บทสวดเมตตาพรหมวิหาร
 
รดา
วันที่  18 ม.ค. 2556
หมายเลข  22352
อ่าน  2,957

ถามผู้รู้นะคะ  ถ้าคุณๆมีเว็บไซด์ที่ดิฉันพอจะไปดาว์โหลตเสียงสวดมนต์  เมตตามหาใหญ่ หรือ เรียกอีกทีว่า เมตตาพรหมวิหาร. ได้โปรดช่วยตอบทีเถอะค่ะ   ส่วนเว็บที่จะให้เข้าไปก๊อปบทสวดมาสวดตามนั้น  ดิฉันไปหามาแล้วมากมาย  แต่ๆละบทสวด สวดไม่เหมือนกัน  จึงไม่ค่อยจะแน่ใจว่าบทสวดเมตตาพรหมวิหาร บทสวดบทไหน แน่นอนกว่า คือ ความหมายของดิฉันก็คือ ต้องการให้บทสวดในซีดีตรงกับบทสวดที่พิมพ์ทิ้งไว้ให้ไปก๊อปกันมาสวดตาม, ดิฉันไปทำมาหลายที่แล้วบางครั้ง ต้องหยุดแล้วกลับไปฟังซีดีในเว็บใหม่ บางทีก็ให้รีกลับไปได้บางทีก็ไม่ให้  ก็เลยต้องเข้ามาขอความรู้จากผู้รู้ในเว็บนี้  หวังว่า คงมีผู้รู้ ช่วยกรุณาตอบไว้ให้ด้วยนะค่ะ

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
รดา
วันที่ 18 ม.ค. 2556

เนื่องด้วยเป็นน้องใหม่นะคะ  ต้องการจะศึกษาธรรมะเพื่อนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน  ขอคำแนะนำด้วยว่า สมควรจะไปอ่านหรือศึกษาพระธรรมที่ไหนก่อน,  เพราะเท่าที่เข้าไปฟังและอ่าน หน้าพระไตรปิฏก และซีดีธรรมะ, แล้วรู้สึกว่ายังไม่เข้าใจในภาษาธรรมเท่าที่ควร ขอรบกวนผู้สร้างเว็บไซด์ หรือ พี่ๆน้องๆผู้รู้  ช่วยแนะนำด้วยนะคะ

ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 18 ม.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ประโยชน์เพื่อให้สัตว์โลกเจริญขึ้นในกุศลธรรม  โดยเฉพาะปัญญา ให้มีความเห็นที่ถูกตัอง  เพื่อละคลายกิเลส  ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในการได้พบพระพุทธศาสนาคือ การศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ  พระธรรมของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้มีไว้ให้ท่องจำ  กล่าวคำบาลีที่ไม่เข้าใจเพื่อที่ต้องการได้กุศล  แต่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง  มีไว้ให้ศึกษา  ให้เกิดปัญญาเกิดกุศลธรรม  โดยศึกษาตามภาษาของตนเองให้เข้าใจ ครับ

     ซึ่งแม้แต่บทสวดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีเมตตา เป็นต้น ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่จะสวดบทเมตตา  แต่อยู่ที่ ควรมีเมตตาในชีวิตประจำวัน อันเป็นกุศลที่ควรเจริญ  สวดแต่ไม่เข้าใจ  เมตตาเจริญไม่ได้  ก็ไม่ได้รับประโยชน์   แต่เมตตตาไม่ได้เกิดจากการสวด  แต่เกิดจากการศึกษา ฟังพระธรรมเรื่องเมตตา เป็นสำคัญ เมื่อฟังธรรมเข้าใจเรื่องเมตตา  ก็จะทำให้เกิดกุศลที่เป็นเมตตา แม้ไม่ได้สวดเลยครับ

     ดังนั้น แทนที่จะสวดเรื่องเมตตา ก็ศึกษาฟังพระธรรมเรื่องเมตตาให้เข้าใจ  จะเป็นประโยชน์และตรงตามพระพุทธประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรรม   ให้สาวกเกิดปัญญาเกิดกุศลอันเกิดจากการฟัง ศึกษาพระธรรม ครับ

     อย่างในสูตรเรื่องเมตตา เช่น กรณียเมตตาสูตร  แทนที่เราจะต้องท่องสวดกัน  ก็อ่าน ฟังเรื่องนี้ ที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วให้เข้าใจ   แม้แต่คำแรกที่ว่า  กิจอันใดที่สาวกพึงทำ   แม้แต่คำนี้ ถ้าได้ศึกษาคือ กิจคือการเจริญอบรมปัญญาเพื่อถึงสันติ  คือ พระนิพพาน  จะเห็นนะครับว่า เมื่อได้ศึกษาพระธรรมอย่างถูกต้อง ปัญญาย่อมเจจิญขึ้น  กุศลประการต่างๆ ก็เจริญขึ้นด้วยมีเมตตา เป็นต้น ครับ 

     และสำหรับเวปที่จะเป็นเบื้องต้นในการศึกษาพระธรรม ก็สามารถเข้ามาอ่าน สอบถามในเวปนี้ได้    และ  สามารถรับฟังธรรมเบื้องต้นที่เวปนี้ได้ที่เมนูฟังธรรม ครับ  ความเข้าใจที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ   นั่นคือ  เบื้องต้นของการศึกษาพระธรรม 

     ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 18 ม.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     เมตตสูตร หรือ กรณียเมตตสูตร   เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการเจริญเมตตา หรือ เมตตาภาวนา   ซึ่งเป็นการมีไมตรีจิตเกื้อกูลปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวง   โดยไม่มีเวร ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน   ปราศจากความโกรธความขุ่นเคืองใจ  และเมตตานี้เองเป็นธรรมที่กำจัดความโกรธความขุ่นเคืองใจโดยเฉพาะ

ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมไ้ด้ที่นี่ครับ

เมตตสูตร ...เสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

     เมตตาเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม บุคคลผู้ที่มีเมตตา ย่อมจะเป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่ได้มีการกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อนเลย  แม้เพียงจิตที่คิดจะเบียดเบียนก็ไม่มี จึงไม่มีเวรกับใครๆ   เพราะขณะที่มีเมตตานั้นเป็นกุศลธรรม เป็นธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้น และประการที่สำคัญ เมตตา เป็นธรรมที่ควรอบรมเจริญให้มีขึ้นในชีวิตประจำวัน  เมื่ออบรมเจริญเป็นปกติแล้ว  ย่อมเกื้อกูลให้กุศลธรรมประการอื่นๆเจริญขึ้นตามไปด้วย

     การที่จะมีเมตตา มีได้ทุกขณะเลย ในขณะที่ไม่รู้สึกโกรธ หรือว่าไม่รู้สึกขุ่นเคืองใจ  เพราะฉะนั้น  วันหนึ่งๆที่จะรู้ว่าตัวเองมีเมตตาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็จะสังเกตได้ว่า  ขณะใดที่โกรธ  ขณะนั้นไม่มีเมตตา ขณะใดที่ขุ่นเคืองใจแม้เพียงเล็กน้อย  ขณะนั้นก็ไม่มีเมตตา  ถ้ารู้ตัวอย่างนี้  ความโกรธก็จะลดลง แล้วเมตตาก็จะเพิ่มขึ้น  ถ้าจิตใจของเราทุกคนเป็นเพื่อนกับคนอื่น เป็นมิตรกับคนอื่น ก็แสดงว่าเป็นผู้มีเมตตาแล้ว  ใครคิดที่จะเจริญเมตตาจริงๆก็ไม่ยากเลย คือ ไม่ต้องท่องเลย เพียงแต่ว่า ให้ช่วยเหลือคนอื่น  เป็นมิตรกับคนอื่น มีความหวังดีต่อผู้อื่น  ขณะนั้น  เมตตาก็เจริญขึ้นแล้ว  มีเมตตาแล้ว  โดยไม่ต้องท่องคำบทสวดที่เกี่ยวกับเมตตาเลย  เพราะเมตตาไม่ใช่เรื่องท่อง  แต่เป็นสิ่งที่ควรอบรมเจริญให้มีขึ้นในใจของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ครับ

ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

คำสั้น ๆ ...เมตตา

คำสั้น ๆ ...ให้อภัย

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 18 ม.ค. 2556

เมตตา ไม่ได้อยู่ในตำรา   เมตตา คือความรู้สึกที่เป็นมิตร   เป็นเพื่อน  หวังดี. ไม่คิดร้าย. ไม่แข่งดีกับเพื่อน. มีแต่คิดช่วยเหลือเกื้อกูล. เช่น. เห็นคนอื่นยกของหนัก เราก็ไปช่วยด้วยจิตที่เป็นกุศลเป็นมิตรค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
นิรมิต
วันที่ 19 ม.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 19 ม.ค. 2556

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เซจาน้อย
วันที่ 19 ม.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     "ไม่ว่าจะเป็น ณ สถานที่ใด   ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

ไม่มีเครื่องกั้นเลยกับการที่จะมีเมตตา"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม อ.คำปั่นและทุกๆท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
suppermarcro
วันที่ 20 ม.ค. 2556

สาธุครับ การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องของจิต พี่ที่ทำงานด้วยกัน ชอบฟังธรรม เปิดบทสวดต่างๆ บทแผ่เมตตา แล้วก็ท่องตาม มันก็ดีแต่ว่ามันไม่ถูกกาล เปิดฟังเสียงดัง ผมนั่งข้างๆ บางที่ก็ต้องใช้สมาธิบางอย่าง ก็ดีมันฝึกจิตเรา แล้วก็คิดว่าได้รู้ธรรม ฟังธรรม(บางที่สิ่งที่เราทำมัน กระทบคนอื่น คนอื่นไม่พอใจ แบบนี้เราจะมีอกุศลบ้างมั๊ยครับ อย่างบางที คนมาจ่ายเงินค่าของ  เราบอกแพงไป บอก 50 บาท ที่จริง 5-6 บาท แต่ก็บอกว่าพูดเล่น กรณีนี้ถ้าขณะบอก 50 บาท จิตของคนจ่ายเงินตกใจ เราจะมีผลกรรมมั๊ยครับ เพื่อนเดินไม่ดูทางเล่นมือถือ เราเอามือ มาบังหน้าแล้วส่งเสียงดัง เพื่อนตกใจ เป็นต้น) ขอบทำความเข้าใจครับ ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paderm
paderm
วันที่ 20 ม.ค. 2556

เรียนความเห็นที่ 8 ครับ

อกุศลมีหลายระดับ บาปมีหลายระดับ  อกุศลหรือบาปที่มีกำลัง ที่จะทำให้ตกนรกได้ คือ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ล่วงศีล 5 เป็นต้น แต่การกระทำที่เล็กน้อย เช่น พูดเล่น แหย่เล่น ไม่เป็นกรรมที่มีกำลัง ไม่ถึงจะต้องไปอบาย แต่เป็นอกุศล ที่ไม่ควรสะสม ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
รดา
วันที่ 23 ม.ค. 2556

     ขอขอบพระคุณในคำตอบของทุกๆท่านค่ะ  ขอบคุณที่ชี้ให้เห็นหนทางเดินในโลกนอกวัด ดิฉันจะนำไปปฏิบัติ ตามคำแนะนำค่ะ  พึ่งจะทราบว่า การสวดมนต์ไม่ได้ช่วยอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่การ กระทำของเราใช่ไหมคะ  ที่โพสท์คำของคุณ + คำถามไว้นี่ ก็มิใช่ลบหลู่ผู้ตอบนะคะ เพียงแต่ว่า อยากจะเข้าใจให้ถูกต้อง ถึงแม้ว่า คำตอบคือว่าถูกต้องแล้ว   แต่ดิฉันก็ยังคงจะขอสวดมนต์ต่อไปเพราะเข้าใจว่า การสวดมนต์ก็คือ การอยู่กับตัวเองเป็นส่วนตัว(ในบางครั้งเท่านั้น) ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกไหม ขอรบกวนผู้รู้ ช่วยอธิบายให้กับน้องใหม่ด้วยนะคะ  ส่วนการไปฟังธรรม , ขอรับรองว่า จะเข้าไปฟังแน่นอนค่ะ  เพราะตอนนี้ เจอปัญหามากมายในที่ทำงาน พยายามมองให้เป็นธรรมดา ว่านั้นคือธรรมะที่เราต้องเข้าไปทำความเข้าใจ  แต่ก่อนจะเข้าใจ  ก็มึนไปหลายรอบเหมือนกันค่ะ  กว่าจะทำใจให้ไปทางธรรมะ ทัน  ..ดิฉันเป็นน้องใหม่ ศึกษาและฟังธรรมมาก็มากอยู่  แต่่ไม่มีโอกาสจะได้เข้าไปที่วัดหรือสถานที่ฝึกฝนไหนๆได้เลย  พยายามฟังธรรมและฝึกฝนตัวเอง  เพื่อที่ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง  แต่บางก็ทำใจทัน บางก็ไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวว่าทำผิดไป  ก็ผ่านไปหลายนาทีแล้วค่ะ  ขอรบกวนผู้รู้แนะนำน้องใหม่ด้วยนะค่ะ

     ที่ทำงานทำงานร่วมกับบุคคลที่เป็น ญ มากมาย หลายเชื้อชาติ หลายศาสนา ทำความเข้าใจยากมากมาย , รบกวนแนะนำด้วยนะคะว่าสมควรจะวางการกระทำของตัวเราไว้แค่ไหน ....?

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
paderm
paderm
วันที่ 24 ม.ค. 2556

เรียนความเห็นที่ 10 ครับ

     สำหรับประเด็นเรื่องการสวดมนต์นั้น ไม่ได้ห้ามไม่ให้สวดมนต์  แต่ควรศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ  ก็จะสามารถเข้าใจคำสอน  ระลึกถึงคำสอนได้แม้ไม่ได้สวดมนต์ ครับ

     ส่วนการอยู่กับเพื่อนงานไม่ให้มีปัญหา ปัญหาเกิดจากอกุศลของตนเองที่เกิดขึ้น  วิธีการแก้ ก็แก้ที่ใจของตนเอง ให้มีปัญญาเพิ่มขึ้น  ย่อมทำให้คิดถูกด้วยการฟังพระธรรม  ศึกษาพระธรรมไปเรื่อยๆ  ก็จะทำให้คิดถูกมากขึ้น เมื่อพบเจอเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน

     แต่ไม่ควรลืมว่า  เมื่อยังเป็นปุถุชน  ยังเกิดกิเลสได้เป็นธรรมดา และ ยังจะต้องทุกข์ใจต่อไปได้เป็นธรรมดา ก็อยู่กับปัญหา กับอกุศลที่เกิดขึ้น และ อบรมปัญญาไปด้วย  ก็จะสามารถละปัญหา คือ กิเลสได้ในที่สุด  แต่อีกยาวนานมาก ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
รดา
วันที่ 25 ม.ค. 2556

ขอบพระคุณ

คุณๆทุกท่านที่ตอบ ข้อข้องใจของดิฉัน ดิฉันคิดว่า เข้าใจถูกแล้ว หลังจากได้อ่านคำตอบ

ของความเห็นที่ 11 ขอบพระคุณค่ะ   ...

เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ