ความดับสนิทคือไม่เกิดอีก [ทีฆนขสูตร]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  24 ก.ย. 2552
หมายเลข  13678
อ่าน  807

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 484  ภิกษุใด เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้วเพราะ   บรรลุพระอรหัต   เป็นผู้ทรงร่างกายไว้เป็น   ครั้งสุดท้าย  ภิกษุนั้น  พึงกล่าวว่า  เราย่อม   กล่าวดังนี้บ้าง  พึงกล่าวว่า พวกเขาย่อมกล่าว   กะเราดังนี้บ้าง เป็นผู้ฉลาด  รู้สิ่งกำหนดรู้กัน   ในโลก  พึงพูดไปตามโวหารนั้น. ท่านกล่าวต่อไปอีกว่า  ดูก่อนจิตคฤหบดี  ตถาคตพูดไปตามสิ่งที่รู้กันในโลก  ภาษาของชาวโลก โวหารของชาวโลก  บัญญัติของชาวโลก  แต่ไม่ยึดถือด้วยทิฏฐิ.   บทว่า  อภิญฺา  ปหานมาห  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่ง ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ความเที่ยงแห่งธรรมเหล่านั้นในบรรดาความเที่ยงเป็นต้น   ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วจึงตรัสถึงการละความเที่ยง.  ทรงรู้ความขาดสูญ ความเที่ยงแต่บางอย่างด้วยปัญญารู้ยิ่งแล้วจึงตรัสถึงการละความเที่ยงแต่บางอย่าง   ทรงรู้รูปด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วจึงตรัสถึงการละรูป พึงทราบความในบทนี้โดยนัยมีอาทิดังนี้แล.  บทว่าปฏิสญฺจิกฺขโต  เมื่อพระสารีบุตรสำเหนียกคือเห็นตระหนัก. บทว่า อนุปาทายอาสเวหิ จิตฺตวิมุจฺจิ  จิตพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น   คือ จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายอันดับแล้วด้วยความดับสนิทคือไม่เกิดอีกเพราะไม่ถือมั่น. ด้วยเหตุประมาณเท่านี้  ท่านพระสารีบุตรดุจบุคคลบริโภคอาหารที่เขาตักให้ผู้อื่นแล้ว  บรรเทาความหิวลงได้  เมื่อส่งญาณไปในธรรมเทศนาที่ปรารภผู้อื่นจึงเจริญวิปัสสนา  ได้บรรลุพระอรหัต  แทงตลอดที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณและปัญญา  ๑๖  แล้วดำรงอยู่.  ส่วนทีฆนขะได้บรรลุโสดาปัตติ-ผลแล้วดำรงอยู่ในสรณะทั้งหลาย.


เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ