พรหมสูตร ... วันเสาร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕

 
มศพ.
วันที่  17 มิ.ย. 2555
หมายเลข  21268
อ่าน  1,561

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺสพุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ
สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ•••..... ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย .....•••
... สนทนาธรรมที่ ...


มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา (มศพ.)

พระสูตร ที่จะนำมาสนทนาที่มูลนิธิฯ

วันเสาร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. คือ

พรหมสูตร

(ว่าด้วยท้าวสหัมบดีพรหม)

จาก...พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ ๙๔

(ภาพแสดงบรรยากาศการสนทนาธรรมที่มูลนิธิฯ ในวันเสาร์ที่ ๒๖ พ.ค. ๒๕๕๕)

...นำสนทนาโดย...


ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
และคณะวิทยากร

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ ๙๔

พรหมสูตร

(ว่าด้วยท้าวสหัมบดีพรหม)

[๑๐๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาล-

นิโครธ แทบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ ทรงเกิดความปริวิตกแห่งพระหฤทัยอย่างนี้ว่า อินทรีย์ ๕

ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มี

อมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕ เป็นไฉน? คือ สัทธินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว

ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด วิริยินทรีย์ ... สตินทรีย์

.... สมาธินทรีย์ .... ปัญญินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ

มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ที่เจริญแล้ว กระทำให้มาก

แล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด.

[๑๐๔๘] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัยด้วยใจ

แล้ว จึงหายตัวจากพรหมโลก มาปรากฏเบื้องของพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า

เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.

[๑๐๘๙] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมกระทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งประณมอัญชลี

ไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็น

อย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อินทรีย์ ๕ที่เจริญแล้ว กระทำให้

มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕

เป็นไฉนคือ สัทธินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ

เป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ...ฯลฯ... ปัญญินทรีย์ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว

ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อินทรีย์ ๕ เหล่านี้

ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะ

เป็นที่สุด.

[๑๐๕๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์ ได้ประพฤติ

พรหมจรรย์ ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ แม้ในเวลานั้น เขารู้จัก

ข้าพระองค์อย่างนี้ว่า สหกะภิกษุๆ เพราะความที่อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อันข้าพระองค์

เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ข้าพระองค์จึงคลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายเสียได้

เมื่อตายไป ได้เข้าถึงสุคติพรหมโลก แม้ในพรหมโลกนั้น เขาก็รู้จักข้าพระองค์อย่างนี้

ว่า ท้าวสหัมบดีพรหมๆ .

[๑๐๕๑] ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคตข้อนี้เป็น

อย่างนั้น ข้าพระองค์รู้ ข้าพระองค์เห็น ข้อที่อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ที่บุคคลเจริญแล้ว

กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้ามีอมตะเป็นที่สุด.

จบพรหมสูตรที่ ๗.


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
khampan.a
วันที่ 17 มิ.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ข้อความโดยสรุป

พรหมสูตร

(ว่าด้วยท้าวสหัมบดีพรหม)

เมื่อครั้งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ

ทรงเกิดมีพระปริวิตกแห่งพระหฤทัย (ความตรึกนึกคิด) ว่า อินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา

วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ

มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด

ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบถึงพระปริวิตกของพระองค์ จึงลงเข้ามาเฝ้าพระองค์

กราบทูลความเป็นจริงของอินทรีย์ ๕ ที่เมื่อเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลง

สู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด แม้ตนเองเมื่อครั้งที่เป็นสหกภิกษุใน

กาลสมัยแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้อบรมเจริญอินทรีย์ ๕ จึงสามารถ

ละกามฉันทะ (บรรลุถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล) เมื่อตายไป ก็ได้ไปเกิดในพรหม-

โลก, แสดงให้เห็นว่า อินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ

มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุดจริงๆ .

ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

การเจริญอินทรีย์

อินทรีย์ ๕

..........เรื่องของพรหมจรรย์..........

ธรรมที่เป็นไวพจน์พระนิพพาน [วิภังค์]

พระนิิพพาน ชื่อว่า อมตะ [อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท]

พรหมจรรย์นี้ เพื่อการสำรวมและเพื่อการละ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
วันที่ 17 มิ.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อธิบาย พรหมสูตร

ธรรมของพระพุทธเจ้า มีหลากหลายนัย โดยเฉพาะในเรื่องการเจริญอบรมปัญญา

เพื่อดับกิเลส ก็ทรงแสดงหลากหลายนัย เพื่อให้สัตว์โลกที่สะสมอุปนิสัยมาแตกต่าง

กัน ได้เข้าใจ ซึ่งหนทางการอบรมปัญญา บางครั้งเราก็มักจะได้ยินว่า คือ การเจริญ

สติปัฏฐาน 4 การเจริญ อริยมรรค การเจริญอินทรีย์ 5 การเจริญอิทธิบาท 4 จากที่

กล่าวมาทั้งหมดนั้น จากที่กล่าวมา ก็เป็นเพียงความแตกต่างที่พยัญชนะ แต่อรรถ

เหมือนกัน คือ ล้วนแล้วแต่เป็นหนทางการเจริญอบรมปัญญาเพื่อถึงการดับกิเลส

แต่แสดงหลากหลายชื่อเพราะ สัตว์โลกมีหลายอุปนิสัย ที่จะเข้าใจได้แตกต่างกัน

และ ความละเอียดของการเจริญอบรมปัญญา ก็มีหลากหลาย นัย ครับ และ สภาพ

ธรรม แต่ละอย่างที่กล่าวมานั้น ก็คือ สภาพธรรมฝ่ายดีที่เป็นเจตสิกที่ดี ที่เกิดร่วมกับ

จิต อันเป็นเจตสิกฝ่านดี มี ศรัทธา สติ เป็นต้น รวมทั้งที่ขาดไม่ได้ คือ ปัญญา ครับ

เพราะฉะนั้น หนทางการอบรมปัญญา ขณะที่สติปัฏฐานเกิด คือ สติเกิดระลึกรู้ความ

จริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ขณะนั้นก็ชื่อว่า กำลังอบรมอินทรีย์ 5 คือ เพราะ อินทรีย์

5 ก็คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา 5 อย่างนี้ ที่เกิดพร้อมกับเจตสิกฝ่ายดีอื่นๆ

ขณะที่สติปัฏฐาน เกิด ก็มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาในขณะนั้นด้วย เพราฉะนั้น

หากเรากล่าวว่า ขณะใดที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม ขณะนั้น ก็เป็นการเจริญ

อินทรีย์ 5 ครับ

ดังนั้นการถึงอมตะ คือ พระนิพพาน และถึงการดับกิเลส ก็จะต้องอบรมอินทรีย์ 5

หรือ อบรมสติปัฏฐาน 4 ที่เป็นการะลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็น

ธรรมไม่ใช่เรา ไม่มีหนทางอื่นนอกจากนี้ ที่จะทำให้ถึง อมตะ นิพพาน การดับกิเลสได้

เลย ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
วันที่ 17 มิ.ย. 2555

เพราะฉะนั้นเมื่อได้อ่านพระสูตรนี้ ประโยชน์ คือความเข้าใจ ไม่ใช่การติดชื่อว่า

อินทรีย์ 5 มีอะไรบ้าง แต่ ประโยชน์ คือเข้าใจเหตุผลว่าทำไม อินทรีย์ 5 จึงเป็น

หนทางการดับกิเลส ถึงพระนิพพาน ถึงอมตะ ก็เพราะว่า มีปัญญา (ปัญญินทรีย์) ที่

เกิดขึ้น รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ สติเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม

(สตินทรีย์) มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมกับปัญญา (วิริยินทรีย์) โดยไม่ต้องไปทำความเพียร

มีความตั้งมั่น เป็นสมาธิชั่วขณะแล้วในขณะนั้น ทีเป็นเอกัคคตาเจตสิก เป็นสมาธิ

ชั่วขณะ ที่เป็นขณิกะสมาธิ ขณะที่รู้ความจริงของสภาพธรรม (สมาธินทรีย์) โดยไม่

ต้องไปทำสมาธิทำจิตให้ตั้งมั่นและ มีศรัธทา (สัทธินทรีย์) และเจตสิกที่ดีประการอื่นๆ

เกิดร่วมด้วย ในขณะที่รู้ความจริง ครับ เพราะฉะนั้น แทนที่จะหาวิธีที่จะทำอินทรีย์ 5

เพื่อที่จะได้บรรลุ ถึงอมตะ แต่ก็อบรมเหตุให้ถึงความเป็นอินทรีย์ 5 ถึงการรู้ความจริง

ในสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราด้วยการอบรมเหตุ คือ การฟังพระธรรม

ศึกษาพระธรรมในเรื่องของสภาพธรรม เมื่อปัญญาขั้นการฟังเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนปัญญา

ขั้นการฟังถึงพร้อม สติปัฏฐานก็เกิดรู้ความจริงของสภาพธรรม ขณะนั้นสติปัฏฐานเกิด

และ ขณะนั้นก็เป็นการเจริญอินทรีย์ 5 ด้วย เพราะ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาใน

ขณะนั้นด้วย โดยที่ไม่ต้องมีตัวตนที่จะพยายามทำอินทรีย์ 5 แต่ ธรรมปฏิบัติหน้าที่

เป็นไปในการรู้ความจริง ก็เป็นการเจริญอินทรีย์ 5 แล้ว ครับ เพราะฉะนั้น ไม่ได้สำคัญ

ที่ชื่อ และ การพยายามจะทำอินทรีย์ 5 แต่สำคัญที่ การอบรมเหตุ คือ การฟังพระธรรม

ศึกษาพระธรรมต่อไป และเมื่อเดินด้วยเหตุที่ถูกต้อง ย่อมไปสู่การเจริญอินทรีย์ 5

แน่นอน ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 18 มิ.ย. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
หลานตาจอน
วันที่ 18 มิ.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ทศพล13
วันที่ 18 มิ.ย. 2555
ขอกราบอนุโมทนาด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างสูงยิ่ง
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
orawan.c
วันที่ 19 มิ.ย. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
nong
วันที่ 19 มิ.ย. 2555

ขณะใดที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม ขณะนั้น ก็เป็นการเจริญอินทรีย์ 5

ทนที่จะหาวิธีที่จะทำอินทรีย์ .....

......เพราะฉะนั้น เพื่อที่จะได้บรรลุ ถึงอมตะ แต่ก็อบรมเหตุให้ถึงความเป็นอินทรีย์ 5 ถึงการ

รู้ความจริงในสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เราด้วยการอบรมเหตุ คือ การฟัง

พระธรรมศึกษาพระธรรมในเรื่องของสภาพธรรม


ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เข้าใจ
วันที่ 19 มิ.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
เซจาน้อย
วันที่ 22 มิ.ย. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้น ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ

ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ เป็นธรรมที่ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต"

"ทรงอุปมาสัตว์โลกด้วยดอกบัว๔เหล่า"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ


 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
Chalee
วันที่ 23 มิ.ย. 2555

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
nopwong
วันที่ 25 เม.ย. 2556

ขออนุโมทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ