Print 
ศึกษาตัวเอง
 
คุณย่า
วันที่  6 ก.ค. 2552
หมายเลข  12829
อ่าน  1,773


สนทนาธรรมที่มูลนิธิ  พื้นฐานพระอภิธรรมอาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑


สุรีย์      ทีนี้หลังจากเข้าใจแล้วศึกษาตัวเองมากกว่าศึกษาคนอื่นอ.จ.      ไม่ใช่เราด้วยคะเข้าใจค่ะถึงอย่างไรก็ตามแต่ทั้งหมดก็ยังมีความมั่นคง เราจะขยัน เราจะมีสติ เราจะเพียร ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้นนะคะไม่ใช่เราแต่เริ่มเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น  ว่าเป็นธรรมและสภาพของโสภณเจตสิกทั้งหลาย  ก็จะเจริญขึ้นจะไม่เห็นผิดโสภณเจตสิกหรือโสภณธรรม ต้องเกิดพร้อมกันขณะนี้ปัญญาเข้าใจถูกต้องเพิ่มขึ้นหรือเปล่า  ไม่ต้องห่วงสติเพราะแม้กำลังเข้าใจก็มีโสภณเจตสิกอื่น ๆเกิดร่วมด้วยทั้งสติทั้งศรัทธา            เพราะฉะนั้น การเข้าใจจะเป็นปัญญาส่องให้เห็นลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น มิฉะนั้นแล้วความมืดคืออวิชชาจะเอาออกได้อย่างไรมากมายหนาแน่นฟังนิดหนึ่งก็ลืมว่าเป็นธรรมฟังอีกหลายๆครั้งฟังเข้าใจขณะที่กำลังฟังไม่มากต้องใช้คำว่า ไม่มากเพราะอะไรคะ แล้วก็ลืมว่าเป็นธรรมแต่ถ้ามากแม้ขณะนี้สติสัมปชัญญะก็เกิดได้   ที่จะกล่าวว่าเป็นสติปัฏฐานหรือสติสัมปชัญญะก็คือว่า ไม่มีใครทำแต่ว่ามีความเข้าใจ  ที่จะรู้ว่าแม้ขณะนั้นก็เกิดแล้วระลึกแล้วเลือกสิ่งที่สติกำลังระลึกรู้ก็ไม่ได้  และความที่จะค่อย ๆ เข้าใจของสภาพธรรมก็จะเห็นได้ว่า   ถ้ามีตัวตนเข้าไปแทรกเมื่อไรก็คือกั้น   จะไม่สามารถเห็นว่าเป็นธรรม  ความสงสัยเป็นธรรม  ความจงใจเป็นธรรม  ความต้องการเป็นธรรม  ทุกอย่างทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม   ทั้งหมดเป็นธรรม            เพราะฉะนั้นฟังเพื่อที่จะละความเป็นตัวตน  โดยการที่รู้ว่าขณะใดที่หลงลืมสติไม่ใช่ขณะที่สติเกิดจะไปพยายามที่จะให้เกิดผิดบุษ.      ในชีวิตประจำวันขาดสภาพคิดไม่ได้เลย     ค่ะและจิตนี้มีคิดตลอดเวลาก็เลยจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เมื่อรู้ว่าสภาพคิดเมื่อกุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิดคือรู้ทันตรงที่ว่าขณะนี้อกุศลจิตเกิดอ.จ.      ใครรู้ ? จิตคิดรู้คะ จิตเป็นยังไงคะตัวจิตน่ะเป็นยังไงบุษ.      ตัวจิตก็เป็นสภาพคิดรู้ว่าสภาพคิดเป็นกุศลจิตก็รู้ค่ะ   ว่ากุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิดอ.จ.      ขณะนั้นเป็นปัญญาไม่ใช่เราใช่ไหมค่ะหรือไม่ใช่ปัญญาเป็นเราคิดบุษ.      ตอบอาจารย์จากการศึกษามาก็ต้องเป็นปัญญาอ.จ.      คุณบุษกรจะตอบจากการฟัง หรือจะตอบเมื่อสภาพธรรมนั้นปรากฏแล้วรู้ตามความเป็นจริงบุษ.      เมื่อสภาพธรรมปรากฏแล้วรู้ตามความเป็นจริงอ.จ.      เดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรมบุษ.      ก็ยังไม่รู้อ.จ.      ก็ยังไม่รู้จักสภาพคิดแต่รู้ว่าคิดเป็นธรรมเพราะฉะนั้นอย่าไปทำอะไรดีไหมคะถ้าไม่ฟังแน่ ๆเพราะว่าไม่ใช่ว่าห้ามคิดแต่ให้รู้ตามความเป็นจริงอย่าเหมาว่ารู้แล้วเพราะว่าจะรู้จริง ๆต้องรู้ลักษณะของสติสัมปชัญญะ ขณะที่ต่างกันคือขณะที่สติไม่ได้เกิดแต่ไปเข้าใจว่าที่รู้ว่าขณะนี้คิดนั้นเป็นสติจำหรือว่ารู้บุษ.      เป็นจำมากกว่าในเมื่อเป็นเช่นนี้รู้ว่าสภาพคิดขณะจิตนี้เป็นอกุศลแต่ก็ละไม่ได้อ.จ.      เดี๋ยวนี้เป็นอะไรค่ะบุษ.      เดี๋ยวนี้เฉย ๆคะอ.จ.      ก็เป็นกุศลหรืออกุศลบุษ.      เฉย ๆก็ยังไม่รู้อีกว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลอ.จ.      แล้วเมื่อกี้กล่าวว่า  เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล  ก็ได้แต่พูดนึกเดาคาดคะเน เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมากเข้าใจเท่านั้นคะ ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นอีกเลยเข้าใจนี้คือตัวปัญญา ๆ เจริญขึ้นมัคคมีองค์เป็นแปด ก็คือปัญญาที่เจริญขึ้นปัญญาเจริญเมื่อไรเมื่อเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฎไม่ใช่ไปจำชื่อแล้วตอบได้ว่าขณะนั้นรู้ว่าเป็นกุศลขณะนั้น รู้ว่าเป็นอกุศลแต่ว่าเดี๋ยวนี้ขณะนี้เป็นธรรมอะไร    ตอบเพราะจำหรือว่าเพราะสติกำลังรู้ลักษณะนั้นก็ต้องฟังไปจนกว่าจะเข้าใจขึ้นบุษ.      ที่ว่าคิดจะต้องเกิดดับหทยวัตถุอ.จ.      อะไรนะคะพูดใหม่บุษ.      มีคิดคิดนี่จะต้องอาศัยหทยวัตถุเกิดทุก ๆ ขณะจิตใช่ไหม   เพราะอาจารย์เคยกล่าวว่าอ.จ.      ดิฉันเคยกล่าวเอามาจากไหนพูดเองหรือยังไงถ้าไม่ใช้คำนี้จะไม่ใช้

เลยว่าใครพูดเมื่อไร  ทำไมต้องอ้างอิงคำพูดของคนอื่นถึงจะได้ยินได้ฟังได้อ่านมาก็ตามเข้าใจอย่างไร สงสัยอย่างไร เป็นความคิดของเราแล้วก็ถามแต่ไม่ใช่ไปยึดถือว่าคนนั้นกล่าวคนนี้กล่าวเหมือนกับว่าใครพูดก็ต้องตามคนพูดไม่ถูกต้องแต่ใครจะพูดยังไงก็ตามแต่    แต่เมื่อฟังแล้วมีความเข้าใจอย่างไรสงสัยยังไงคิดยังไงก็สนทนากันได้เป็นเรื่องของเราเองบุษ.      มีความสงสัยว่าสภาพคิดนี้ทุกขณะจิตนี้อาศัยหทยวัตถุเกิดอ.จ.      รู้มากจริง ๆเพราะว่าขณะนี้หทยวัตถุอยู่ที่ไหมแต่ก็ไม่เป็นไรค่ะก็เป็น

ประโยชน์อย่างหนึ่งที่รู้ว่าจิตที่เกิดในภูมิที่มีขันธ์ห้า     จะต้องเกิดที่รูปจะเกิดนอกรูปไม่ได้เลยจะเกิดขึ้นมาลอย ๆไม่ได้เพราะไม่ใช่อรูปพรหมภูมิ แต่ว่าในภูมิ ที่มีขันธ์ห้าไม่ว่าจิตเกิดขึ้นขณะไหนต้องมีรูปเป็นที่อาศัยเกิดขึ้นอาศัยกันและกันในขณะปฏิสนธิเกิดขึ้น            แค่นี้เองหรือว่าคิดเกิดที่หทยวัตถุทุกขณะที่คิดในภูมิที่มีขันธ์ห้าจิตและเจตสิกต้องเกิดที่รูปหนึ่งรูปใดจึงเรียกรูปที่เป็นที่เกิดของจิตว่า “วัตถุรูป” เป็นที่อาศัยเกิดจิตเห็นเกิดที่ไหนคะบุษ.      จิตเห็นเกิดที่จักขุวิญญาณอ.จ.      เหมือนเข้าใจแต่ยังไม่เข้าใจจริง ๆบุษ.      จิตเห็นอาศัยจักขุวัตถุรูปอ.จ.      เป็นอะไรคะจักขุวัตถุบุษ.      จักขุวัตถุเป็นลักษณะความใสเป็นลักษณะพิเศษที่สามารถให้จักขุ-วิญญาณเกิดได้ค่ะถูกต้องไหมคะอ.จ.      คิดเองหรือปรับปรุงมาจากโน่นนิดนี่หน่อยบุษ.      ปรับปรุงมาจากการได้ยินได้ฟังมาอ.จ.      ถ้าตรงไปตรงมาคือ ฟังแล้วเข้าใจสิ่งที่กำลังฟังแล้วจะทำให้ชัดเจนขึ้นนิภัทร    มีพระพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า   ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตตระการดุจจะราชรถที่พวกคนเขลาหมกมุ่นอยู่แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่           โลกนี้อีกคำหนึ่งที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมุ่งหมายถึง คือ  ตา, หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ โลกทางตา,ทางหู,ทางจมูก,ทางลิ้น,ทางกาย,ทางใจ โลกซึ่งทุกคนมีอยู่แล้วท่านจึงบอกให้ดูไม่ได้บอกให้ไปดูที่ป่า,ที่เขาที่ไหนนะตามถ้ำที่ไหนทุกคนมีอยู่นี้ดูหรือยังต้องเสพจนคุ้น  ต้องทำให้เจริญไม่ใช่ครั้งสองครั้งซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะเป็นความเข้าใจจริง ๆ ของเราจนเป็นความรู้ของเราเองจนเข้าถึงของจริงที่มีอยู่และขณะกำลังปรากฎในขณะนี้ 

  H-008 25521012-ปัญญา,สติสัมปชัญญะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
aiatien
aiatien
วันที่ 7 ก.ค. 2552 16:12 น.

   ขออนุโมทนาครับ  

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
suwit02
วันที่ 7 ก.ค. 2552 21:03 น.

สาธุ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
dhammafellow
วันที่ 8 ก.ค. 2552 13:21 น.
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
คุณ
วันที่ 18 ก.ค. 2552 18:07 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
pornpaon
วันที่ 18 ก.ค. 2552 21:50 น.

ขออนุโมทนาค่ะุ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ