ควรรู้จักตัวกิเลส ก่อนตัดดีมั้ยค่ะ
 
paula
วันที่  18 ม.ค. 2556
หมายเลข  22353
อ่าน  883

ถ้าจะละ ข่ม ตัดตัวกิเลส เราควรจะแยกทำความรู้จักกับกิเลสแต่ละตัวให้ชัดเจนก่อนจะดีมั้ยคะ คือเหมือนกับเราอยู่กับเค้ามานานแต่ไม่เคยทำความรู้จักกัน พอจะทำความรู้จักเค้า  เลยต้องเริ่มรู้จักชื่อ รู้จักนิสัยกันให้ดี  ศึกษาเค้า  เปรียบกับรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 18 ม.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอเชิญสหายธรรมทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

     กิเลสเป็นสภาพธรรมที่มีจริง  เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต  เป็นนามธรรม  เป็นอกุศลเจตสิกต่างๆ ที่เกิดร่วมกับอกุศลจิต  กิเลสจะเกิดกับจิตชาติอื่นไม่ได้  ต้องเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลเท่านั้น นี้คือ ความเป็นจริงของธรรมที่ใครๆก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  และประการที่สำคัญ  ไม่มีใครสามารถดับกิเลสได้  ถ้าไม่มีปัญญา  ไม่สามารถดับกิเลสได้ด้วยการเป็นตัวตน  ด้วยความอยาก  ความต้อง การ  การที่จะเข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรม  เห็นกิเลสและโทษภัยของกิเลสตามความเป็นจริง  ต้องเป็นปัญญา  

     ชีวิตประจำวันของบุคคลผู้ที่ยังเป็นปุถุชน  หนาแน่นไปด้วยกิเลส  ย่อมจะมีกิเลสอกุศลเกิดขึ้นเกือบทั้งวัน  ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในวันนี้  ในชาตินี้เท่านั้น  แต่ว่าได้เป็นอย่างนี้มานานแล้วในสังสารวัฏฏ์ เพราะได้สะสมกิเลสมาอย่างมากมายนับชาติไม่ถ้วน จึงเป็นผู้ไหลไปด้วยอำนาจของกิเลส ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ   ซึ่งน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่า กิเลสทั้งหลาย มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เป็นศัตรูภายใน เป็นข้าศึกภายใน เป็นมลทินของใจ ไม่นำประโยชน์สุขใดๆมาให้เลย  มีแต่นำมาซึ่งทุกข์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

     เพราะฉะนั้น ผู้มีโอกาสได้ศึกษาพระธรรม ฟังพระธรรม สะสมความเข้าใจไปตามลำดับ ก็จะเห็นพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   ที่พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมอย่างละเอียด    ซึ่ง ถ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียด  ก็จะไม่มีใครรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง  ว่ายังเป็นผู้เต็มไปด้วยกิเลส  ยังมีส่วนที่ไม่ดีอยู่มาก, คนส่วนใหญ่โดยมาก   ย่อมจะไม่ชอบ  ถ้าหากมีใครมาบอกตนว่าเป็นคนไม่ดี แต่ตามความเป็นจริง  ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมไว้โดยละเอียด จะมีใครรู้ตัวเองบ้างว่าไม่ดี  และไม่ดีอย่างมากมายทีเดียว? 

     คนอื่นที่กล่าวว่าเราไม่ดี  ก็ยังไม่ได้รู้ความจริงแท้ของใจของเราซึ่งไม่ดีเป็นอย่างมาก  ยิ่งกว่าที่คนอื่นเห็นหรือที่คนอื่นรู้  คนอื่นอาจจะเห็นเพียงบางครั้ง บางโอกาส บางเหตุการณ์  แต่ว่าใจของเรา ตัวเราเท่านั้น  สามารถที่จะรู้ได้จริงๆว่า  สะสมความไม่ดีไว้มากกว่าที่คนอื่นจะเห็น  และบุคคลใดที่ยอมรับความจริงที่รู้ว่าตนเองไม่ดี  ผู้นั้นก็เริ่มที่จะอบรมเจริญกุศลเพื่อที่จะขัดเกลาอกุศลทั้งหลายให้เบาบาง   ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง, แต่ถ้าตราบใดยังคิดว่าดีแล้ว นั่นย่อมจะเป็นโอกาสที่จะทำให้อกุศลเกิดเพิ่มมากขึ้น  เพราะเหตุว่าไม่คิดที่จะละอกุศล  เพราะเข้าใจว่าดีแล้ว  กล่าวได้เลยว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท  ซึ่งจะเป็นผู้ห่างไกลจากความเจริญในกุศลธรรมออกไปทุกที

     เพราะฉะนั้น ควรอย่างยิ่งที่จะเห็นความไม่ดี(กิเลส)ของตนเอง  และเมื่อเห็นความไม่ดีของตนเองแล้ว  ก็จะต้องมีความตั้งใจจริงๆที่จะขัดเกลาด้วย

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม  เพื่อให้ผู้ฟังผู้ศึกษารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง การศึกษาพระธรรมนี้เอง เป็นหนทางเพื่อการดับกิเลสทั้งหลาย  เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นเมื่อปัญญายังไม่เพียงพอ  ย่อมดับกิเลสไม่ได้  แต่เมื่อค่อยๆรู้ตามความเป็นจริงว่า  เป็นเพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง  ที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย  ก็ย่อมจะไม่เดือดร้อนกับกิเลสที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องอบรมเจริญปัญญาต่อไป

     ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ขาดการฟังพระธรรม เพราะกิเลสที่มีมากต้องอาศัยปัญญาเท่านั้น จึงจะดับให้หมดสิ้นได้ ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 18 ม.ค. 2556

     ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมก็อาจเข้าใจเองว่าเป็นคนดีแล้ว    แต่เมื่อศึกษาพระธรรมปัญญาเจริญขึ้น  ก็เริ่มเข้าใจโดยปัญญาขั้นการฟังว่ามีกิเลสมาก  อย่างนี้ชื่อว่ารู้จักตัวเองจริงๆหรือยัง  ที่กล่าวว่ามีกิเลสมาก  ขณะไหนมีกิเลสก็ยังไม่รู้  ดังนั้นการรู้จักตัวเอง  ตัวเองก็คือสภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก รูป รู้จักตัวเองหรือยังว่า ไม่มีตัวเอง มีแต่ธรรม เมื่อรู้ว่าเป็นธรรม แทนความเข้าใจว่าเป็นตัวเอง นี่ชื่อว่าการรู้จักตัวเองจริงๆอันหมายถึง การรู้ความจริงชื่อว่ารู้จักตัวเองด้วยปัญญา

     ควรเป็นผู้ฉลาดในกิเลสตนเอง ไม่ใช่ฉลาดในกิเลสของผู้อื่น โดยเข้าใจว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ซึ่งปัญญาขั้นแรก ยังไม่สามารถแยกกิเลสทีละตัว แต่ปัญญาจะต้องเริ่มจากการเข้าใจความจริงของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ไม่ใช่เพียงแต่กิเลส เช่น เห็น  ได้ยิน เป็นต้น ว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่เรา ครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paula
วันที่ 21 ม.ค. 2556

ขอบคุณมากๆนะค่ะ จากที่อ่านแล้วอาจมีบางใจความที่ยังไม่เข้าใจได้แต่จะพยายามศึกษาและปฎิบัติให้มากขึ้น  เพื่อให้เกิดปัญญา

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ