ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๐๙๙

 
khampan.a
วันที่  14 ก.ค. 2556
หมายเลข  23179
อ่าน  1,539

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรม จากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์อยู่ในตัว ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

[ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๙๙]

--- ผู้ที่ถูกความโลภครอบงำ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภย่อมชักชวนผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ เป็นเรื่องตัวของท่านหรือเปล่า น่าพิจารณาทีเดียว ท่านมีโลภะไหม มีโทสะไหม มีโมหะไหม ถ้ายังไม่หมดแล้วก็มีมากจนกระทั่งโลภะครอบงำ โทสะครอบงำ โมหะครอบงำ จะเป็นอย่างนี้ได้ไหม? เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นเรื่องของตัวท่านเองจริงๆ

--- ชีวิตของผู้เริ่มศึกษาพระธรรม ไม่เปล่าประโยชน์แน่นอน แต่ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ คือไม่ศึกษาพระธรรม ย่อมเป็นชีวิตที่เปล่าประโยชน์โดยแท้

--- จากการที่เป็นคนจน แล้วเริ่มมีทรัพย์เพิ่มขึ้น เมื่อมีธรรมฝ่ายดี มี ศรัทธา เป็นต้น เพิ่มขึ้น ความไม่รู้ไม่สามารถทำให้รู้สภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ได้เลยโปรยธุลีสิ่งสกปรกลงในจิตในขณะที่เป็นอกุศลการศึกษาพระธรรมไม่มีวันจบ จนกว่าจะมีจิตผ่องใสจริงๆ พ้นจากกิเลสโดยประการทั้งปวงชีวิตจะมีค่าที่สุด เมื่อได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเมื่อยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่สามารถที่จะดับกิเลสอะไรๆ ได้เลย โอกาสที่จะล่วงศีล๕ ข้อหนึ่งข้อใด ก็ย่อมจะมีได้

---- มีชีวิตเป็นไปตามการสะสม แต่เมื่ออาศัยพระธรรม มีศรัทธา ก็ทำให้ฟังและเข้าใจเพิ่มขึ้น การละเว้นในสิ่งที่ไม่ดี ก็มีเพิ่มขึ้น ตามกำลังของปัญญา กล่าวได้ว่าปัญญาเพิ่มขึ้น ทำให้มีการรักษาศีลได้ดียิ่งขึ้น

--- พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นกระจกวิเศษที่ส่องให้เห็นกิเลสที่ตนเองได้สะสมมาตามความเป็นจริง

--- แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด แต่ก็ยังเป็นทุกข์ เพราะไม่มีทรัพย์ที่ประเสริฐที่เป็นอริยทรัพย์ กล่าวคือ ศรัทธา (ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย) ศีล (การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น) หิริ (ความละอายต่ออกุศลธรรม) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่ออกุศลธรรม) สุตะ (การสดับตรับฟังพระธรรม) จาคะ (การสละกิเลส) และปัญญา (ความเข้าใจถูกเห็นถูก) เสียงอื่นไม่ทำให้ดับกิเลสได้ แต่เสียงที่ทำให้ได้เข้าใจความจริง คือพระธรรม ย่อมจะเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้ถึงการดับกิเลสได้ ซึ่งผู้ที่ได้ฟัง จะต้องมีศรัทธา จะรู้เมื่อไหร่ว่า มีหิริ โอตตัปปะ? เมื่อไม่กระทำอกุศลกรรม การละความเป็นตัวตน นั้นยากมาก ก็ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เริ่มจากการสละความเห็นแก่ตัว ในชีวิตประจำวัน ก่อน สละทุกอย่าง ทั้งเวลา ทั้งวัตถุสิ่งของ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่ออะไร? เพื่อการขัดเกลากิเลส เพื่อสิ่งที่ดี คือ กุศลธรรมเจริญยิ่งขึ้น จิตผ่องใส ขณะนี้ทุกคนกำลังทำอะไร? จริงๆ แล้วไม่มีใครที่ทำอะไร มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรมนั้นๆ เมื่อเริ่มต้นศึกษาพระธรรม ทำให้เห็นประโยชน์ มีศรัทธาเพิ่มขึ้น ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ความอยากเป็นไปได้ทุกทาง ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม เป็นเวลานานเท่าใด? ๔๕ พรรษา, เพราะอะไร? เพราะพระธรรม ฟังครั้งเดียวไม่ได้

เบิกบานที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

พระธรรมเป็นคำสอนที่แสดงให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ตามความเป็นจริง

ถ้าไม่มีโลภะที่ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ โทสะก็ไม่มี

เรามีกิเลสมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเอ่ยคำไหน ก็มีทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ มานะ (ความสำคัญตน) อิสสา (ความริษยา) มัจฉริยะ (ความตระหนี่) เป็นต้น

พระธรรม ย้ำแล้วย้ำอีก ว่า แต่ละคนนั้น มีกิเลสมากจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ประมาทในการเจริญกุศล ขัดเกลากิเลส, เพราะเห็นโทษของกิเลส จึงมีการเจริญกุศลยิ่งขึ้น

พระธรรม นั่นแหละ ที่จะทำให้ดีขึ้น

เมื่อรู้ว่า ไม่ดี แล้ว คิดจะแก้ไขให้ดีขึ้นบ้างไหม หรือว่า จะปล่อยให้ไม่ดีอยู่เหมือนเดิม?

แค่เพียง ขอโทษ (คำแค่ ๒ พยางค์) ยังทำไม่ได้ ยังขอโทษไม่ได้ แล้วจะดำเนินไปถึงซึ่งการดับกิเลสได้อย่างไร

ถ้ามีกุศล มีปัญญาเข้าใจถูกเห็นถูก จะไม่วุ่นวายเลย ที่เดือดร้อนวุ่นวาย อยู่ไม่เป็นสุข ก็เพราะกิเลส นั่นเอง จนกว่าจะมีการฟังพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ

เพราะมีความเข้าใจถูกเห็นถูก จึงทำให้วางเฉย ได้ เป็นกลางไม่เอนเอียงไปด้วยอำนาจของอกุศล

ตราบใดที่ยังมีกิเลส ก็ย่อมจะมีความประพฤติเป็นไปตามอำนาจของกิเลส ตามการสะสมของแต่ละบุคคล

ถ้ายังไม่เริ่มสะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ในขณะนี้ ต่อไปความไม่รู้ก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อรู้ว่า การฟังพระธรรม มีประโยชน์ ก็ไม่ควรละทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วไปหาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ยิ่งเปิดเผย ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นมากเท่านั้น

(ขอเิชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกันทุกท่าน ร่วมแบ่งปันข้อความธรรม ด้วยนะครับ)

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ ๙๘ ได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๙๘

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 14 ก.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมปันธรรม ด้วยครับ

- การหลงยึดสภาพธรรมทั้งหลายว่า เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลนั้น อุปมาเหมือน คนเดินทางในที่ซึ่งย่อมเห็นเหมือนกับว่า มีเงาน้ำอยู่ข้างหน้า แต่เมื่อเข้าไปใกล้ เงาน้ำก็หายไป เพราะแท้จริงหามีน้ำไม่ เงาน้ำที่เห็นเป็นมายา เป็นภาพลวงตา ฉันใด การเข้าใจผิดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นตัวตนเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เพราะ ความไม่รู้ เพราะความจำ เพราะความยึดถือก็ฉันนั้น

- ความจริงที่ทรงตรัสรู้นั้นไม่ง่าย ผู้ใดที่คิดว่าพระธรรมเป็นของง่ายไม่จำเป็นต้อง ศึกษาก็สามารถเข้าใจได้ ผู้นั้นกำลังเข้าใจผิดและกำลังประมาทพระปัญญาคุณของ พระพุทธเจ้า แม้พระพุทธองค์เองเมื่อทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ก็ไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะแสดง พระธรรมแก่สัตว์โลก ด้วยทรงเห็นว่าพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้นละเอียด ลึกซึ้ง และรู้ตาม เห็นตามได้ยากแต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยสะสมปัญญามาก็จะสามารถพิจารณาหรือ พิสูจน์ธรรมะที่ทรงแสดงได้ตามกำลังของปัญญาของตน

- ความเข้าใจ (ปัญญา) ขั้นต้น คือ ความเข้าใจว่า ธรรมะเป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา เช่น ในขณะที่เรากล่าวว่า เราฟังธรรม เมื่อธรรมะไม่ใช่เราแล้วขณะที่ฟังธรรมนั้นเป็น ธรรมะอย่างไร ขณะที่ฟังธรรมะ ก็มีจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่ กระทบสัมผัสกาย และจิตที่คิดนึกทางใจ ไม่มีเราเลย แม้แต่ในขณะนี้ก็เช่นกัน จิต และ เจตสิกเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางทวารต่างๆ แล้วดับไป ไม่มีเราเลย ดังนั้น ขอให้ พิจารณาว่า การรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น เรารู้หรือธรรมะรู้ ถ้ายังเข้าใจว่าเป็นเรารู้ ก็ไม่อาจเข้าใจการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องได้เลย เพราะความจริงนั้น ไม่มีเราเลย แต่ที่ ใช้คำว่าเรา หรือชื่อคนต่างๆ ก็เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นธรรมะต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น บัญญัติให้รู้ว่าเป็นใคร

- บางครั้งการกระทำของเราบางอย่างเพื่อความสุขของตน แต่เมื่อเป็นผู้ละเอียดขึ้น ก็ย่อมพิจารณาถึงการกระทำของตนว่า มีผลกระทบกับบุคคลรอบข้างอย่างไรบ้าง เมื่อพิจารณาดังนี้ ก็จะคิดก่อนที่จะทำและนึกถึงความสุขของคนอื่นก่อนตนเสมอ ว่าเขาจะทุกข์กายและใจจากการกระทำของเราหรือไม่

- เหตุเดียวเท่านั้น คือ ฟังพระธรรมของพระผู้มีพระภาค เพื่อละคลายความไม่รู้ความ จริงว่า ทุกอย่างเป็นธรรมะ ไม่ใช่เรา ฟังแล้วพิจารณาอย่างแยบคายถึงเหตุปัจจัยของ สรรพสิ่ง แล้วสังขารขันธ์ที่เป็นกุศลก็จะปรุงแต่งจิตให้มั่นคงในพระธรรมยิ่งขึ้นจาก ความเข้าใจในพระธรรมตามกำลังของปัญญาที่สั่งสมมา

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pornchai.s
วันที่ 14 ก.ค. 2556

เมื่ออกุศลจิตเกิด เรามักกังวล แต่ถ้าสติปัญญาเกิดขึ้นระลึกศึกษา ก็จะทราบว่าขณะนั้นเป็นเพียง อกุศลจิตที่เกิดขึ้นทำหน้าที่ของมันเท่านั้น...

"ไม่ใช่เรา"....

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
kinder
วันที่ 15 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
j.jim
วันที่ 15 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pamali
วันที่ 15 ก.ค. 2556

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 15 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
bsomsuda
วันที่ 15 ก.ค. 2556

"..ขอให้พิจารณาว่า การรู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้น เรารู้หรือธรรมะรู้ ถ้ายังเข้าใจว่าเป็นเรารู้ ก็ไม่อาจเข้าใจการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องได้เลย"

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น อ.ผเดิม และทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
Jans
วันที่ 16 ก.ค. 2556

"จะรู้เมื่อไหร่ว่า มีหิริ โอตตัปปะ? เมื่อไม่กระทำอกุศลกรรม"

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
natural
วันที่ 16 ก.ค. 2556

ขออนุญาตร่วมสรุปจากการฟังปฐมธนสูตร และ ทุติยธนสูตร

ข้อความที่ประทับใจ:

ธรรมะกล่าวถึงสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน แต่ละคนมีชีวิตเป็นไปตามการสะสม การฟังธรรมค่อยๆ คล้อยตามพระธรรม เมื่อกล่าวถึงการสละ เพื่อความดีได้หรือไม่ ไม่ใช่เพื่อเรา สละจริงๆ ไม่ได้หวังอะไรทั้งสิ้น ถ้าต้องการการตอบแทนแม้สักนิดหน่อย ไม่ได้สละ สละคือไม่ได้หวัง สละเท่าที่ปัญญาจะสละได้ ที่ไม่สละเพราะยังติดข้อง เพราะฉะนั้นขณะที่หวังไม่ได้สละใดๆ ทั้งสิ้น การสละเป็นการสะสมทรัพย์อันประเสริฐ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเกิดศรัทธาจากการฟังพระธรรม

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
วันที่ 16 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
orawan.c
วันที่ 17 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
papon
วันที่ 19 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
wittawat
วันที่ 1 ส.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุโมทนา อ.คำปั่น ด้วยครับ เป็นธรรมเตือนใจที่ดีมาก

เรามีกิเลส ไม่ว่าจะกล่าวคำไหน ก็มีทั้งนั้นจริงๆ โลภะ โทสะ โมหะ อิสสา มัจฉริยะ มานะ เป็นต้น มีทั้งหมดเลย ถ้าไม่ได้ฟังธรรม สะสมทรัพย์ที่แท้ไว้ ถึงแม้มีทรัพย์ มากมาย ก็ไม่มีประโยชน์

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
มังกรทอง
วันที่ 18 ก.พ. 2566

สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ทางสื่อไลน์เปรมปรีดิ์ เลิศล้ำ อาจารย์สุจินต์นำวิถี ทางถูก ฟังแห่งความจริงค้ำ เด่นด้วยปัญญา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ