นี่คือ.....การฟังธรรมให้เข้าใจธรรม

 
๐คุณย่า๐
วันที่  2 ต.ค. 2553
หมายเลข  17297
อ่าน  1,579

สนทนาธรรมที่มูลนิธิฯ เนื่องในวันมาฆบูชาจันทร์ ที่ ๙ ก.พ. ๒๕๕๒

"นี่คือ ... การฟังธรรมให้เข้าใจธรรม"

ท่านอาจารย์ นี่ก็คือการฟังธรรม ให้เข้าใจธรรม เพื่อที่จะรู้ว่า ทุกขณะนี้ไม่มี ใคร สามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย เมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไป อย่างไร ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น แล้วจึงไม่มีเรา ไม่มีใครอยากเป็น ทุกข์ แต่ทุกข์ก็เกิด ไม่มีใครอยากเสียใจ ก็มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นพระอนาคามีเมื่อไร ก็ไม่ต้องเสียใจเมื่อนั้น พราะว่าดับโทสะ ไม่เกิดอีกเลย ก็ต้องเป็นไปตามขั้นของปัญญา ไม่ใช่ฟังแล้วเรา อยาก พอฟังแล้ว อยากไม่ให้มีกิเลส ฟังแล้วอยากไม่ให้โกรธ เหมือนกับ อยากจะเป็นพระอนาคามี อยากเป็นพระอรหันต์ และ ความจริงเป็นได้หรือ? ถ้าเป็นไม่ได้ ตามความเป็นจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจ ความจริงของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏขณะนี้ ไม่มีทางที่จะ รู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งทำให้บุคคลนั้น หมดความสงสัย ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เช่น ธรรม มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ""..ขณะนี้นะคะ

ถ้าไม่รู้อย่างนี้ ก็ไ ม่มีทางที่จะทำให้ปัญญาสามารถที่จะรู้แจ้ง อริยสัจธรรมได้ เพราะอริยสัจจะที่ ๑ ทุกขอริยสัจจะ การเกิดขึ้น และดับไปนั่นแหละ เป็นทุกข์ที่เป็นอริยสัจจะจริงๆ ค่อยๆ อบรม ความเข้าใจ ไม่ใช่ฟังแล้วก็หวัง ฟังแล้วก็อยาก แต่ฟังแล้วก็รู้กำลัง ของเราเองค่ะ เราเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาก น้อยแค่ไหน ในเมื่อ สิ่งนี้มีจริง

ฟังบ่อยๆ ก็เริ่มจะค่อยๆ ลืมเรื่องอื่น ซึ่งปกตินี่นะคะ ไม่ลืมเรื่อง อื่น แต่ลืมธรรม เพราะฉะนั้น เวลาที่ฟังบ่อยๆ เรื่องอื่นๆ ก็ค่อยๆ หายไปจากความสนใจ บางกาละ ก็อาจจะคิดเรื่องธรรมก็แสดงให้ เห็นว่า ทำไมไม่คิดเรื่องอื่น แต่คิดเรื่องธรรม เพราะได้ฟังธรรมจึง เกิดคิด แม้คิดเป็นคำ ก็ยังเป็นความเข้าใจเรื่องราวของธรรม และ ถ้าสัมมาสติเกิด รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ด้วยเจตนา เพราะ รู้ว่าธรรมเป็นอนัตตา

อยากให้สติสัมปชัญญะเกิดในขณะนี้ เกิดได้ไหม ด้วยความ อยาก?....แต่เมื่อมีปัจจัยเกิดแล้ว จะเปลี่ยนให้ไม่รู้ลักษณะเดี๋ยวนี้ ที่เป็นธรรมได้ไหม? ......ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่ไม่หลอก ตัวเอง เป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่ต้องถามใคร ว่ารู้ธรรม มากน้อยแค่ไหน เข้าใจแค่ไหน แต่ตัวเองเท่านั้น ที่สามารถจะบอก ได้ว่า การฟังแต่ละครั้ง สามารถได้เข้าใจธรรมขึ้น และรู้ว่าธรรม ก็คือเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น จะไม่หันเหไปทำอย่างอื่น เพื่อคิดว่า เมื่อทำ อย่างนั้นแล้ว จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม ถ้าเป็นคำสอนใดๆ ที่ไม่ ทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ นั่นคือ เป็นผู้ที่หันหลัง ให้พระสัทธรรม ไม่มีทางที่จะกลับมาพบความจริงของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
pamali
วันที่ 2 ต.ค. 2553

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ประสาน
วันที่ 3 ต.ค. 2553

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 3 ต.ค. 2553

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chvj
วันที่ 3 ต.ค. 2553

เป็นหัวข้อที่ควรศึกษาอย่างละเอียด

กราบอนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
bsomsuda
วันที่ 4 ต.ค. 2553

"..เพราะฉะนั้น เวลาที่ฟังบ่อยๆ เรื่องอื่นๆ ก็ค่อยๆ หายไปจากความสนใจ บางกาละก็อาจจะคิดเรื่องธรรม ก็แสดงให้เห็นว่า ทำไมไม่คิดเรื่องอื่น แต่คิดเรื่องธรรม เพราะได้ฟังธรรมจึงเกิดคิด แม้คิดเป็นคำ ก็ยังเป็นความเข้าใจเรื่องราวของธรรม.."

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
bsomsuda
วันที่ 4 ต.ค. 2553

"..แล้วก็เป็นผู้ที่ไม่ต้องถามใคร ว่ารู้ธรรมมากน้อยแค่ไหน เข้าใจแค่ไหน แต่ตัวเองเท่านั้น ที่สามารถจะบอกได้ว่าการฟังแต่ละครั้ง สามารถได้เข้าใจธรรมขึ้น และรู้ว่าธรรมก็คือเดี๋ยวนี้.."

ขอบพระคุณอีกครั้ง และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
คุณ
วันที่ 5 ต.ค. 2553

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
choonj
วันที่ 6 ต.ค. 2553

ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เปลียนแปลงไม่ได้ กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก ต่างทำหน้าที่ของตนของตน ไม่ก้าวก่ายกันเลย เมื่อจะเกิดก็มีปัจจัยให้เกิด เมื่อเกิดก็สั่งสมจนเป็นกำลัง คิดเองไม่ได้ ฟังให้เข้าใจ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
วิริยะ
วันที่ 17 ต.ค. 2553

กราบขอบคุณท่านอาจารย์ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
jaturong
วันที่ 2 ธ.ค. 2554

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
chatchai.k
วันที่ 6 เม.ย. 2564

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ