ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๐๙๘

 
khampan.a
วันที่  7 ก.ค. 2556
หมายเลข  23144
อ่าน  1,168

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรม จากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์อยู่ในตัว ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

[ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๙๘]

--- ตั้งแต่เช้ามาอกุศลเกิดเท่าไหร่ ไม่หยุดยั้งเลย นี้แหละกระแสของอกุศล เหมือนน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา

--- ความเข้าใจเป็นของแต่ละบุคคล และการที่จะเข้าใจได้ ก็ต้องเป็นผู้ละเอียด ไม่ประมาทในพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง

--- ฟังพระธรรมเข้าใจเมื่อไหร่ก็มีทั้งสติมีทั้งปัญญา

--- ที่กล่าวว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแสของอกุศล คือ ขณะนี้หรือเปล่า ขณะที่โสภณธรรม มี สติ ศรัทธาหิริ โอตตัปปะ เป็นต้น เกิด ก็กั้นอกุศลแล้ว อกุศลเกิดไม่ได้ เลยในขณะนั้น

--- ถามว่าเข้าใจไหม ตอบว่า เข้าใจ, ที่เข้าใจนั้น เป็นอะไร เป็นธรรม ไม่ใช่ใคร เลยความเข้าใจ เป็น ความเข้าใจ เป็นธรรมที่มีจริง

กว่าจะถึงสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นขณะที่ระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่

กำลังปรากฏ ก็ต้องอาศัยปริยัติ คือ รอบรู้ในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทรงแสดง

เคยคิดไหมว่า สิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ มีเพียงอย่างเดียว คือ สี เท่านั้น

ขณะที่ได้ฟังพระธรรม ก็ค่อยๆ ละคลายความไม่รู้ และความติดข้องก็ถูกขัดเกลา

ด้วย

ทรัพย์สมบัติที่ได้มาเป็นผลของบุญที่ได้กระทำไว้แล้ว ส่วนที่จะวิบัติไป เสื่อมไป

ก็เป็นผลของอกุศลกรรม ซึ่งถ้าเป็นผลของบุญกุศลแล้วก็มีแต่ว่าจะให้เกิดผลที่เป็นสุข

แต่ไม่ใช่ว่ากุศลที่ทำไปแล้วทำให้เกิดความเสื่อมหรือความวิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจ

เรื่องเหตุและผลถูกต้อง ก็จะเป็นผู้ที่มั่นคงในการให้ จะไม่คิดว่าที่หมดไปนี้เพราะให้

แต่จะรู้ว่าที่หมดไปเพราะอกุศลกรรม

จะต้องละจากโลกนี้ไปแน่ เมื่อไรไม่ทราบ วันไหนไม่ทราบ แต่อยากจะไปที่ไหน สุคติโลกสวรรค์ นี้แน่นอนที่สุด ไปได้ไหม ทราบได้ไหม? ทราบไม่ได้ เหมือนกับการที่ท่านได้เกิดมาแล้ว มีชีวิตเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ ชาติก่อนทราบไหมว่าจะต้องมาเกิดใน

โลกนี้ มีชีวิตอย่างนี้ เป็นบุคคลนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่านสิ้นชีวิต

ลง ก็ไม่สามารถที่จะทราบได้แน่นอนว่า ท่านจะไปเกิดที่ใด ในภพภูมิใด มีสุข มี

ทุกข์อย่างไร นอกจากท่านจะเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ท่านจะไม่ไปสู่อบายภูมิแน่นอน

แต่ถ้ายังไม่ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคล ก็ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะทราบได้เลยว่า

แม้ว่าท่านปรารถนาที่จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ แต่จะไปได้หรือว่าไปไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรม

เรื่องของศีลก็เป็นเรื่องที่ถ้าท่านเป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม ท่านก็เห็นว่าสภาพธรรมใด

เป็นอกุศล สภาพธรรมใดเป็นกุศล เมื่อได้เห็นจริงว่าสภาพธรรมนั้นเป็นอกุศล ท่านก็จะ

เว้นการที่จะทำทุจริตกรรม เพราะถึงแม้ว่าอกุศลจิต ความพอใจ ความไม่พอใจ จะเกิด

ขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แต่ก็จะไม่ทำให้รุนแรง แรงกล้าถึงกับกระทำทุจริตกรรมลงไปได้

มีโอกาสใดที่จะเกื้อกูลแก่คนที่กำลังเดือดร้อนโดยวิธีใดๆ โดยเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ก็ย่อมสามารถที่จะกระทำได้ ในขณะนั้นก็เป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น เป็น

ความดีที่เกิดขึ้นเป็นไป

การได้คบกัลยาณมิตร เป็นไปเพื่อความเจริญขึ้นของปัญญา และกุศลธรรมประการอื่นๆ ก็ย่อมจะเจริญขึ้นตามมาด้วย ไม่มีความเสื่อมเลย

กุศลกรรมที่ทำแล้วให้ผลเป็นวิบากจิต คือ จิตเห็นสิ่งที่ไม่ดี จิตได้ยินเสียงที่ไม่ไพเราะ จิตได้กลิ่นที่ไม่ดี จิตลิ้มรสไม่ดี จิตกระทบสัมผัสทางกายที่เย็นเกินไป ร้อนเกินไป แข็งเกินไป ตึงเกินไป จนรุนแรงเป็นทุกขเวทนาทางกายถึงขั้นบาดเจ็บ มีแขนขาด เป็นต้น ซึ่งจะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่ได้สร้างเหตุที่ไม่ดี คือกุศลกรรมไว้

บุคคลผู้ที่ไม่เห็นโทษของกิเลสกุศลที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวัน อาจจะ

เข้าใจผิดว่า กิเลสเล็กๆ น้อยๆ ไม่เห็นจะเป็นโทษอะไร ทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่

น่าจะเป็นอะไร โกงบ้างนิดๆ หน่อยๆ ทุจริตบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

ซึ่งไม่ถูกต้องโดยประการทั้งปวง

พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพื่อเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้

ซึ่งมีแล้วแต่ไม่รู้

ความโกรธกับความติดข้องต้องการ เป็นธาตุแต่ละอย่างซึ่งแตกต่างกัน

ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเป็นธาตุ ที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

เริ่มเข้าใจความเป็นธาตุ แม้จะกล่าวว่า ร่างกายและจิตใจ ก็ไปพ้นไปจาก

ความเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ เลย เพราะที่เรียกว่าร่างกาย ก็ไม่พ้นไปจากความเกิดขึ้น

เป็นไปของรูปธรรม และที่กล่าวว่าจิตใจ ก็มุ่งหมายถึง สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม

คือ จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

แข็ง เป็น แข็ง เปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้, สภาพรู้แข็ง ไม่ใช่แข็ง

ความเข้าใจ จะมากจะน้อย ก็เป็นประโยชน์ ขอเพียงเข้าใจจริงๆ

หนทางเดียวที่จะไม่เป็นทาสของโลภะอีกต่อไป คือ หนทางแห่งการอบรมเจริญ

ปัญญา

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ ๙๗ ได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๙๗...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่งและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 7 ก.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมปันธรรม ด้วยครับ

มีประโยชน์อะไร จากหลับสนิท ไม่มีอะไรปรากฏแล้วมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ และ

เมื่อปรากฏก็เดือดร้อน ในสิ่งที่น้อยที่สุด ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มี ที่

ปรากฏ เกิดขึ้นแล้วดับไม่กลับมาอีกเลย ที่ยังเดือดร้อนอยู่ในสิ่งที่มีแล้วหามีไม่

ก็เพราะยังมีอวิชชา ที่ไม่รู้ตามความเป็นจริง

- ถ้ามิได้เป็นผู้ศึกษาพระธรรม มิได้ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง

ก็ไม่สามารถที่จะออกจากกรงของกิเลสและไม่สามารถออกไปจากสังสารวัฏฏ์

ได้ เพราะมีอวิชชา (ความไม่รู้) บ่อยๆ เรื่อยๆ เนืองๆ และอีกประการ

หนึ่ง ในชีวิตประจำวันกิเลส อกุศลนานาประการ ก็มีแต่จะสั่งสมเพิ่มพูนขึ้นทุกวันๆ

- รู้ว่า ความจริงไม่ใช่เรา เป็นธรรมะ กำลังเสียใจ น้อยใจโกรธ ขุ่นใจ เป็น

ธรรมะหรือเปล่าคะ ขณะนั้นไม่อยากขุ่นใจ ไม่อยากเสียใจเลย พยายามหาทาง

ที่จะไม่เสียใจขุ่นใจ กับการรู้ความจริงในขณะนั้น เป็นธรรมะเกิดแล้ว ปรากฏ

แล้ว บังคับบัญชาไม่ได้ อะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน นี่คือความหมาย

ของอาจหาญ ร่าเริงที่จะรู้ความจริง

- ปกติ คนเรามีกิจธุระ มีหน้าที่ มีการงานที่จะต้องกระทำ แต่เราไม่ละเว้นธรรม

ไม่ขาดการฟัง ไม่ขาดการไตร่ตรอง ไม่ขาดการพิจารณา เพราะเมื่อศึกษาธรรมแล้วจะเข้าใจว่า อย่างอื่นเป็นที่พึ่งของเราไม่ได้เลย นอกจากปัญญา ครับ ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

- พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงธรรม เพื่อให้รู้ความจริง

เห็นความจริงของธรรม แต่เราลืมว่าข้อความในพระไตรปิฎกทั้งหมดเป็นธรรม ลืม

เพราะทรงจำไว้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นขณะที่ฟังธรรม คิดว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด

เช่น ภูเขา ณ กาลเวลาหนึ่ง หรือว่าเข้าใจตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมที่ไม่เที่ยง

และไม่ว่าสิ่งนั้น จะถูกเรียกว่าอะไรทั้งหมดก็ เกิดดับ หมดไปแล้ว ไม่เที่ยง

- สิ่งที่ควรศึกษา คือ พระธรรม พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ทั้งหมด

เป็นเครื่องเกื้อกูลให้ผู้ที่ศึกษามีความประพฤติที่ดีงาม เพื่อให้เกิดกุศลจิตทุกระดับ

ขั้น เริ่มตั้งแต่ความดีขั้นต้นในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งสูงสุด คือ การดับกิเลส

ทั้งหมดได้อย่างเด็ดขาด

- พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั้น พระองค์

ทรงบำเพ็ญพระบารมีมาถึง ๔ อสงไขยกับอีกแสนกัป จึงได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต

สัมมาพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงมีพระมหากรุณาคุณที่จะ

เปลื้องหมู่สัตว์ออกจากทุกข์ทั้งปวง จึงทรงแสดงพระธรรม เพื่อให้ผู้ฟัง ได้ฟัง

ได้ศึกษา และ สั่งสมอบรมเจริญปัญญา จนกว่าจะสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

ตรงตามที่พระองค์ได้ทรงแสดง

ขอเชิญสหายธรรมร่วมปันธรรม ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่ 7 ก.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตร่วมแบ่งปันข้อความสั้นๆ ที่ประทับใจ

จากการได้รับฟังการสนทนาธรรมที่ มศพ. ในวันนี้ สักหนึ่งข้อความนะครับ

"...ธรรมะ ต้องละเอียด และ ช้าๆ จึงจะเป็นความเข้าใจจริงๆ ..."

ขออนุโมทนาในกุศลจิดของคุณคำปั่น และ ทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pat_jesty
วันที่ 8 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
Noparat
วันที่ 8 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
jaturong
วันที่ 8 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nong
วันที่ 8 ก.ค. 2556

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
kinder
วันที่ 8 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
raynu.p
วันที่ 9 ก.ค. 2556

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
papon
วันที่ 9 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
mon-pat
วันที่ 9 ก.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
bsomsuda
วันที่ 9 ก.ค. 2556

"กว่าจะถึงสติสัมปชัญญะ

ซึ่งเป็นขณะที่ระลึกรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

ก็ต้องอาศัยปริยัติ คือ รอบรู้ในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง"

"รู้ว่า ความจริง ไม่ใช่เรา เป็นธรรมะ

กำลังเสียใจ น้อยใจ โกรธ ขุ่นใจ เป็นธรรมะหรือเปล่าคะ

ขณะนั้น ไม่อยากขุ่นใจ ไม่อยากเสียใจเลย พยายามหาทางที่จะไม่เสียใจขุ่นใจ

กับ การรู้ความจริงในขณะนั้น เป็นธรรมะ เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว บังคับบัญชาไม่ได้

อะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน นี่คือ ความหมายของอาจหาญ ร่าเริงที่จะรู้ความจริง"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.ผเดิม อ.คำปั่น และทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
daris
วันที่ 10 ก.ค. 2556

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
natural
วันที่ 11 ก.ค. 2556

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
pamali
วันที่ 15 ก.ค. 2556

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
kullawat
วันที่ 3 ก.ย. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ