Print 
พระแม่องค์ธรรม???
 
lovedhamma
lovedhamma
วันที่  7 ม.ค. 2555
หมายเลข  20325
อ่าน  9,159

พระแม่องค์ธรรม มีจริงหรือไม่ครับ แล้วพระโพธิสัตว์ เจ้าแม่กวนอิม พระพุทธจี้กง เกี่ยวข้องอะไรกับเราชาวพุทธบ้างครับ บูชา หรือ เป็นพระผู้ควรนับถือหรือไม่ครับ?


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 7 ม.ค. 2555 16:54 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว พระองค์ไม่ไ่ด้ประทานให้ใคร ผู้ใด เป็นศาสดาแทนพระองค์ แต่ทรงให้ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นศาสดาแทนพระองค์ผู้ที่เป็นพุทธบริษัท จึงความเป็นผู้เคารพในพระธรรมด้วยการศึกษา ฟังพระธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้อย่างถูกต้องครับ

     ซึ่ง พระแม่องค์ธรรม ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่แสดงไว้ และที่สำคัญ ในคำสอนของพระแม่องค์ธรรมนั้น ก็สอนว่าจะมีพระศรีอริยเมตไตรอีกไม่นาน มาช่วยโลกซึ่งในสัจจะความจริง การจะอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า พระศรีอริยเมตไตร นั้น จะต้องอีกยาวนาน นับเวลาไม่ได้เลยครับ กว่าที่พระองค์จะอุบัติขึ้น คำสอนนั้นจึงไม่เป็นความจริงตามที่กล่าว ซึ่งขัดกับหลักที่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และในประเด็นของเจ้าแม่กวนอิน และพระจี้กง คงไม่ต้องกล่าวว่ามีจริงหรือไม่มีจริง แต่ตัดสินที่เหตุผล คือ สิ่งที่สอนนั้น ถูกต้องตรงตามหลักสัจจะ ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหรือไม่ครับ ซึ่ง จากคำสอนที่ได้ศึกษามาในพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายานนั้น แสดงว่า เมื่อบรรลุแล้ว เ็ป็นพระอรหันต์ ก็ยังสามารถกลับมาช่วยโลกมนุษย์ได้อีก ซึ่งขัดกับหลักพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว ย่อมไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมที่เป็นขันธ์อีกเเลยครับ ดังนั้น หากเราจะรู้ว่าสิ่งใด จริง ไม่จริงก็อาศัยพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ที่เป็นสัจจะ เทียบเคียงกับพระธรรมว่าถูกต้อง ตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรง ไม่ถูกต้องก็ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่พระพุทธสาสนา เพราะไม่ใช่พระปัญญาที่พระองค์ได้ตรัสรู้ครับ ทุกสิ่งควรเทียบเคียงกับพระธรรม เพราะพระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ครับ

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 7 ม.ค. 2555 18:20 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น   

     นี่คือ เหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ที่เป็นชาวพุทธจะต้องได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง  ด้วยความละเอียดรอบคอบ ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เข้าใจธรรมอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง  ไม่เข้าใจผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทำให้มีความมั่นคงในความเป็นจริงมากขึ้น  สิ่งใดผิด คือ  ผิด  สิ่งใดถูก  คือ ถูก  เมื่อเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว  ใครจะว่าอย่างไร (ในสิ่งที่ผิด) ก็จะไม่คล้อยตามในความเห็นที่ผิดนั้น พร้อมทั้งยังสามารถจะเื้กื้อกูลให้ผู้อื่นได้เข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ได้ด้วยครับ                           

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ... 

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
รวงข้าวท้องแก่
วันที่ 8 ม.ค. 2555 11:51 น.

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เซจาน้อย
วันที่ 8 ม.ค. 2555 20:52 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pat_jesty
วันที่ 8 ม.ค. 2555 22:11 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 8 ม.ค. 2555 23:07 น.

ขออนุโมทนาในคำตอบของท่านผู้รู้ครับ

     พอดีกระผมไม่ได้สนใจติดตามเรื่องแบบนี้ แต่พอเห็นคำว่า "พระแม่องค์ธรรม" เลยชักแปลกใจ ว่าในหมู่ชาวพุทธเรามีการใช้คำแบบนี้เรียกใครในพระพุทธศาสนาด้วยหรือ ดูท่าว่าจะไปกันใหญ่

     จะเป็นอะไรไหมครับถ้าจะขอข้อมูลเกี่ยวกับ "พระแม่องค์ธรรม" เพื่อศึกษาดูว่าเขาใช้เรียกใครด้วยเหตุผลอะไร (เพื่อรู้เขา รู้เรา) จะได้แก้ไปให้ถึงต้นตอต้นเหตุจริงๆ แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ และไม่ก่อให้เกิดโทษ (มิจฉาทิฏฐิ) ก็แล้วไปเถิด

ขออนุโมทนากับท่านผู้รู้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 ม.ค. 2555 09:13 น.

เรียนความเห็นที่ 6 ครับ

     จะขอยกข้อความ คำสอนที่ของพระแม่องค์ธรรมนะครับ ซึ่งผู้อ่านก็ต้องพิจารณาและไตร่ตรองว่าตรงกับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหรือไม่ เช่น คำสอนที่ว่า จะส่งพระศรีอริยเมตตไตรมา หรือ ยำเกรง 3 ไตร่ตรองเก้า สำรวม 3 เป็นต้น ว่าตรงกับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหรือไม่ครับ คำสอนมีดังนี้ครับ

     บัดนี้กาลเวลาภัยพิบัติมาถึงแล้ว องค์ธรรมมารดาไม่อาจทนเห็นลูกๆ ถูกทำร้ายดังนั้นจึงหย่อนสายทอง ลงไปชี้ทางสว่างเผยแผ่อนุตตรธรรมทั่วหล้าส่งพระศรีอริยเมตตรัยปกครองเทวจักร มอบอำนาจให้บัญชาเหล่าทวยเทพรวมทุกศาสนให้เป็นธรรมที่เที่ยงตรงพระบรรพจารย์เทียนหยาน นิรมานกายของหลิงเมี่ยวเทียนจุนคุมธรรมจักรมอบอำนาจให้บัญชาเหล่าทวยเทพบนนิพพานไม่เหลือพุทธบุตร แดนปัจฉิมก็ไม่เหลือพระโพธิสัตว์ ล้วนลงมายังโลกช่วยเหลือธรรม “ใต้ฟ้าดินนี้มีเพียงพระบัญชาขององค์ธรรมมารดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้คล้อยตามย่อมเจริญรุ่งเรืองผู้ฝ่าฝืนย่อมย่อยยับ ซึ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน”

ยำแกรงสาม

1. ยำเกรงในพระโองการฟ้า

2. ยำเกรงผู้มีคุณธรรม

3. ยำเกรงโอวาทอริยะ

ไตร่ตรองเก้า

1. ไตร่ตรองในการดู ให้รู้แท้

2. ไตร่ตรองในการฟัง ให้รู้ชัด

3. ไตร่ตรองสีหน้าตน ให้ดูดี

4. ไตร่ตรองท่าทีของตน ให้นบนอบ

5. ไตร่ตรองวาจา ให้พูดดี

6. ไตร่ตรองเคารพงาน ให้ตั้งใจ

7. ไตร่ตรองการถามไถ่ ให้ชัดเจน

8. ไตร่ตรองอารมณ์โทสะ ให้ระงับ

9. ไตร่ตรองสิ่งที่ได้ ให้รู้ควร

สำรวมสาม

1. ความนึกคิด วันนี้ดีหรือไม่

2. กับเพื่อนพ้อง ผิดคำสัตย์มีหรือไม่

3. ทบทวนสิ่งที่เรียน ให้เข้าใจกระจ่างแจ้ง

ข้อห้ามสี่

1. สิ่งไม่ควรพูด อย่าพลั้งเผลอ

2. สิ่งไม่ควรมอง อย่ามอง สิ่งที่บัดสี

3. สิ่งที่ไม่ควรฟัง อย่าฟัง คำอัปรีย์

4. สิ่งไม่ควรทำ อย่าทำ ไร้จริยา

     จากข้อความที่ยกมานั้น เป็นเพียงความคิดที่ไม่ตรงกับหลักพระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าการจะส่งพระศรีอริยเมตตไตรมา เพราะกว่าพระองค์จะอุบัติขึ้นในโลก  ต้องระยะอีกยาวนานนับไม่ได้ และ รวมถึงส่งเทพที่นิพพาน แล้ว ก็อีกเช่นกันผู้ที่ปรินิพพานแล้ว ไม่มีการเกิดขึ้นของสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ อีก จึงไม่มีการเกิดขึ้นอีกแล้วครับ รวมทั้งในเรื่อง ไตร่ตรองเก้า ยำเกรงสามและ ข้อห้าม 4 ก็ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เป้นเพียงหลักคิดของนักคิดที่สามารถคิดพิจารณาการกระทำในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นจริยธรรมที่ควรกรทะในสังคม ซึ่งลัทธิภายนอก เช่น ชงจื้อ เล่าจื้อก็เป็นแนวคิดทางจริยธรรมเช่นนี้ครับ แต่ไม่ได้ได้สืบไปหาเหตุให้ถึงการกระทำทำที่ไม่ดี คือ กิเลส ต้นเหตุ คือ อวิชชา และไม่แสดงหนทางดับทุกข์ที่แท้จริง คือ ดับกิเลสด้วยอริยรรคมีองค์ 8 ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
jaturong
วันที่ 9 ม.ค. 2555 13:14 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
SOAMUSA
วันที่ 9 ม.ค. 2555 14:14 น.

ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยอธิบายคำว่า องค์ธรรม ด้วยค่ะ

เพราะคำนี้ก็มีความหมายในทางอภิธรรม เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
paderm
paderm
วันที่ 9 ม.ค. 2555 14:28 น.

เรียนความเห็นที่ 9 ครับ

คำว่า องค์ธรรม ที่ใช้ในภาษาของพระอภิธรรม หมายถึง ตัวปรมัตถธรรมของสภาพธรรมหรือ  ตัวสภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังกล่าวถึง เช่น ตัณหา ตัวปรมัตถธรรมของตัณหา คือ โลภะเจตสิก  ความโกรธ องค์ธรรม หรือ ตัวปรมัตถธรรม ของสภาพธรรม หรือ ตัวสภาพธรรมที่มีจริงของสภาพธรรมนั้น คือ โทสะเจตสิก เป็นต้น ความไม่รู้ องค์ธรรม หรือ ตัวสภาพธรรมที่มีจริงที่เป็นปรมัตถธรรม คือ โมหะเจตสิก เป็นต้นครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
SOAMUSA
วันที่ 9 ม.ค. 2555 19:05 น.

กราบอนุโมทนาในธรรมทานค่ะอาจารย์ ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 9 ม.ค. 2555 23:32 น.

ขอบพระคุณมากครับ

     ดูทิฏฐิของท่านนักคิดประเภทนี้แล้ว คงจะต้องเหนื่อยกันไปอีกนาน ก็สมกับที่มีพระพุทธพจน์ว่า ไม่มีธรรมอะไรที่จะให้โทษได้ร้ายแรงเท่ากับมิจฉาทิฏฐิ

ขออนุโมทนากับท่านผู้รู้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
pobkorn
วันที่ 11 ม.ค. 2555 11:27 น.

ขออนุโมทนาต่อท่านผู้มีศัทธามั่นคงในคำสอนพระพุทธองค์ จนรวมกันเป็นแสงเทียนแห่งปัญญา ที่จะนำหมู่อนุชนรุ่นหลังก้าวพ้นความคลุมเคลือ อันจะนำไปสู่ มิจฉาทิฏฐิจมดิ่งสู่อวิชชา หลงจนมืดบอด ทุกภพชาติไปอีกนานแสนนาน...เรื่องใหญ่มากเห็นด้วยไหมครับ...

     กระผมเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังศึกษาอยู่และตั้งปณิธานที่จะเห็นพระศาสนธรรมนี้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระพุทธบิดา ตามพระวจนะที่ออกจากพระโอษฐ์ตลอดพระชนม์ชีพต่อความเห็นในกระทู้นี้...กระผมขอโอกาสเล่าประสบการณ์ตรงเพิ่มเติมจากที่ได้เข้าลองศึกษาดูจากคำชักชวนแกมบังคับของอดีตภรรยาและมารดาของเธอผมเกิดในภาคอีสาน และได้ไปทำพิธีรับวิถีธรรมนี้ที่บ้านเกิด และผมจะบอกว่าลัทธิอนุตตรธรรมนี้เขาเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางทั่วประเทศและทุมเทอย่างหนักไปที่ภาคอีสาน ไม่เว้นแม้แต่ในหมู่พระภิกษุสงฆ์เองเกิดสับสนคล้อยตามไปก็มี ถึงขั้นไปนั่งประชุมธรรมรวมกับญาติโยม คนอีสานมีความศัทธาในพระพุทธศาสนามานานนมแต่ยังไม่เกิดปัญญาเข้าถึงพระธรรมจึงถูกชักชวนเหมือนกระผมว่าเป็นธรรมะที่มาจากต้นธาตุต้นธรรมเดียวกันพอศึกษาลึกเข้าไปก็จะเริ่มเปลี่ยนแนวคิดให้เราว่าพระแม่องค์ธรรมนี่ล่ะยิ่งใหญ่กว่าสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นผู้สร้าง พยายามบอกให้เราเกรงกลัวเวลาเอ่ยถึงขึ้นมาโดยยกพระเมตตาที่จะฉุดช่วยเวไนยสัตว์ ยกภัยพิบัติต่างๆๆมากล่าวอ้างให้กลัวจะได้คล้อยตามได้ง่ายขึ้นเหมือนสอนให้กลัวสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่นสมัยโบราณที่คนขาดที่พึ่งไปเที่ยวกราบต้นไม้,ฟ้าร้อง,ฟ้าผ่า,ภูเขาไฟระเบิด และอำนาจลึกลับอื่นๆๆที่เป็นอจินตัยหาสาระที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นไม่มี (ลืมมงคล ๓๘ ประการที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ว่าอย่าถือมงคลตื่นข่าว) ผมไม่ได้จะมาโจมตีนะเขาสอนให้ทำดีเป็นคนดีบรรลุได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่ถ้าจะบิดเบือนคำสอนเรื่องปรมัตถธรรม ที่พุทธองค์ตรัสสอนผมรับไม่ได้ ถ้าข้อความใดที่ผมกล่าวไปถึงหูผู้ศัทธาลัทธินี้ก็แย้งได้ว่าไม่จริงประการผมใช้เวลา ๒ ปี กับอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมใต้หวันโดยตรง และเคยฝึกอาจารย์บรรยายธรรมด้วยความหวังว่าจะนำพระธรรมคำสอนของพุทธองค์ที่ศึกษามาไปแบ่งปันสู่ญาติธรรมที่มีศัทธาดีอยู่แล้ว แต่ผมทำอะไรไม่ได้เลยไปคนละทางเลยครับ แม้แต่พระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเขายังกล่าวอ้างว่า ได้รับการชี้แนะจากพระแม่องค์ธรรมในคืน ๑๕ ค่ำ บันดาลให้เกิดแสงดาวตกแว๊บหนึ่งเข้าสู่ดวงจิตพระพุทธองค์และพระองค์ไม่กล้าบอกใครเพราะไม่อาจเปิดเผยโองการสวรรค์ว่าอย่างงั้น....ผมวิเคราะห์ที่มาที่ไปแล้วคิดว่า (ผิดถูกขออภัยน้อมรับปราชญ์ทั้งหลายช่วยชี้แนะ) ลัทธินี้ดูๆๆไปเหมือนมหายานผสมกับเต๋า,เล่าจื้อ,ขงจื้อ และ บางวิธีการคล้ายกับคริสต์

     พระบรรพจารย์ที่เขากล่าวถึงนั้นใช้วิธีประทับทรงลงมาเพื่อสอนธรรมผ่านร่างทรง ให้เหตุผลว่า การลงปรกโปรดครั้งนี้เป็นเพราะจิใจมนุษย์ต่ำทรามลงมากธรรมะอันปราณีตที่พระพุทธโคดมได้รับมอบหมายให้มาเผยแพร่ไม่อาจเข้าถึงได้แล้วทางเดียวที่จะรอดจากภัยพิบัติเบื้องบนลงโทษคือทางเดียวเท่านั้นคือรับวิถีอนุตตรธรรมเตรียมตัวเองเข้าสู่ยุคขาวที่มีพระศรีอริยเมตรัยเป็นผู้ปกครองธรรมกาล โดยเขายุคเป็น ๓ ยุคคือ ยุคเขียว สมัยพระพุทธเจ้ากัสปะ จิตใจผู้คนยังมีกิเลสเบาบางฉุดช่วยง่าย ต่อมาคือยุค แดง สมัยปัจจุบันของพระพุทธโคดม จิตใจคนต่ำช้ากิเลสหนาปัญญาทรามจึงโปรดให้ภัยพิบัติลงกวาดล้าง (เหมือนวันพิพากษาโลกเลยว่าไหมครับ) เพื่อเป็นตะแกรงร่อนเอาแต่มนุษย์ที่สมบูรณ์ คนดีมีศีลธรรมเข้าสู่ยุคขาว สมัยพระศรีอริยเมตตรัยพุทธเจ้า รายละเอียดปลีกย่อยท่านผู้รู้ได้อธิบสยไปแล้วที่ต้นกระทู้ ฝากพี่น้องเราแยกออกให้ได้อะไรเปลือก กระพี้ หรือแก่น

ธรรมสวัสดีครับ ความสุข ความเจริญทางจิต วิญญาณจงบังเกิดมีแก่สาธุชนทุกท่านเทอญ...สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
paderm
paderm
วันที่ 11 ม.ค. 2555 11:44 น.

เรียนความเห็นที่ 13 ครับ

ขอขอบพระคุณ ที่มีเจตนาดี ช่วยให้ผู้อื่นที่เข้าใจผิด ได้เข้าใจถูก ครับ 

ขอบพระคุณ คุณ pobkorn มา ณ ที่นี้ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
หวาน
วันที่ 13 ม.ค. 2555 12:05 น.

ธรรมะสวัสดีค่ะ

โดยส่วนตัวเคยเข้ารับธรรมะจากลัทธินี้ค่ะ เพราะมีลูกพี่ลูกน้องศึกษาอยู่ แต่ที่เข้ารับธรรมะเพราะมีเหตุปัจจัยและข้อสงสัยในลัทธินี้เป็นอย่างมาก ๑. ทำไมอาจารย์ผู้ถ่ายทอดเบิกธรรมต้องเป็นท่านนี้? ๒. จะมีการทำพิธีต่างๆในครั้งแรกเช่น "ไตรรัตน์" ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมาก เพราะอ้างว่าเป็นความลับห้ามเปิดเผย (แต่ดิฉันทราบมานานแล้วจากเพื่อนที่เรียนหนังสือ) เพราะถ้าหากว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนหลุดพ้นได้ ทำไมต้องเป็นความลับ? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ธรรมกับสรรพสัตว์โดยไม่มีความลับ แต่เป็นสิ่งที่รับรู้ได้เฉพาะตน หากปฏิบัติ ๓. การเข้าฟังธรรมต้องเข้าให้ได้ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด เรียกว่าเป็นคอร์สเรียนเลยก็ว่าได้ ก่อนรับธรรมะต้องทานเจอย่างน้อย ๓ วัน หลังรับแล้วต้องเข้าชั้นเรียนธรรมะขั้นพื้นฐาน ๒ วัน หลังจากนั้นต้องไปงานประชุมธรรม ๓ วัน ซึ่งดิฉันเองถูกบังคับอย่างมากให้ไป แม้จะติดธุระทางนักธรรมก็บอกให้เลื่อนไป สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์  (แต่ดิฉันไม่ได้ไป)๔. ผู้ที่มาบรรยายธรรม ก็เป็นเพียงผู้ที่อ่านหนังสือธรรมะมามากมาย แล้วมาถ่ายทอดให้ผู้ฟัง ๕. ไม่มีการสอนให้ทำสมาธิ แต่สอนให้มีศีล มีเมตตา รู้กตัญญู ๖. อาจารย์ผู้ถ่ายทอดเบิกธรรมเป็นตัวแทนของพระอาจารย์จี้กง แล้วรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นตัวแทน??? ๗. ใช้ร่างทรงเพื่อเป็นการยืนยันสิ่งต่างๆว่าเป็นเรื่องจริง แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าวิญญาณนั้นเป็นอาจารย์จี้กง? ๘. ไม่สอนให้ทำสัมมาอาชีพ แต่เน้นการวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เมตตา ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เน้นให้พุทธศาสนิกชนวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ให้ใช้ธรรมะในการดำรงชีพ ทำงาน ๙. ให้ชักชวนคนมารับธรรมะให้ได้ ๖๔ คน ถือว่าเป็นการฉุดช่วยเวไนย และถึงนิพพานได้

ข้อสงสัยยังมีอีกมากมายค่ะ รวมถึงเรื่องการประชุมธรรม ๓ วัน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากมายสำหรับลัทธินี้เพราะจะมีร่างคุณ (เด็กสาวพรมหมจรรย์ ไร้เดียงสา ไม่ดูทีวี ไม่ฟังเพลง ศึกษาธรรมะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กินเจตั้งแต่ในท้องแม่) ทำให้ดิฉันรู้สึกสงสารเด็กมากเพราะไม่เคยได้สัมผัสชีวิตที่เด็กวัยเดียวกันทำ แต่ต้องมาเป็นร่างทรง ซึ่งดิฉันคิดว่าคงไม่มีใครอยากใช้ร่างตัวเองให้วิญญาณ หรือองค์เทพมาผ่าน ทำให้กายสังขารต้องเหนื่อย และทำสำคัญในศาสนาพุทธ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยสอน

ดิฉันก็เลยมีความคิดว่าอยากจะลองศึกษาลัทธินี้ และเทียบกับศาสนาพุทธซึ่งใช้หลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเพียงแค่เวลา ๓ ครั้ง ที่สัมผัสกับลัทธินี้ดูเหมือนทุกคนเข้าขั้นงมงายเป็นอย่างมาก อยากให้ทุกคนได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และเดินทางสายกลางมากกว่าค่ะ

ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
wayupat
วันที่ 28 ม.ค. 2555 14:17 น.

พระแม่องค์ธรรมประทานญาณชีวิต

     จากเหตุผลที่สรรพสิ่งล้วนก่อเกิด และเป็นไปภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ พระเป็นเจ้าจึงได้รับการเทิดทูนว่า พระผู้สร้าง และ ต้นธาตุต้นธรรม
     จากเหตุผลที่คนเรามีจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในการที่ชีวิตจิตญาณมีจุดเริ่มต้นมาจากพระผู้สร้างพระผู้สร้างจึงได้รับ เทิดทูนว่าพระบิดา พระอัลเลาะห์ เหลาหมู่ ธรรมมารดา หรือพระแม่องค์ธรรม ฯลฯ
     จากเหตุผลที่จุดเริ่มต้นของชีวิตจิตญาณที่สถิตอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ สามารถสำแดงคุณสมบัติศักดิ์สิทธิ์และสามารถกลับคืนไปสู่สภาวะเดิมที่มาจาก ฟ้าได้ พระแม่องค์ธรรมจึงได้รับการเทิดทูนว่า พระอนุตตรธรรมเจ้า อนุตตระหมายถึง ดีเลิศ, วิเศษยิ่ง, ไม่มีสิ่งใดสูงกว่า
     จากเหตุผลที่สรรพสิ่งได้มีการก่อเกิด เจริญขึ้น เป็นไปหรือดำรงอยู่อย่างมีระเบียบ เที่ยงตรงไม่ผิดเพี้ยนจากที่ควรเป็นเช่นดวงดาวนับไม่ถ้วนที่โคจรเป็นระเบียบ อยู่ในห้วงเวหา ชีวิตที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
     อินหยางมือสว่างที่ยังประโยชน์แก่สรรพสิ่งอย่างแยบยล
     พระแม่องค์ธรรมจึงได้รับการเทิดทูนว่า สัจธรรมเจ้า

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
wayupat
วันที่ 28 ม.ค. 2555 14:20 น.

นี่แหละครับ อนุตตรธรรม ของพระแม่องค์ธรรม คือ ไท่หลินเชียงใหม่

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ม.ค. 2555 14:20 น.

เรียนความเห็นที่ 16 และ 17 ครับ

     ไม่มีใคร สร้าง เพราะมีแต่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ที่เป็น จิต เจตสิกและรูปทีเ่กิดขึ้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
lovedhamma
lovedhamma
วันที่ 29 ม.ค. 2555 09:53 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
วิริยะ
วันที่ 29 ม.ค. 2555 10:19 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
thanawat11
วันที่ 30 ม.ค. 2556 16:33 น.

เรียนความเห็นที่ 16 และ 17 ครับ

การเกิดของสรรพสิ่งมีอย่างนี้ครับ

ทุกอย่างที่ท่านรู้จักในทั่วโลกธาตุนี้ (เอาแค่ระดับมหาจักรวาลก่อนนะครับ) ประชุมลงใน ขันธุ์ทั้ง 5, ขันธุ์ 5 อย่างอย่างไรเล่า กล่าวคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน

รูป คือ ที่มองเห็นได้ด้วยตา(รวมถึงอีเล็คตรอน โปรตอน ที่เป็นพลังงาน, จักวาล มหาจักรวาล ที่มองเห็นด้วยสิ่งเนื่องด้วยตา) ทั้งหมดประชุมรวมใน มหาภูต(ภู-ตะ)ธาตุ ทั้ง 4 คือดิน น้ำ ไฟ ลม(ลมก็คืออากาศ หรือท้องฟ้านั่นแหละ) (ซึ่งจะมีรูปภายในและรูปภายนอกจะไม่กล่าวถึงครับ) ดังนั้นแค่มหาจักรวาล และยิ่งกว่า ก็ตกอยู่ภายใต้เพียงแค่รูปนี้เท่านั้นเอง

เวทนา คือ อารมณ์ เอาแค่หยาบๆ คือ อารมณ์สุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์(เฉยๆ), พอใจ, ไม่พอใจ, ทั้งพอใจและไม่พอใจ(เฉยๆ)  เป็นต้น

สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ เอาแค่หยาบๆ คือ ความจำในอดีต  เป็นต้น

สังขาร คือ การปรุงแต่ง แสดงว่ามันต้องมีสิ่งหนึ่งหรือหลายๆสิ่ง ที่ถูกปรุงแต่ง แต่มันไม่ใช่ตัวปรุงแต่ง เช่น สัญญา (ความจำในอดีต) + สังขาร = ความคิดในอดีต หรือ คิดในอนาคต และความจำ(สัญญา)ไม่ใช่สังขาร แต่ถูกกระทำพร้อมกันโดยสังขารให้เกิดเป็นธรรมชาติ หนึ่งๆ ขึ้น เช่น ความคิดในอดีต เป็นต้น หรือง่ายกว่าคือ ร่างกายมนุษย์(ตัวมนุษย์) ประกอบด้วยเนื้อและเลือด และ.......อีกมากมาย, ซึ่งเนื้อและเลือด และ.......อีกมากมาย นี้ ประกอบด้วย เซลล์, และเซลล์นี้ประกอบด้วย โครโมโซม, และโครโมโซมนี้ประกอบด้วย โปรตีนเรียงเป็นสาย, และโปรตีนเรียงเป็นสายนี้ประกอบด้วย.... สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสังขารทั้งหลาย (สัพพสังขาร) คือมันถูกปรุงแต่งขึ้น  (เอาแค่นี้ก่อน คำว่าสังขาร จะมีหลายไนย(ไน-ยะ) และกว้างมาก)

วิญญาน คือ ตัวรู้ ธาตุรู้ ผู้ที่รู้ อธิบายเช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้างต้นทั้งหมดนี้ ถูกรู้ได้ด้วยวิญญาน และ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่สามารถรู้กันและกันได้ แต่ละขันธุ์ก็ทำงานของตน แต่จะเปิดเผยได้ด้วยวิญญาน และวิญญานก็ไม่เวียนเลยไปจาก4 ธรรมชาตินี้ นี้เรียกว่าขัน 5  มันเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น เพราะมีวิญญานเข้าไปรู้ธาตุทั้ง 4 ดังกล่าวนั้นแหละเลยเกิดทุกสรรพสิ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า สิ่งที่เรียกว่า จิต มโน วิญญาน หรือ วิชานาติ(ผู้รู้แจ้งในอารมณ์) บ้างนี้ เกิดขึ้นตลอดวันตลอดคืน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ... หมายความว่า มันเรียกได้หลายชื่อดังข้างต้น

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
thanawat11
วันที่ 31 ม.ค. 2556 17:30 น.

เรียนความเห็นที่ 16 และ 17 ครับ

ทีนี้อีกทีนะครับ

พอเข้าใจขันธุ์ทั้ง 5 แล้ว จะเข้าใจได้เลยว่า ตัวท่านเอง-คนสัตว์สิ่งของ-ต้นไม้-ภูเขา-แม่น้ำ-ปรากฏการ(ฟ้าร้อง.ฟ้าผ่า.แดดออก.ฝนตก)-ความยาว ลึก เล็ก  สั้น ใหญ่- งาม ไม่งาม-ประเทศนี้-ทวีปนี้-โลกนี้-จักวาลนี้-มหาจักวาลนี้-โลกหน้า-โลกในอดีต สิ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแค่ขันธุ์5 นี้เท่านั้นเอง  และขันธุ์ทั้ง5 นี้พูดย่อเหลือ 2 คือ นาม +รูป

นาม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน

รูป ก็คือ รูป นั้นแหละ

ส่วนการทำงานของมันคือ วิญญาน จะทำหน้าที่(จะตั้งอาศัย,จะกินอาหาร,จะข้องเกี่ยว เกาะเกี่ยว) กับขันธุ์ทั้งสี่ คือนามรูปที่เหลือ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร) และวิญญานก็ไม่ได้ทำหน้าที่(ตั้งอาศัย,กินอาหาร,ข้องเกี่ยว เกาะเกี่ยว) ในอะไรเลยนอกจากขันธุ์ทั้ง 4 นี้ พระองค์จึงว่า วิญญานไม่เวียนเลยไปจาก 4 ธรรมธาตุนี้ และ ทั้ง วิญญาน และนามรูป(4ตัวที่เหลือ) ก็อาศัยกันและกันในการเกิด โดยพระผู้มีพระภาค ทรงเปรียบการทำงานของวิญญาน และนามรูปเหมือน แสงกับฉาก ดังนี้คือ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรือนยอด[ปราสาท] หรือศาลา

มีสองยอด หน้าต่างด้านทิศตะวันออก อันบุคคลเปิดไปทางเหนือหรือทางใต้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไปแสงสว่างส่องเข้าไปทางหน้าต่าง จะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ(จะมองเห็นแสงที่ไหน)

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ตั้งอยู่ที่ฝาด้านตะวันตก พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าฝาด้านตะวันตกไม่มีเล่า แสงสว่างนั้นจะพึงตั้งอยู่ ณ

ที่ไหน ฯ

ภิ. ที่แผ่นดิน พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแผ่นดินไม่มีเล่า แสงสว่างนั้นจะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ

ภิ. ที่น้ำ พระเจ้าข้า ฯ

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างนั้นจะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ

ภิ. ไม่ตั้งอยู่เลย พระเจ้าข้า ฯ (แสงย่อมไม่ปรากฏ)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล....

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค หน้าที่ ๑๐๒/๒๘๘ ข้อที่ ๒๕๐ - ๒๕๑    

แสงเปรียบเหมือนวิญญาน ส่วนฉากต่างๆนั้นเปรียบเหมือนนามรูป(ทั้ง4) ซึ่งอาศัยกันและกันในการเกิด ดังนี้

เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ไม่มี พระอัลเลาะสร้าง  พระเยโฮวาสร้าง ไม่มีพรหม มหาพรหมองค์ไดสร้าง และไม่มีพระแม่องค์ใดสร้างอะไรได้  เพราะ เทพ มหาเทพ พรหม หรือมหาพรหม ที่ได้กายในภพต่างๆเหล่านี้ ยังประกอบพร้อมด้วยขันธุ์ทั้ง 5 (บางพวก เช่นพวกที่อยู่ในสมาธิระดับสูงที่สุดก่อนเปลี่ยนกายหรือตาย เช่น สมาธิในระดับอรูปขั้นไป สูงสุดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อก็บอกแล้วว่า สัญญา เวทนา ดับ (ส่วนรูปดับก่อนนี้แล้ว) ก็ยังเหลือ 2 ขันธุ์ คือ วิญญาน และ สังขาร ปรุงแต่งว่าเป้นเรา เช่น พวก มหาพรหม เป็นต้น)   และ สิ่งเหล่านี้ พระองคืเรียกว่าสัตว์  มีคนถามพระผู้มีพระภาคว่า สิ่งที่เรียกว่าสัตว์ๆ นี้มีเหตุเพียงเท่าไดพระพุทธเจ้าข้า  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า  ราคะอันใด นันทิอันใด ตัญหาอันใด ที่ติดแล้วข้องแล้วซึ่งขันธุ์ทั้ง 5 พระองค์เรียกว่าสัตว์ ดังนี้

 

 

 
  ความคิดเห็นที่ 24  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 2 ก.พ. 2556 11:24 น.

ขอบคุณ และ อนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ