เป็นโรคร้าย เจ็บปวด จะต้องผ่าตัดในไม่ช้านี้ ขอแง่คิดเพื่อตั้งสติครับ
 
phangphon
วันที่  3 พ.ค. 2555
หมายเลข  21070
อ่าน  2,661

ในยามที่ป่วย ก็คิดมาก

บางครั้งก็พยายามทำใจ

แต่เมื่อมีอาการปวด ก็คิดอีก

อยากได้แง่คิดจากทุกท่าน

ว่าเราจะทำอย่างไรดี

เมื่อต้องป่วย

และขาดกำลังใจ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงไว้ครับว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ทั้งทุกข์กาย และทุกข์ใจ ผู้ที่จะไม่ทุกข์กายอีกเลย คือ ผู้ที่ไม่มีกายคือ ผู้ที่ไม่มีการเกิดอีกครับ ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาของสัตว์โลก เมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนย่อมไม่พ้นไปจากความทุกข์ได้ ครับ แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังต้องได้รับความทุกข์ทางกาย จะกล่าวไปไยถึงปุถุชน ที่บุญน้อย ก็ย่อมจะต้องได้รับความทุกข์ทางกายเป็นธรรมดาด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แง่คิดที่ถูกต้องคือ ค่อยๆ ยอมรับความจริงครับว่า หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน เพราะ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นผลของอกุศลกรรมในอดีตที่ได้ทำมาแล้ว ไม่มีใครรอดพ้นจากกรรมที่เคยได้ทำมา แต่นั่นป็นอดีตที่แก้ไขไม่ได้ แต่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงกรรมในปัจจุบันด้วยเป็นสำคัญ คือ เราสามารถสะสมเหตุที่ดี คือ กุศลกรรมที่จะเป็นที่พึ่ง ที่เป็นมิตรแม้จริงๆ ไม่มีอะไรที่จะดีและเป็นกำลังใจมากไปกว่า ความดีที่ทำขึ้นใหม่ในแต่ละขณะ ดังนั้น ที่สมควร คือ มีโอกาสก็ทำกุศล เจริญกุศลประการต่างๆ ทุกประการ ขณะที่ทำกุศล ขณะนั้น จิตใจที่ดีเกิดขึ้น เป็นกำลังใจที่ดีให้กับตนเองแล้ว เพราะ กำลังใจ ไม่ได้อยู่ที่ใครจะช่วยได้ นอกจากใจของตนเอง คือ ใจที่ดี เป็นกุศลธรรม จึงควรให้ทาน รักษาศีล ฟังพระธรรมบ้าง ตามกาลเวลาอันสมควร เพราะ อาศัยการฟังพระธรรมบ้าง บางเวลา มีการสอบถาม สนทนาเช่นนี้และฟังพระธรรม ก็จะทำให้คิดถูก เข้าใจ ขณะที่เข้าใจพระธรรมขณะใด เพียงไม่มาก ขณะนั้น เป็นกำลังใจให้ตนเองแล้ว เพราะ ปัญญาที่เจริญขึ้น ทำให้กำลังใจ คือ ปัญญา คิดถูกขึ้น ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะทุกข์บ้างทั้งทางกายและใจ แต่อย่างน้อย ขณะที่เข้าใจพระธรรม ไม่ทุกข์ และเป็นเหตุให้คิดถูกในบางขณะได้ เมื่อทุกข์กายและทุกข์ใจเกิดขึ้น ครับ

การเจ็บป่วย จึงเป็นเครื่องเตือน หรือ เรียกว่า เป็นเทวทูต ให้เห็นว่า เป็นเพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำ จึงพิจารณาว่า ไม่ควรกระทำอกุศลอันเป็นธรรมที่มีโทษ นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวง มีความเจ็บป่วย เป็นต้น จึงค่อยๆ เห็นโทษและลดละที่จะทำอกุศล และเห็นประโยชน์ของการเจริญกุศล เพื่อจะสะสมไปในภายภาคหน้า อันนำความสุขมาให้ และที่สำคัญ ปัญญาเท่านั้นที่ประเสริฐสุด จึงควรแบ่งเวลาในการฟังพระธรรมในบางโอกาสครับ ที่สำคัญที่สุด โชคดีแล้วที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา มีโอกาสนทนาสอบถาม ฟังพระธรรม ก็เป็นขณะที่ประเสริฐแล้ว และขณะนี้ ก็ยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตที่เหลือไม่ว่าจะน้อยหรือมากประการใด ก็ควรทำให้ดีที่สุด คือ สะสมความดีเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะ การสนทนาและฟังพระธรรม ครับ มีโอกาสก็แวะเข้ามาสนทนา สอบถามธรรม ฟังพระธรรมในเว็บบ่อยๆ ครับ ปัญญา ความเข้าใจที่เกิดขึ้นของคุณ จะเป็นกำลังใจที่ดี ของคุณเอง ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

ขอเชิญสหายธรรมทุกท่านร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
pat_jesty
วันที่ 4 พ.ค. 2555

สิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง มีเหตุมีปัจจัยให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นๆ ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้เลย และจะรู้ได้ก็เมื่อเกิดขึ้นปรากฏแล้วเท่านั้น อาการปวดเกิดขึ้นมีแล้ว จึงปวด ไม่สามารถบังคับไม่ให้หยุดปวดได้ ดังนั้นสิ่งที่ดูเหมือนจะทำได้ดีที่สุด คือ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

อาการปวดไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปวดบ้าง ไม่ปวดบ้าง น้อยบ้าง มากบ้าง โรคร้าย แท้ที่จริงแล้ว ถ้าลองพิจารณา มีจริงๆ หรือ หรือมีเมื่อคิดถึง จากสิ่งที่ได้ยินได้ ฟังมาว่าเป็นโรคร้าย ขณะที่ไม่ได้ปวด ไม่ได้คิดถึง ขณะนั้นต่างอะไรกับชีวิตปกติธรรมดากับตอนที่ยังไม่ทราบว่าเป็นโรคร้าย หรือเป็นเพียงแค่การคิดถึงเรื่องราว และบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าเป็นโรคร้าย และคิดไปต่างๆ นานา ทุกข์กายนั้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ทุกข์ใจยังบรรเทา คลายได้บ้าง จากความเข้าใจที่ถูกต้อง และแง่คิดดีๆ ค่ะ

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด บังคับบัญชาไม่ได้ และ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาบ่อยๆ ว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นไปได้ เรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่สามารถล่วงพ้นไปได้ ตลอดจนถึงเรามีกรรรมเป็นของๆ ตน ทำดีหรือทำชั่วก็เป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
peeraphon
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ก็ประสบ พบเห็น บุคคลที่ได้รับความทุกข์ทรมาน จากอาการเจ็บป่วยจากโรคร้ายมี มะเร็ง เป็นต้น มาเยอะพอสมควร. และก็คิดขึ้นได้ว่า หากเราได้กระทำกรรม ที่จะให้ผลเป็นวิบากเช่นนั้นบ้างก็คงห้ามไม่ได้ เพราะก็ไม่รู้ว่า กี่ล้านชาติมาแล้วที่ได้กระทำกรรมอันใดไว้ ที่อาจจะให้ผลเป็นอย่างนั้น แต่ให้เข้าใจไว้ว่า นั่นก็คือ สภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรา ความรู้สึกเจ็บปวดจะเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครห้ามได้. อาการเจ็บเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมีดับไปเป็นธรรมดา ก่อนหน้านี้ไม่มีเรา แล้วจะไม่มีเรา ในวันใดวันหนึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อ เมื่อก่อนไม่มีร่างกายนี้ หลังจากนี้จะไม่มีร่างกายนี้ ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ. แต่ที่สำคัญที่สุดคือสะสมปัญญาจากการศึกษาพระธรรมตอนนี้ เพื่อละการยึดถือว่าเป็นเราครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อมีรูปร่างกายแล้ว ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บไข้ได้ป่วยได้ เนื่องจากว่าร่างกายเป็นรังของโรค เป็นบ่อเกิดแห่งโรค การเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นผลของกรรมซึ่งไม่มีผู้ใดจะบังคับได้เลย วันนี้แข็งแรงดี พรุ่งนี้อาจจะเจ็บป่วยก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญาที่ได้อบรมมาแล้ว ถึงแม้ในขณะที่วิบากซึ่งเป็นผลของกรรม คือ การเจ็บป่วยเกิดขึ้น เป็นเครื่องเตือนได้ว่า เป็นเวลาที่ไม่ควรประมาท ไม่ประมาทในการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา และไม่ประมาทในการเจริญกุศลประการต่างๆ เป็นธรรมที่จะเป็นที่พึ่งต่อไปในภายหน้า ความกลัว ความทุกข์ใจ ก็เป็นธรรมที่มีจริงที่เกิดขึ้น เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีตัวตนที่จะไปห้าม หรือ ไปบังคับ เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย ก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ไม่ใช่เราเลย เป็นแต่เพียงธรรม และที่สำคัญ เป็นเรื่องของผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่อย่างแท้จริง เพราะผู้ที่หมดทุกข์ใจ หมดโรคทางใจ คือกิเลสแล้ว มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้น คือ พระอรหันต์ ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ..

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เซจาน้อย
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"แม้พระอรหันต์ก็ยังมีทุกข์กาย"

"แม้คิดก็เป็นธรรมบังคับบัญชาไม่ได้"

"แบ่งเวลามาศึกษาและฟังพระธรรมจะช่วยให้คลายทุกข์ทางใจ"

"ขณะที่ฟังเข้าใจ จิตเป็นกุศล ขณะนั้นก็จะไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเลยครับ"

"สัตว์โลกเป็นที่ดูผลของบุญและบาป"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม, อ.คำปั่นและทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 5 พ.ค. 2555

เพราะต้องเป็นเรา และเพราะต้องเป็นอย่างนี้แหละ ไม่เป็นอย่างอื่นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครทำให้ เมื่อยอมรับความจริงได้แล้ว เหลือเพียงว่าจะดูแลรักษาตัวเองให้ดีที่สุดได้อย่างไรก็ทำไป เพราะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตามเหตุตามปัจจัยนั่นแหละ ถ้าคิดทางบวก การได้พักรักษาตัว อาจเป็นโอกาสให้ได้ฟังพระธรรมมากขึ้นก็ได้

ขอเป็นกำลังใจให้ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ทุกอย่างเป็นธัมมะและเป็นอนัตตา คือ บังคับบัญชาไม่ได้จริงๆ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
phangphon
วันที่ 5 พ.ค. 2555

ขอขอบพระคุณทุกท่าน

ผมอ่านทุกอนุสติที่ได้รับ

ถือว่าตนเองมีบุญ

ที่ได้มาพบเว็บไซต์นี้

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
kinder
วันที่ 6 พ.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
เข้าใจ
เข้าใจ
วันที่ 7 พ.ค. 2555

อกุศลในอดีตได้ตามมาทันแล้ว ที่เจ็บป่วยเพราะได้เคยประทุษร้ายผู้อื่นไว้ในอดีต เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้แล้ว ทุกๆ คนที่เกิดมาในภพชาตินี้ก็เนื่องมาจากเหตุในอดีต ปัจจุบันคือผล เราเป็นผู้ครองเรือน อย่างน้อยต้องรักษาศีล ๕ ไว้ให้มั่นคง ที่เราเจ็บป่วยเนื่องจากศีลข้อที่ ๑ เรารักษาไม่ดี ถ้าผิดศีลข้อที่ ๒ ก็เป็นเหตุให้เสียทรัพย์ ถ้าผิดศีลข้อที่ ๓ ก็เป็นเหตุให้คู่ครองนอกใจ ถ้าผิดศีลข้อที่ ๔ ก็เป็นเหตุให้พบเจอแต่ผู้ที่ชอบโกหกหลอกลวง และถ้าผิดศีลข้อที่ ๕ ก็จะอับปัญญา ถึงคราวเจ็บป่วย ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยน่ากลัวแล้ว คุณหมอเขาเก่งๆ กันทั้งนั้น ธรรมดาครับ ขันธ์ป่วยก็ต้องซ่อม ไม่มีทางอื่นให้เลือกอยู่แล้ว ถ้าเจ็บหรือปวด ดูซิครับใครปวด เราปวดหรือรูปปวด เราไม่มี มีแต่รูปกับนาม

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
JANDHRA
วันที่ 8 พ.ค. 2555

คุณ phangphon..

ความตาย มิใช่การดับอย่างสิ้นเชิงอันน่ากลัว เพราะไม่ได้ตายไปจริงๆ หรอก เป็นเพียงการเปลี่ยนจากร่างหนึ่ง ไปสู่อีกร่างหนึ่งเท่านั้น แต่จิตยังคงเป็นดวงเดิม และการเปลี่ยนจากร่างหนึ่งไปสู่อีกร่างหนึ่งนั้น ก็เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมให้เปลี่ยนไป ส่วนจะเป็นไปเช่นไรนั้น มีผู้รู้อยู่คนเดียว และสิ่งที่จะทำให้รู้ได้เพียงสิ่งเดียว ผู้รู้คนแรก คือพระพุทธเจ้าผู้ทรงสามารถพยากรณ์ทางไปของสรรพสัตว์ได้ แล้วสิ่งที่จะทำให้รู้ได้ว่าจะไปไหนนั้น คือ กรรม อันผู้กระทำได้ศึกษาแล้ว และได้กระทำให้เป็นไปตามผลแห่งกรรมที่ตนได้รู้ชัดเจน เพื่อความเป็นไปในอนาคตแล้วนั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงเรียกวิธีพยากรณ์ทางไปของตนเองว่า แว่นส่องธรรม

คนที่ชรา จนใกล้ถึงแก่ความตายนั้น ที่ยังมัวแต่หวงแหนชีวิต เกิดความกลัดกลุ้มว่า อยากได้กลับเป็นหนุ่มสาวนั้น ชื่อว่ามัวเมาในชาติ เพราะการที่จะกลับมาหนุ่มสาวพร้อมด้วยกำลังวังชาอีก หาได้เกิดขึ้นได้อีกไม่ แต่หากเหล่าผู้รู้แม้มีวัยอันชรา หรือเจ็บไข้ได้ป่วยจะคิดว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ไปเสียซึ่งสภาพอันกำลังจะเน่าเปื่อยผุพังนี้ เพื่อจะได้ไปสู่ในร่างใหม่ที่จะกระทำบุญ สร้างกุศล เจริญสติปัญญาให้มากกว่าในปัจจุบันนี้ แล้วจะพึงระลึกถึงแต่บุญกุศลอันใดที่ตนยังไม่ได้ทำ และที่ตนทำแล้ว แลบุญกุศลอันใดที่ยังไม่ได้ทำอีกบ้าง ดังนั้น คุณพึงพิจารณาให้ดับซึ่งความทุกข์อันเกิดจากโรคร้ายนี้เสีย อย่าให้ความกังวลนี้มากระทำอกุศลให้กับปฏิสนธิจิตสำหรับภพใหม่ได้

จึงควรอย่างยิ่ง ที่จะระลึกถึงแต่บุญกุศลอันใดที่ได้ประกอบไว้ ระลึกให้จดจำให้ขึ้นใจ พิจารณาความทุกข์นี้ ให้เหมือนกับพิจารณาว่า ร่างกายนี้ ไม่ได้สะอาด แต่ล้วนได้มาด้วยวิญญาณ ซากสัตว์ที่ทุรนทุรายกว่าคุณ ที่ถูกนักฆ่า ฆ่ามาขายเพื่อให้คุณได้ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาซื้อ มาบำรุงเลี้ยงเป็นร่างกายให้คุณได้มานอนเจ็บอยู่อย่างนี้ คุณอาจมีเวลาที่ดีกว่าคนอื่น ที่อย่างน้อยได้ถึงเวลาได้พิจารณาโทษของการมีชีวิตที่วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น เพราะหากว่าคุณขณะนี้ ยังอยู่กับความสุข จะหาเวลาที่ไหนได้สนใจ ไขว่คว้าหาสิ่งที่ทำให้ตนพ้นทุกข์กันเล่า จงตั้งหน้าตั้งใจ ระลึกถึงกุศล และบุญที่เคยได้กระทำไว้ให้มาก รักษาศีล ๕ ให้เหมือนกับความพยายามอยากรักษาชีวิตไว้ เวลาของคุณอาจไม่หมดไปก็ได้ และทุกครั้งที่ระลึกถึงกุศลข้อใดก็ตามแต่ จงแผ่บุญกุศลนั้นๆ ไปให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน เพราะนี่ คือบุญของการสร้างทายาทของกัลยาณมิตรในปัจจุบัน และอนาคต ... ให้กับคุณเอง

ขอคุณจงหายจากโรคทั้งปวงเถิด ...

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
พรรณี
พรรณี
วันที่ 8 พ.ค. 2555

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่าน ขอให้คุณพังพอนคลายความเจ็บปวดลงด้วยปัญญาที่เกิดจากการได้ฟังพระธรรมในทุกๆ ครั้ง และขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
พรรณี
พรรณี
วันที่ 8 พ.ค. 2555

ขออภัย ดิฉันคงสะกดชื่อภาษาไทยของคุณ Phangphon ไม่ถูกค่ะ ขออภัยด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
เซจาน้อย
วันที่ 8 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เรียนความคิดเห็นที่ 12 ครับ

"จิตเกิดดับสืบต่อตลอดเป็นดวงใหม่เสมอครับ"

ความตายมี ๓ อย่างคือ

๑. ขณิกมรณะ หมายถึง ความตายแต่ละขณะของนาม ของรูป

๒. สมมุติมรณะ หมายถึง ความตายของสัตว์ในแต่ละอัตภาพ (คนตาย สัคว์ตาย)

๓. สมุจเฉทมรณะ หมายถึง การตายของพระอรหันต์ที่เรียกว่าปรินิพพาน เป็นการตายชนิดที่ไม่มีการเกิดอีก

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
wittawat
วันที่ 9 พ.ค. 2555

ชีวิตเป็นของน้อย แขวนไว้เพียงลมหายใจเพียงแผ่วๆ ก็ไม่ได้มีอะไรแน่นอนเลย ถ้าได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม เข้าใจพระธรรม และความเข้าใจนั้น จะสะสมไปได้ ไม่มีใครทราบว่าตนเองจะถึงเวลาเมื่อไร

ที่เข้าใจว่าต้องเดือดร้อนในเวลานั้น หรือแม้แต่ตั้งใจว่าจะไปที่นั่นที่นี่ ใครจะรู้ว่าจะถึงเวลาที่กรรมใดๆ จะตัดรอนเมื่อไร เพราะฉะนั้นถ้าได้ฟังธรรม เข้าใจเป็นประโยชน์ที่สุดครับ เพราะธรรมเท่านั้นที่เกื้อกูล ที่เป็นที่พึ่งที่แท้จริง

ขอเล่าเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย

ผมเองเคยประสบอุบัติเหตุ ตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าชีวิตจะมีต่อไปหรือไม่ แต่ก็ผ่านไปแล้ว แล้วใครจะทราบว่าชีวิตข้างหน้าที่แท้จะเป็นอย่างไร ที่หวังว่าจะไปอยู่ที่นั่นที่นี่ในเวลานั้น เวลานี้ จะเป็นจริง หรือไม่ ใครจะรู้ว่า กรรม คือ มือที่มองไม่เห็น ที่ทำได้ทุกอย่าง จะให้ผลเมื่อไร จะรุนแรงเพียงใด หรือขณะนั้นจะอยู่ที่ไหน อยู่ในน้ำ อยู่บนบก อยู่ในอากาศ กรรมนั้นก็ให้ผลได้ไม่จำกัด

เพราะฉะนั้น ถ้ามีโอกาสได้เข้าใจธรรม ก็เป็นขณะที่แสนยาก ที่จะได้ยินคำที่เป็นประโยชน์ ที่ได้พบยากอย่างยิ่งในสังสารวัฏฏ์ และเวลาที่เหลืออยู่ ประโยชน์สูงสุดของการมีชีวิต ก็คือ มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
choonj
วันที่ 9 พ.ค. 2555

ขอแสดงความเห็นเป็นแง่คิดอีกอย่าง

ตามปรกติ คนไม่เป็นโรคร้ายอะไร ก็จะมีเวทนาดีบ้างร้ายบ้างสลับกันไป ส่วนมากก็ไม่สนใจหรอก แล้วแต่จะเกิด และก็นำจิตเป็นไป แต่เมื่อเป็นโรคร้าย เวทนาที่ปวดย่อมมาเยือนบ่อยๆ และมีกำลังมาก เป็นปัญหาที่ใหญ่มากเมื่อปวดมีอยู่ ในอดีต แม้เป็นพระอรหันต์ ก็ยังฆ่าต้วตายเพื่อหนีโรคร้าย นี่ไม่ใช่แนะนำให้ฆ่าตัวตายนะ แต่เป็นตัวอย่างและแง่คิดว่า การเป็นพระอรหันต์นั้นแสนยาก ธรรมะต่างๆ นั้นย่อมรู้ทั่ว จึงฆ่าตัวตายได้และยังคงอยู่เป็นพระอรหันต์ แต่เรานี่สิยังไม่รู้ธรรมะ จะเอาอย่างท่านไม่ได้ แต่ก็บอกอะไรบางอย่างว่า เมื่อรู้ธรรมะแล้วเวทนาก็เป็นเพียงเวทนา เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับ รู้อย่างนี้ก็ยังปวดอยู่ แม้เป็นพระอรหันต์ก็ยังปวดอยู่ แต่ท่านไม่ได้เดือดร้อนกับปวดนั้น เราน่ะเดือดร้อน เมื่อเดือดร้อนอยู่ ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องอยู่กับปวด ปวดก็ปวดไป แต่เวลาที่เหลืออยู่ ลองศึกษาธรรมะซิว่าจะเอาอย่างพระอรหันต์ได้มั้ย ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น จึงเป็นการบริหารเวลาให้ได้ประโยชน์สูงสุด ... ฯ เป็นแง่คิดอีกอย่าง

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
hiriotappa
hiriotappa
วันที่ 9 พ.ค. 2555

เป็นบุญของพวกเราจริงๆ

ขอขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
pornchai.s
pornchai.s
วันที่ 9 พ.ค. 2555

สุขสบายทางกาย (กายวิญญาณกุศลวิบาก) เป็นผลจากกุศลกรรมที่เราทำไว้แล้ว

ทุกข์ทางกาย (กายวิญญาณอกุศลวิบาก) เป็นผลมาจากอกุศลกรรมที่เราทำไว้แล้ว

ถ้าจะมีคำถามว่า "ทำไมถึงต้องเป็นเรา?"

ก็คงจะตอบตามพระธรรมที่ทรงแสดงได้ว่า

"เพราะอกุศลกรรมที่เราทำไว้แล้วนั่นเอง ไม่มีใครทำให้"

ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา จึงไม่มีเรา เป็นเพียงจิต, เจตสิก, รูป เท่านั้น

ทุกข์ทางกาย คือจิต และเจตสิกที่เกิดขึ้นรับรู้ความเจ็บปวดทางกายนั้นเอง ไม่ใช่เรา

โดยนัยเดียวกัน เห็น-ได้ยิน-ได้กลิ่น-ลิ้มรส ก็เป็นจิตซึ่งเป็นผลของกรรมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
phangphon
วันที่ 11 พ.ค. 2555

กำหนดการผ่าตัด ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์

มหาวิทยาลับขอนแก่น

๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ นี้

ผมมีกำลังใจที่จะสู้

ขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาแนะนำ

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 11 พ.ค. 2555

ตอบความเห็นที่ 21 ค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้คุณผ่านไปด้วยดี และ ที่สำคัญ ขอให้คุณมีธรรมะเป็นที่พึ่งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
พรรณี
พรรณี
วันที่ 27 มิ.ย. 2555

ขณะนี้คุณ Phangphon มีอาการเป็นอย่างไรบ้างคะ หวังว่าการเข้ารับการผ่าตัดคงประสพความสำเร็จไปด้วยดี ถึงแม้จะมีไข้ได้เจ็บก็สามารถศึกษาอบรมธรรมได้ มิได้เป็นเครื่องกั้นแต่อย่างใด

ขออนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ