ความจริงแห่งชีวิต [006] เจตสิกปรมัตถ์
 
พุทธรักษา
วันที่  4 มิ.ย. 2552
หมายเลข  12578
อ่าน  902


ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นปรมัตถธรรมสังเขปโดย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์"เจตสิกปรมัตถ์"


ในขณะที่ "จิต" เกิดขึ้น รู้อารมณ์มี "นามปรมัตถ์" อีกประเภทหนึ่ง เกิดร่วมกับ "จิต""นามปรมัตถ์" นั้น ... คือ "เจตสิกปรมัตถ์"


ซึ่ง ได้แก่ ความโกรธ ความรัก ความสุข ความทุกข์ ความตระหนี่ ความริษยา ความเมตตา ความกรุณา เป็นต้น.


สภาพธรรม ที่มีจริง เหล่านี้ เป็น "เจตสิกปรมัตถ์"และ "เจตสิกปรมัตถ์" ไม่ใช่ "จิตปรมัตถ์"
ความโกรธ ความรัก ความทุกข์ ความสุข เป็นต้น นั้นเป็น สภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลและ เป็นสภาพธรรมที่ "ต้องเกิดกับจิต"หมายความว่าถ้าไม่มี "จิต" ... "เจตสิก" ก็เกิดไม่ได้.!
"เจตสิกปรมัตถ์" มี ๕๒ ประเภท

เช่น ความโกรธ ... (โทสเจตสิก) มี "ลักษณะ" หยาบ กระด้าง ดุร้าย.ความรัก (โลภเจตสิก) มี "ลักษณะ" ยึดติด ติดข้อง ไม่สละ และ ปรารถนาในอารมณ์เป็นต้น.
จะเห็นได้ ว่า "เจตสิก" ... แต่ละประเภทๆ เป็น สภาพธรรม แต่ละอย่างๆ
มี "ลักษณะ" ต่างๆ กัน ... แต่ละประเภทๆ

มี "กิจ" หน้าที่ เฉพาะตนๆ ... แต่ละประเภทๆ

"ผล" คือ อาการที่ปรากฏ ก็ต่างกัน ... แต่ละประเภทๆ

"เหตุปัจจัย" ที่ทำให้เกิดเจตสิกแต่ละประเภทๆ ก็ต่างกัน."จิตปรมัตถ์" และ "เจตสิกปรมัตถ์"เป็น "นามธรรม ที่รู้ อารมณ์"จิต และ เจตสิก ต้องเกิด ร่วมกัน

หมายความว่าเจตสิก ... เกิด พร้อมกับ จิตเจตสิก ... ดับ พร้อมกับ จิตเจตสิก รู้ อารมณ์เดียว กับ จิตเจตสิก ... เกิดที่เดียว กับ จิต

และจิต เกิดดับ ที่ไหน ... เจตสิกก็ เกิดดับ ที่นั่นจิต และ เจตสิก ... ไม่แยกจากกัน.
คือ ไม่เกิด ดับ เพียงปรมัตถ์เดียวแต่ จิตปรมัตถ์ และ เจตสิกปรมัตถ์ ต้องเกิด พร้อมกัน ... ที่เดียวกันต้องดับ พรัอมกัน ... ที่เดียวกัน และ ต้อง ... รู้ อารมณ์ เดียวกัน.


"จิต"เป็นใหญ่ เป็นประธาน ใน การรู้ อารมณ์ส่วน เจตสิก แต่ละประเภท ที่เกิดร่วมกับจิตต้องรู้ อารมณ์เดียวกับจิต.แต่"ลักษณะ" และ "หน้าที่" ... ในการรู้ อารมณ์ ของจิตมีความแตกต่างกันไป ... ตาม "ลักษณะ" และ "กิจการงาน" ของ เจตสิก แต่ละ ประเภทๆ
เพราะว่า เจตสิก มี "ลักษณะเฉพาะของตนๆ "และ มี "กิจเฉพาะของตนๆ "


เพราะฉะนั้นการที่ "จิตแต่ละประเภท" ต่างกันไป เป็น ๘๙ ประเภทหรือ ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ เป็นเพราะ "เหตุปัจจัย" คือจิต แต่ละประเภท มี เจตสิก เกิดร่วมด้วย มาก น้อย ต่างๆ กันและ เป็น เจตสิก ที่มีกิจการงาน ที่ ต่างๆ กัน ตามประเภท ของเจตสิก นั้นๆ ด้วย.
ดังนั้น จิต แต่ละประเภท จึงไม่เหมือนกันเช่น รู้อารมณ์ ต่างกันบ้าง ทำกิจการงาน ต่างกันบ้าง เป็นต้น.
เช่น "จิต" บางประเภทมี "สิ่งที่ปรากฏทางตา" เป็น อารมณ์ (หมายถึง จิตเห็น หรือ จักขุวิญญาณจิต)

หรือจิต บางประเภท มี โลภเจตสิก เกิดร่วมด้วยจิต บางประเภท มี โทสะเจตสิก เกิดร่วมด้วยดังนี้ เป็นต้น.
.


เมื่อเวไนยสัตว์ ฟัง "พระอภิธรรม"ก็ พิจารณา สภาพ "ปรมัตถธรรม ... ที่กำลังปรากฏ"

ด้วย "ปัญญา" ที่ได้ สะสม อบรม มาแล้ว ในอดีต จึงสามารถที่จะ "รู้ความจริงของปรมัตถธรรม" ในขณะที่ "กำลังปรากฏ" นั้น ได้.
ด้วย "เหตุ" นี้ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมจบลงจึงมีผู้ที่บรรลุ มรรค ผล นิพพาน เป็นจำนวนมาก.
เพราะ "เหตุ" คือ ท่านเหล่านั้น เมื่อฟังพระธรรมแล้ว "เข้าใจ" และ "พิจารณา" จนกระทั่ง "รู้ความจริงของสภาพปรมัตถธรรม""ที่กำลังปรากฏ" ในขณะนั้น.
เช่น เมื่อพระองค์ทรงเทศนา ว่า"จักขุวิญญาณ คือ จิตที่ทำกิจเห็น นั้น ... ไม่เที่ยง"


ท่านเหล่านั้น ... มี "สติสัมปชัญญะ" รู้ "ลักษณะของจิต" ขณะที่ "กำลังเห็น" นั้นได้อย่างถูกต้อง ... ว่า สภาพธรรมที่เป็น "นามธรรม" นั้น ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล.
ในขณะที่ได้ยิน ... ก็โดยนัยเดียวกัน.


เมื่อ "ปัญญา" รู้แจ้ง ลักษณะที่ไม่เที่ยง เกิดดับและเป็นทุกข์ ของ "ปรมัตถธรรม-ที่กำลังปรากฏ" ในขณะนั้น แล้วก็ "ละคลาย" ความยินดี และ ความเห็นผิดที่ "ยึดถือ" ปรมัตถธรรม เหล่านั้น ว่าเป็นตัวตน เที่ยง และเป็นสุข.
เพราะฉะนั้น พึง "เข้าใจ" ให้ถูกต้อง ว่า

"พระธรรม"ที่พระผู้มีพระภาค ทรงตรัสรู้ และทรงเทศนา ทรงสั่งสอนซึ่งได้มีการรวบรวมไว้ เป็น "พระไตรปิฎก" นั้นเป็น "เรื่องความจริงของสภาพธรรมทั้งปวง"
เมื่อ ศึกษา และ เข้าใจ เรื่องสภาพของปรมัตถธรรมแล้วก็ควร "พิจารณา" ปรมัตถธรรม-ที่กำลังปรากฏเพื่อการรู้แจ้งลักษณะตามความเป็นจริง ของ "ปรมัตถธรรม-ที่กำลังปรากฏ" นั้น.นี่คือ "เหตุ" ที่ทำให้สามารถ "ละความสงสัย" และ "ความไม่รู้"ในสภาพ "ลักษณะของปรมัตถธรรม" ได้ ... อย่างแท้จริง.

"การศึกษา" เพื่อให้เข้าใจใน "ปรมัตถธรรม"ต้องพิจารณาถึง "เหตุ และ ผล" ของสภาพธรรม ที่เกิดขึ้น และปรากฏจึงจะ เข้าใจ ได้ อย่างแจ่มแจ้ง

เช่น จะ ต้อง รู้ ว่า ... สภาพธรรมที่เห็น และ สภาพธรรมที่ได้ยินเหมือนกัน หรือไม่ ...?ถ้าเหมือน เหมือนกัน ... อย่างไร.?ถ้าไม่เหมือน ไม่เหมือนกัน อย่างไร.?
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เห็น และ สภาพธรรมที่ได้ยิน เป็นจิตปรมัตถ์ ก็จริงแต่ ไม่ใช่ จิต ประเภทเดียวกันเพราะ "เหตุปัจจัย" ที่ทำให้เกิดนั้น ต่างกัน.!
หมายความว่า"จิตเห็น" ต้องอาศัย "สิ่งที่ปรากฏทางตา" มากระทบกับ "จักขุปสาท"ทั้งหมด เป็นปัจจัย ... "จิตเห็น" จึงเกิดขึ้นได้.


"จิตได้ยิน" ต้องอาศัย "เสียง" ที่มากระทบกับ"โสตปสาท"ทั้งหมด เป็นปัจจัย ... "จิตได้ยิน" จึงเกิดขึ้นได้.
เพราะฉะนั้น "จิตเห็น" และ "จิตได้ยิน"จึงมี "กิจต่างกัน"เพราะมี "เหตุปัจจัย" ต่างกัน. (และ "จิตประเภทอื่นๆ " ก็โดยนัยเดียวกัน)

... ขออนุโมทนา ...


  ความคิดเห็น 1  
 
aiatien
aiatien
วันที่ 5 มิ.ย. 2552
ขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็น 2  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 5 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
suwit02
วันที่ 5 มิ.ย. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
shumporn.t
วันที่ 5 มิ.ย. 2552

เพราะ "เหตุ" คือ ท่านเหล่านั้น เมื่อฟังพระธรรมแล้ว "เข้าใจ" และ "พิจารณา" จน "รู้ความจริง" ของ สภาพ "ปรมัตถธรรม" ที่กำลังปรากฏ ในขณะนั้น

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 5  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 5 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 6  
 
K
K
วันที่ 6 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
hadezz
วันที่ 15 มิ.ย. 2552

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 8  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 18 ก.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ