วิบากจิต...?

 
พุทธรักษา
วันที่  30 ส.ค. 2552
หมายเลข  13402
อ่าน  1,392


ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

สนทนาธรรมที่ประเทศอินเดียณ พระคันธกุฎี พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ตุลาคม ๒๕๔๒

ท่านอาจารย์ สภาพธรรมทั้งหมด ไม่มีเรา.!ขณะที่สติปัฏฐานเกิด ก็ไม่ต่างกับขณะธรรมดา ปกติ อย่างนี้ เช่น การเห็นขณะนี้.! ก็คือ สภาพธรรมที่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยคือ ต้องมี จักขุปสาท และ มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้ "เห็น" ดังนั้น ขณะที่ "สติ" เกิดขึ้น ระลึก ตรง ลักษณะของสภาพธรรมคือ จิตเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา จิตเห็น ซึ่งเป็น "ธาตุรู้" ก็รู้ ตามปกติ ไม่ผิดปกติเลย

เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจ ความหมายของคำว่าขณะมีสติ ต่างกับขณะที่หลงลืมสติ เป็นเรื่องที่ต้องฟังแล้ว ฟังอีกเราอาจจะเคยฟังมาแล้ว ๒๕๐๐ กว่าปี และบัดนี้ ก็ต้องฟังอีกฟังจนกว่า สติ จะระลึก ตรงลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเป็น "ธาตุรู้" หรือ "สภาพรู้" ฟัง จนกระทั่ง "ลักษณะของสภาพรู้" หรือ ธาตุรู้ปรากฏ ตามปกติ ตามความเป็นจริง ว่า สภาพรู้ ไม่เจือปนกับ รูปใดๆ ทั้งสิ้น สภาพรู้ เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้อารมณ์สภาพรู้ เป็น มนินทรีย์ ในการรู้ สิ่งที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏ ปรากฏได้อย่างนี้ เพราะว่า "จิต เกิดขึ้น รู้"

เพราะฉะนั้น ถ้าสติเกิด ระลึก รู้ ลักษณะของสภาพธรรม แต่ละอย่างๆ เพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจถึง "ความต่างกัน" ว่า ขณะใด เป็น วิบาก ซึ่งเป็น ผลของกรรม และถ้าเข้าใจลึกลงไปอีก ก็จะเข้าใจว่า แม้แต่จักขุปสาทรูป ก็เกิดเพราะกรรม

ถ้าไม่มี จักขุปสาทรูป ที่จะกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตาสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น เพียงชั่วขณะ ที่เห็น ไม่มีใคร สามารถที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้น หรือสร้างขึ้น หรือทำให้เกิดขึ้นได้ นี่คือ ความหมายของสภาพธรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็น "วิบากจิต"จากการศึกษา ว่า มีจิตที่เป็นกุศล และ จิตที่เป็นอกุศล ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิด "วิบากจิต"

จิตที่เป็นวิบาก ก็คือ ขณะที่กำลังเห็น หรือ ขณะที่กำลังได้ยินหรือ ขณะที่กำลังได้กลิ่น หรือ ขณะที่กำลังลิ้มรส หรือ ขณะที่กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกายซึ่ง แล้วแต่ ว่าจะมีปัจจัยให้ วิบากจิตประเภทใด เกิดขึ้นและ กำลังปรากฏ ในขณะนี้เอง สภาพธรรม มีจริง แล้วแต่ว่า สติจะระลึก หรือ ไม่ระลึกถ้าสติเกิด ระลึก ก็ระลึก ตรงลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้ตามปกติ ตามธรรมดา ในชีวิตประจำวันแล้วก็เพิ่ม "ความรู้" ขึ้น ว่า ขณะใดเป็นวิบากจิต ขณะใดไม่ใช่วิบากจิต จิต มีหลากหลาย.!เพราะฉะนั้น ขณะที่ สติ เกิดขึ้น ระลึก ตรง "ลักษณะของจิต"หมายความว่า สติ ระลึก รู้ "ความต่างกัน" ของจิตประเภทต่างๆ ด้วยเช่น รู้ว่าขณะที่เห็น หรือจิตเห็น ไม่ใช่ กุศลจิต และ ไม่ใช่อกุศลจิต

เพียงขณะที่เห็น ถ้าสติระลึกจนทั่ว จะสามารถเห็นความต่างกันของจิต โดยไม่ต้องใส่ชื่อเลย ใช่ไหมคะ เพราะโดยมาก มักจะงง เรื่องชื่อ ว่า นี่ชื่อ "วิบาก" แต่ความจริงก็คือ ขณะที่สติ ระลึก รู้ ตรงลักษณะของจิตเห็นขณะนั้น ปัญญา กำลังรู้ ในความเป็น "ธาตุ ซึ่งกำลังเห็น" หรือ "ธาตุ ซึ่ง กำลังได้ยิน" เป็น "ปัญญา" ที่รู้ ในความเป็น "ธาตุ" ที่ต่างๆ กันของสภาพธรรม ที่เป็น "วิบาก ประเภทต่างๆ "ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และหลังจากนั้น ก็มีการคิด แล้วก็มีกุศลจิตบ้าง หรือ อกุศลจิตบ้าง ที่เกิดต่อจากเห็น หรือ ได้ยินเมื่อ สภาพธรรม ต่างกัน อย่างนี้ ก็รู้ ในความต่างและเมื่อความต่าง เป็นอย่างนี้พระผู้มีพระภาคฯ จึงทรงบัญญัติ "ชื่อ" ของสภาพธรรมที่ปรากฏ ถ้าหาก เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น เพราะกรรมเป็นปัจจัยก็ทรงบัญญัติ ว่า นี่เป็น "วิบาก"เช่น วิบากทางตา (จิตเห็น) หรือ วิบากทางหู (จิตได้ยิน) นี่เป็น "ชื่อ" ที่ทรงบัญญัติเรียก "สภาพธรรมที่มีจริง"

ขออนุโมทนา

ขออุทิศกุศล แด่ คุณพ่อ คุณแม่ และสรรพสัตว์


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
จักรกฤษณ์
วันที่ 31 ส.ค. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
opanayigo
วันที่ 26 ก.ย. 2552

สาธุค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
jbk02
วันที่ 21 ม.ค. 2553

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chatchai.k
วันที่ 18 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ