระธรรม

If one can not understand realities at this moment, he is not in the right path.

ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจความเป็นจริงในขณะนี้ เขาย่อมไม่อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง

No one can live without concept but he should understand realities as well.

ไม่มีใครอยู่ได้โดยไม่มีบัญญัติ แต่เขาควรเข้าใจความเป็นจริงด้วย

Not trying to concentrate on something but understand it otherwise it is a wrong way. It is so natural that panna arises from understanding unexpectedly. That's the way dhamma is. Little by little.

อย่าพยายามที่จะจดจ้องในสิ่งใด แต่ให้เข้าใจสิ่งนั้น มิฉะนั้นจะเป็นหนทางที่ผิด ปัญญาเกิดขึ้นจากความเข้าใจตามธรรมดาโดยไม่มีการคาดหวังใดๆ นั้นเป็นวิถีของพระธรรม ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

Except visible object, everything is dark. Even in the darkness, right understanding can understand realities as their nature but avijja or igonorance never knows.

ยกเว้นสิ่งที่ปรากฏทางตา ทุกๆ สิ่งมืดหมด แม้ในความมืด ความเข้าใจที่ถูกต้องสามารถเข้าใจความเป็นจริงตามลักษณะนั้นๆ ได้ แต่อวิชชาหรือความไม่รู้ไม่เคยรู้เลย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
yupaporn
วันที่ 10 ก.ย. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
Boonyavee
วันที่ 11 ก.ย. 2556

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพสูงสุด

"If no one can not understand the realities at this moment, he is not the right path" ถ้าผูใดไม่เข้าใจความเป็นจริงในขณะนี้ เขาย่อมไม่อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง

ขอกราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณแม่แดงและพี่เบญจวรรณด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
napachant
วันที่ 11 ก.ย. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
ปลากริม ไข่เต่า
วันที่ 22 พ.ค. 2560

ขอบพระคุณ และอนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ