เรือนดี แต่ผู้อาศัยไม่ดี

 
เมตตา
วันที่  16 พ.ค. 2554
หมายเลข  18363
อ่าน  2,127

เรือน คือ อัตภาพนี้ ที่เป็นเพียงจิต เจตสิก และรูป ที่ยังคงต้องเกิดดับสืบต่อไป เพราะว่ายังไม่ได้ดับโลก ยังมีกิเลส ยังมีตัณหา ยังมีนายช่างผู้สร้างอัตภาพ สร้างเรือน อยู่ต่อไปในแต่ละภพแต่ละชาติ สุดแล้วแต่ว่าจะเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เพราะฉะนั้น เรือนในแต่ละภพแต่ละชาติก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมย่อม ได้เรือนที่ไม่ดี เกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์ดิรัจฉาน เปรต ... ผู้อาศัยเรือนก็มีแต่ความทุกข์ โอกาสที่จะกระทำกุศลก็ยาก ยิ่งในนรกแล้วมีแต่ความทุกข์กายทุกข์ใจ ส่วนผลของกุศลกรรมนั้นย่อมได้เรือนที่ดี เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นพรหม เป็นเทวดา และเมื่อมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ ก็ควรที่จะมีความประพฤติดีงามถูกต้องตามพระธรรม ถ้าได้ฟังพระธรรม สะสมปัญญา และ อบรมเจริญกุศลทุกประการ ย่อมกล่าวได้ว่า มีเรือนดี และผู้อาศัยเรือนก็ดีด้วย เพราะผู้ที่เข้าใจพระธรรมย่อมเป็นปัจจัยให้ประพฤติปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม แต่ถ้าประมาทมัวเมาไม่สะสมที่พึ่งให้กับตัวเอง เป็นผู้อาศัยที่ไม่ดี ย่อมไม่คุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ กล่าวได้ว่า มีเรือนดี แต่ผู้อาศัยเรือนไม่ดี

ขอเชิญคลิกอ่านได้ ...

ถูกฝังไว้ในนรก และ ถูกเชิญไว้ในสวรรค์ [ติกนิบาต]

ขออนุโมทนาค่ะ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
วันที่ 16 พ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ขออนุญาตร่วมสนทนาในประเด็นเรื่องของเรือนอีกนัยหนึ่งครับ

เรือน หรือ อัตภาพ ก็คือสภาพธรรมที่มีจริงที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ที่เป็นจิต เจตสิก รูป ที่ประชุมรวมกันแล้วบัญญัติเรียกว่าเป็นคน เป็นสัตว์ บุคคล พระพุทธเจ้าครั้งเมื่อตรัสรู้ในวิสาขบูชา พระองค์ได้เปล่งพระอุทานมีความตอนหนึ่งว่า เราแสวงหานายช่าง ผู้ทำเรือน เมื่อไม่ประสบ จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสาระ มีชาติเป็นเอนก นายช่างผู้ทำเรือนก็คือสภาพธรรมที่เป็นตัณหา ความติดข้อง เมื่อไม่ได้พบด้วยปัญญาแล้ว ก็ต้องเกิดร่ำไป อะไรเกิด คือสภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิก รูป ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เรือนมี แต่ผู้อาศัยเรือนไม่มี เพราะในความเป็นจริงไม่มีสัตว์ บุคคล ไม่มีตัวตน มีแต่สภาพธรรม มีเรือนที่เป็น จิต เจตสิก รูป ประชุมรวมกัน แต่ไม่มีผู้อาศัยเรือน เพราะไม่มีเราในรูป ไม่มีเราในเวทนา ไม่มีเราในสัญญา ไม่มีเราในสังขาร ไม่มีเราในวิญญาณ มีแต่สภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิกนั่นเองที่เรียกว่าเรือนที่เป็นอัตภาพนี้ ผู้อาศัยเรือนก็คือจิต เจตสิก

เรือนที่ดี ก็คือ เรือนที่สะสมปัญญา สะสมโสภณธรรม ธรรฝ่ายดีที่เป็นกุศลธรรมประการต่างๆ ใครสะสม ไม่มีใคร มีแต่สภาพธรรมที่เป็น จิต เจตสิกสะสม เป็นเรือนที่ดีที่จะทำให้ถึงการไม่มีเรือนอีก คือไม่มีการเกิดขึ้นของ จิต เจตสิก รูปอีก เพราะจิตที่สะสมความเห็นถูกย่อมทำให้การดับกิเลสอันเป็นนายช่างผู้สร้างเรือนได้ครับ เรือนที่ดีคือเรือนที่สะสมปัญญา ความเห็นถูกมานั่นเอง

เรือนที่ไม่ดี คือ เรือนที่ไม่ได้สะสมปัญญา แต่สะสมความไม่รู้ สะสมอกุศลธรรมต่างๆ ใครสะสม ไม่มีครับ มีแต่สภาพธรรมทีเป็น จิต เจตสิก ที่สะสมเป็นไปในจิต เมื่อเรือนไม่ดีคือจิตไม่ดี ก็ต้องทำอกุศลกรรมเกิดจิตที่เป็นอกุศลธรรม ทำให้เกิดวิบากจิตไม่ดี คือ ผลของกรรมไม่ดี ใครได้รับผลของกรรม ไม่มีใคร มีแต่จิต เจตสิก ที่เป็นไปตามเหตุที่ไม่ดีคืออกุศลธรรมที่ทำไว้ ไม่มีใครทำ ไม่มีใครได้รับผลของกรรม เพราะไม่มีเรา ไม่มีสัตว์ บุคคล ครับ

[เล่มที่ 67] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 547

ราคะ โหสะ โมหะ ความไม่ยินดี ความยินดี ความเป็นผู้ขนลุกขนพอง มีอัตภาพนี้เป็นเหตุ เกิดแต่อัตภาพนี้ ความตรึกในใจตั้งขึ้นแต่อัตภาพนี้ ย่อมผูกสัตว์ไว้ เหมือนพวกเด็กๆ ผูกกาไว้ฉะนั้น.

ปัญญา ความเห็นถูกย่อมเกื้อกูลต่อเรือนคืออัตภาพนี้ให้เป็นไปสู่การพบนายช่างเรือนคือตัณหาด้วยหนทางที่ถูก คือ ปัญญา เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เมื่อมีเรือนที่ดีคือสะสมปัญญามา ก็สะสมสิ่งที่ดีต่อไปครับ

อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
วันที่ 16 พ.ค. 2554

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง มีความละเอียดลึกซึ้ง ทรงแสดงด้วยพยัญชนะต่างๆ ก็เพื่อให้เข้าใจความจริง ที่กำลังมีในขณะนี้ แม้แต่คำว่า เรือน กับ ผู้สร้างเรือน ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมที่มีจริง ว่า เรือน เป็นธรรมที่มีจริง คือ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ซึ่งได้แก่ นามธรรม กับ รูปธรรม ที่สมมติว่าเป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้ เพราะมีเหตุ มาจากการที่ยังไม่สามารถดับตัณหาซึ่งเป็นกิเลสที่ทำให้สัตว์ต้องเกิดในภพต่างๆ อยู่ร่ำไป จึงเปรียบเสมือนกับผู้สร้างเรือน (เพราะบางนัย แสดงว่า ตัณหา เปรียบเหมือน มารดา เพราะยังสัตว์ให้เกิด)

การเกิดในสุคติภูมิ อย่างเช่น เกิดเป็นมนุษย์ ได้อัตภาพความเป็นมนุษย์ ก็เพราะกุศลกรรม เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ ที่ได้อย่างยากแสนยาก ก็ควรอย่างยิ่งที่จะกระทำตนให้เหมาะสมกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ด้วยการสะสมที่พึ่งให้กับตนเอง ด้วยการไม่ประมาทในการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญา และเจริญกุศล ประการต่างๆ ในชีวิตประจำวันเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะยังเป็นผู้ไม่สามารถดับกิเลสใดๆ ได้เลย แต่ก็ยังมีที่พึ่ง คือ กุศลธรรม ที่จะคอยประคับประคองให้เดินทางต่อไปในสังสารวัฏฏ์อย่างไม่เดือดร้อน เมื่อสะสมกุศลไว้มาก เวลาที่กุศลให้ผล ก็ทำให้เกิดในภพภูมิที่ดี มีโอกาสได้เจริญกุศลยิ่งขึ้นต่อไป จนกว่าจะมีปัญญาถึงขั้นที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม ถึงแม้ว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว มีเรือนดีแล้ว แต่ก็เป็นผู้ประมาทมัวเมา ไม่เห็นคุณของกุศล พร้อมทั้งไม่เห็นโทษของอกุศล วันหนึ่งๆ ประพฤติแต่ทุจริต เต็มไปด้วยอกุศลนานัปประการ ไม่แสวงหาที่พึ่งให้กับตนเอง บุคคลประเภทนี้ ย่อมไม่ดี (ไม่ดี เพราะเป็นอกุศลธรรม) เพราะเป็นไปกับด้วยอกุศล ซึ่งนับวันมีแต่จะพอกพูนกิเลสอกุศลให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ควรเลยที่จะเป็นอย่างนี้ และประการสำคัญ อกุศล นำมาซึ่งความทุกข์ เมื่อถึงคราวที่อกุศลกรรมให้ผล ก็ทำให้เกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น และทำให้ได้รับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเป็นอย่างมาก

ดังนั้น เกิดเป็นมนุษย์นั้น ดีแล้ว ดีกว่าเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ และ สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ สำหรับทุกคน คือ กุศลธรรม เพราะ อกุศลธรรมพึ่งไม่ได้ และควรที่จะได้พิจารณาว่า อกุศลทุกอย่างทุกประการน่ากลัวทั้งหมด ซึ่งจะประมาทกำลังของอกุศลไม่ได้เลยทีเดียว ครับ.

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่เมตตา และ ทุกๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
orawan.c
วันที่ 16 พ.ค. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
สมศรี
วันที่ 16 พ.ค. 2554
ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 16 พ.ค. 2554

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
JANYAPINPARD
วันที่ 18 พ.ค. 2554
ขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
chaiyakit
วันที่ 19 พ.ค. 2554

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
bsomsuda
วันที่ 19 พ.ค. 2554

"... ถึงแม้ว่าจะยังเป็นผู้ไม่สามารถดับกิเลสใดๆ ได้เลย

แต่ก็ยังมีที่พึ่ง คือ กุศลธรรม ที่จะคอยประคับประคอง

ให้เดินทางต่อไปในสังสารวัฏฏ์อย่างไม่เดือดร้อน

เมื่อสะสมกุศลไว้มาก เวลาที่กุศลให้ผล

ก็ทำให้เกิดในภพภูมิที่ดี มีโอกาสได้เจริญกุศลยิ่งขึ้นต่อไป

จนกว่าจะมีปัญญาถึงขั้นที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นในที่สุด ..."

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
peem
วันที่ 11 ก.ย. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ