อุบัติเหตุกับจิตที่ไม่เหมือนเดิม
 
samroang69
samroang69
วันที่  4 พ.ค. 2555
หมายเลข  21074
อ่าน  2,820

ที่เคยได้เจอมาก็มีเรื่องอยากถามสักนิดครับว่า การที่คนเรานั้นเกิดอุบัติเหตุแล้วสมองได้รับกระทบกระเทือนมาก แต่หมอก็รักษาร่างกายให้หายเป็นดังเดิมได้ แต่ทำไม่บางคนถึงได้เปลี่ยนไปจากเดิม เช่นนิสัยที่เคยก้าวร้าวแล้วก็ได้กลับมาเป็นคนเรียบร้อยได้ แล้ว จากการที่ได้เป็นสาวประเภทสองคือตัวเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงนั้นก็ได้กลับมาเป็นชาย ได้ปรกติ นี่เป็นเพราะวิบากกรรมหรือไม่ แล้วจิตที่เคยสั่งสมมาไปไหน พฤติกรรมที่เคยมีมาหายไปไหน คนเหล่านั้นก็เป็นผู้ที่ยังมีสติดีทุกอย่าง หลังจากที่ได้ประสบอุบัติเหตุ

ถามว่านิสัยเปลี่ยนไปเพราะอะไรเป็นปัจจัย แล้วจิตที่เคยสั่งสมหายไปไหน

ขอรบกวนตอบให้ ด้วยนะครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมเป็นเรื่องละเอียดมาก ขอแสดงตามความเข้าใจดังนี้ ครับ

ประเด็นแรก

การที่คนเรานั้นเกิดอุบัติเหตุแล้วสมองได้รับกระทบกระเทือนมากแต่หมอก็รักษาร่างกายให้หายเป็นดังเดิมได้ แต่ทำไมบางคนถึงได้เปลี่ยนไปจากเดิม เช่นนิสัยที่เคยก้าวร้าวแล้วก็ได้กลับมาเป็นคนเรียบร้อยได้


- สภาพธรรมที่เป็น จิต เป็นสภาพธรรมที่สะสม คือ สะสมทั้งฝ่ายที่ดี และ ไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อสะสมแล้ว จะต้องมีเหตุปัจจัยให้มีการแสดงออกมาตามการสะสมทั้งหมด ครับ แล้วแต่ว่ามีเหตุปัจจัยพร้อมที่จะแสดงออกมาทางกาย วาจาในการสะสมนั้นหรือไม่ ซึ่งเหตุปัจจัยที่จะทำให้มีการแสดงออกทางกาย วาจา ก็ต้องอาศัย จิต เจตสิกและรูปด้วย และรูปนั้นก็ต้องเป็นรูปที่เหมาะสม ควรแก่การงาน

ยกตัวอย่าง จิตที่สะสมมา แต่ไม่ได้เหตุปัจจัยให้เกิด เช่น สะสมความโกรธมามากแน่นอนครับว่า ในสังสารวัฏฏ์นั้น สัตว์โลกสะสมกิเลสมามาก รวมทั้งโทสะด้วย แต่เมื่อเกิดในพรหมโลก มีรูปพรหม เป็นต้น เกิดด้วยกุศลวิบากที่ประกอบด้วยปัญญาที่มีกำลัง อันอาศัยฌาน เพราะฉะนั้น เหตุปัจจัยที่จะเกิดโทสะในพรหมโลก จึงแทบไม่มี เพราะด้วยกุศลวิบากที่เกิดจากปัญญาที่เคยอบรมสมถภาวนา จนสงบจากกิเลสจนมีกำลัง และ รูปพรหม ก็เป็นภพภูมิที่พบแต่รูปที่ดี ที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดโทสะน้อย นี่แสดงให้เห็นครับว่า แม้จะสะสมโทสะมามาก แต่ เมื่อเหตุปัจจัยไม่พร้อม โทสะก็ไม่เกิด ความดุร้าย ขี้โกรธ ก็ไม่เกิดครับ

ส่วนคนที่ประสบอุบัติเหตุทางสมอง บางคนหายแล้ว กลับเป็นคนเรียบร้อย เรียบร้อยในที่นี้ ต้องอธิบายให้ถูกครับ ไม่ใช่เรียบร้อยด้วยกุศลธรรม ด้วยกุศลจิตที่เกิดขึ้น แต่เป็นความเชื่องช้าของร่างกาย การตอบสนองของร่างกายที่ไม่ดี จึงเป็นปัจจัยให้ดูเรียบร้อยไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ประสบอุบัติเหตุ ครับ

ตามที่กล่าวแล้ว สภาพธรรมอาศัยเหตุปัจจัย จึงเกิดขึ้น คือ อาศัย จิต เจตสิกและรูปในภพภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็ต้องอาศัยรูปด้วย จึงจะมีการเคลื่อนไหวไปมาทางกาย วาจา เมื่อรูปบางอย่าง ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ แม้รูปนั้นเป็นรูปที่เกิดจากอุตุ มีสมอง แต่ก็ย่อมมีผลกระทบกับรูปอื่นๆ ด้วย เมื่อรูปอื่นๆ มีปัญหา คือ รูปที่อ่อน ที่ควรแก่การงาน อันจะเป็นปัจจัยให้มีการเคลื่อนไหวอย่างตามใจ หรือรวดเร็ว หรือ เคลื่อนไหวได้ก็มีปัญหาตามมาด้วย ทำให้เชื่องช้า ไม่รวดเร็ว ดังเมื่อก่อนที่คนมักโกรธจะทำอะไร รวดเร็ว แต่เมื่อรูปมีปัญหา แม้จะโกรธในใจ แต่ก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างรวดเร็ว มีกำลัง แม้บางคนโกรธมาก แต่ไม่มีปัญหาทางร่างกาย ก็สามารถเก็บอารมณ์ได้ ส่วนคนที่มีปัญหาทางร่างกาย มีปัญหากับรูป การสะสมไม่ได้หายไปไหน แต่ เพราะ รูปที่ควรแก่การงานและรูปอื่นๆ มีปัญหา ทำให้ปรากฏว่า เป็นคนที่เรียบร้อยขึ้น แต่ไม่ใช่เรียบร้อยเพราะกุศล ครับ เพราะฉะนั้น การสะสมไม่ได้หายไปไหน สะสมต่อไป เพียงแต่จะมีเหตุปัจจัยให้เกิด หรือไม่ และ กิริยาอาการเรียบร้อย ไม่ได้เป็นการแสดงถึงว่า จิตใจจะเรียบร้อย ไม่โกรธ ครับ เพียงแต่รูปนั้น จะไหวไปตามได้อย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่เท่านั้นสำหรับคนที่ได้รับกระทบทางสมอง ครับ รวมทั้ง เมื่อประสบอุบัติเหตุทางสมอง ย่อมมีผลกระทบกับรูปที่เป็นส่วนประกอบของตา หู จมูก ลิ้น ทำให้มีผลต่อรูปที่เกิดจากกรรม คือ ตา หู จมูก ด้วยครับ เพราะรูปที่เป็นส่วนประกอบ เช่น เบ้าตา ส่วนกระดูกในหู และรูปที่เกิดจากอุตุมีปัญหา ทำให้ประสาทสัมผัสจึงไม่ดีเต็มที่ ทำให้ดูเป็นผู้เชื่องช้า เรียบร้อย เพราะประสาทสัมผัสไม่ดี ทางตา หู ไม่ดีเหมือนเดิม ครับ แต่ผู้ที่ไม่ได้รับกระทบรูปอื่นมากมาย ก็ทำให้ไม่เชื่องช้า ไม่ได้ดูเรียบร้อย เป็นปกติเหมือนเดิม ครับ


ส่วนประเด็น

แล้วจากการที่ได้เป็นสาวประเภทสองคือตัวเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงนั้น ก็ได้กลับมาเป็นชายได้ปรกติ นี่เป็นเพราะวิบากกรรมหรือไม่ แล้วจิตที่เคยสั่งสมมาไปไหน พฤติกรรมที่เคยมีมาหายไปไหน


- ผู้ชายที่มีใจเป็นผู้หญิง ไม่ใช่เกิดจากผลของกรรม เพราะผู้ที่เป็นกระเทยจริงๆ คือ ผู้ที่ไม่มีเพศเลย แต่ที่ เป็นชายแต่ใจเป็นผู้หญิง เพราะเคยเกิดเป็นหญิงมาหลายร้อยชาติติดต่อกัน เมื่อชาตินี้เป็นผู้ชาย การสะสมไม่ได้หายไปไหน ก็ทำให้ชอบความเป็นหญิงอยู่ครับ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า คนเราเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ดังนั้น ก็ต้องเกิดเป็นผู้ชายมาแล้วนับชาติไม่ถ้วนด้วย ดังนั้น แม้ตอนแรก เป็นผู้ชาย แต่ใจเป็นผู้หญิง แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใจผู้ชายได้ เพราะเคยเกิดเป็นผู้ชายมามากแล้ว ครับ ดังนั้น จึงแสดงการสะสมที่ไม่ได้หายไปไหน แต่สะสมสืบต่อไป สลับระหว่างผู้ชายและผู้หญิงเป็นธรรมดา ครับ

ดังนั้น การสะสมไม่ได้หายไปไหน นิสัยก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ว่าจะได้เหตุปัจจัยที่การสะสมนั้นจะแสดงออกมาหรือไม่ และนิสัยอะไรจะแสดงออกมา เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เราไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขณะต่อไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงซึ่งเป็นธรรม นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น แม้การประสบอุบัติเหตุประการต่างๆ ได้รับความทุกข์ทรมานเดือดร้อน ก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นการได้รับผลของกรรม ซึ่งต้องมีเหตุที่ได้กระทำแล้วในอดีตเป็นปัจจัย แสดงให้เห็นว่า เพราะยังไม่ได้ดับกิเลสทั้งปวงถึงความเป็นพระอรหันต์ สังสารวัฏฏ์ ยังดำเนินต่อไป เมื่อเกิดมาในภพหนึ่งชาติหนึ่ง เต็มไปด้วยภัยต่างๆ มากมาย โดยที่ไม่รู้ว่าจะประสบกับอะไรบ้าง ชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละขณะเป็นจิตที่เกิดดับสืบต่อกันอย่างไม่ขาดสาย เป็นอย่างนี้มาแล้วในสังสารวัฏฏ์ และยังจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก ไม่ว่าจะประสบอุบัติเหตุหรือไม่ประสบอุบัติเหตุ ก็ไม่เคยปราศจากจิต มีจิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอด สิ่งที่สะสมมาแล้วไม่สูญหายไปไหน ทั้งดีและไม่ดีก็สะสมสืบต่ออยู่ในจิต โดยที่ไม่ปะปนกัน ส่วนที่ดี ก็เป็นคนละส่วนกันกับส่วนที่ไม่ดีและมีความประพฤติเป็นไปในชีวิตประจำวันแตกต่างกันออกไปตามการสะสม ตราบใดที่ยังดับกิเลสอะไรๆ ไม่ได้ อกุศลจิตย่อมเกิดขึ้นเป็นไปมากในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขึ้นอยู่กับการสะสมของแต่ละบุคคลอีกเหมือนกันว่าจะเห็นโทษของอกุศลและเห็นคุณของกุศลหรือไม่ ถ้าไม่เห็นโทษของอกุศล ย่อมเป็นผู้ประมาทมัวเมา เป็นเหตุให้อกุศลเกิดเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น หนทางที่จะเป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลส จนกว่าจะสามารถดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น มีทางเดียวเท่านั้นคือการอบรมเจริญปัญญาที่สำคัญจะต้องมีความเข้าใจถูกเห็นถูกตั้งแต่ต้นจริงๆ ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เซจาน้อย
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.ผเดิม, อ.คำปั่นและทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
samroang69
samroang69
วันที่ 4 พ.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 5 พ.ค. 2555

ความตายก็ทำให้คนเปลี่ยนจากความไม่ดี เป็นคนดีได้ อย่างเช่น พระเทวทัตเป็นคนไม่ดี ทำร้ายพระพุทธเจ้าบ่อยๆ ทำสงฆ์ให้แตกกัน ทำกรรมหนักมาก ทำให้แผ่นดินสูบ แต่ก่อนตาย พระเทวทัตสำนึกผิด ก็เอาคางเป็นพุทธบูชา ตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ทุกคนก็มีโอกาสทำดี ทำชั่วได้เหมือนกัน ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
kinder
วันที่ 6 พ.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
tanakase
วันที่ 6 พ.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ