Print 
ชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  3 มิ.ย. 2552
หมายเลข  12558
อ่าน  1,035

โปรดอ่านข้อความโดยตรงจากพระไตรปิฎก   พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 213

           [๔๙]  คำว่า   นักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวชีวิตนี้ว่าเป็นของน้อย   มีความว่า  ชีวิต   ได้แก่อายุ   ความตั้งอยู่   ความดำเนินไป   ความให้อัตภาพดำเนินไป  ความหมุนไป  ความเลี้ยง  ความเป็นอยู่   ชีวิตินทรีย์ก็ชีวิตน้อยโดยเหตุ ๒ ประการ   คือ  ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย ๑ ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อย ๑.         ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย   เป็นอย่างไร ?    ชีวิตเป็นอยู่แล้วในขณะจิตเป็นอดีต   ย่อมไม่เป็นอยู่   จักไม่เป็นอยู่   ชีวิตจักเป็นอยู่ในขณะจิตเป็นอนาคต  ย่อมไม่เป็นอยู่  ไม่เป็นอยู่แล้ว  ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิตเป็นปัจจุบัน    ไม่เป็นอยู่แล้ว   จักไม่เป็นอยู่.         สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-                ชีวิต   อัตภาพ  สุขและทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมประ-         กอบกัน     เสมอด้วยจิตดวงเดียว    ขณะย่อมเป็นไปพลัน         เทวดาเหล่าใด  ย่อมตั้งอยู่ตลอดแปดหมื่นสี่พันกัปเทวดา         เหล่านั้น   ย่อมไม่เป็นผู้ประกอบด้วยจิต ๒ ดวงเป็นอยู่เลย         ขันธ์เหล่าใดของสัตว์ผู้ตาย   หรือของสัตว์ที่เป็นอยู่ในโลก         นี้ดับแล้ว ขันธ์เหล่านั้นทั้งปวงเที่ยวเป็นเช่นเดียวกันดับไป         แล้ว  มิได้สืบเนื่องกัน   ขันธ์เหล่าใด  แตกไปแล้วในอดีต         เป็นลำดับ      และขันธ์เหล่าใดแตกไปแล้วในอนาคตเป็น         ลำดับ  ความแปลกกันแห่งขันธ์ทั้งหลายที่ดับไปในปัจจุบัน         กับด้วยขันธ์เหล่านั้น  ย่อมมิได้มีในลักษณะสัตว์ไม่เกิดแล้ว         ด้วยอนาคตขันธ์ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์  สัตว์โลกตาย         แล้ว         เพราะความแตกแห่งจิตนี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์          ขันธ์ทั้งหลายแปรไปโดยฉันทะ   ย่อมเป็นไปดุจน้ำไหลไป         ตามที่ลุ่มฉะนั้น ย่อมเป็นไปตามวาระอันไม่ขาดสาย  เพราะ         อายตนะ ๖ เป็นปัจจัย   ขันธ์ทั้งหลายแตกแล้วมิได้ถึงความ         ตั้งอยู่    กองขันธ์มิได้มีในอนาคต    ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว         ย่อมตั้งอยู่      เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดทั้งอยู่บนปลายเหล็ก         แหลมฉะนั้น  ก็ความแตกแห่งธรรมขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้ว        นั้นสกัดอยู่ข้างหน้าแห่งสัตว์เหล่านั้น  ขันธ์ทั้งหลายมีความ         ทำลายเป็นปกติ       มิได้รวมขันธ์ที่เกิดก่อน       ย่อมตั้งอยู่
    
        ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏแตกแล้วก็ไปสู่ที่ไม่ปรากฏ       ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไป       เหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ
   
       ฉะนั้น. ชีวิตน้อยเพราะตั้งอยู่น้อย   อย่างนี้.         ชีวิตน้อยเพราะมีกิจน้อย  อย่างไร ?  ชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจเข้าชีวิตเนื่องด้วยลมหายใจออก   ชีวิตเนื่องด้วยลมหาย  ใจเข้าและลมหายใจออกชีวิตเนื่องด้วยมหาภูตรูป     ชีวิตเนื่องด้วยไออุ่น     ชีวิตที่เนื่องด้วยอาหารที่กลืนกิน     ชีวิตเนื่องด้วยวิญญาณ     กรัชกายอันเป็นที่ตั้งแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี    อวิชชา    สังขาร    ตัณหา     อุปาทาน    และภพอันเป็นเหตุเดิมแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี    ปัจจัยทั้งหลายก็ดี      ตัณหาอันเป็นแดนเกิดก่อนก็ดี       รูปธรรมและอรูปธรรมที่เกิดร่วมกัน   แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี     อรูปธรรมที่ประกอบกัน  แห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านั้นก็ดี  ขันธ์ที่เกิดร่วมกันแห่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเหล่านี้ก็ดี      ตัณหาอันประกอบกันก็ดีก็มีกำลังทราม  ธรรมเหล่านั้นมีกำลังทรามเป็นนิตย์ต่อกันและกัน  มิได้ตั้งมั่นต่อกันและกัน   ย่อมยังกันและกันให้ตกไป    เพราะความต้านทานมิได้มีแก่กันและกัน    ธรรมเหล่านั้นจึงไม่ดำรงกันและกันไว้ได้   ธรรมแม้ใดให้ธรรมเหล่านี้เกิดแล้ว   ธรรมนั้นมิได้มี    ก็แต่ธรรมอย่างหนึ่ง    มิได้เสื่อมไปเพราะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 3 มิ.ย. 2552 08:19 น.

  พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 215

ธรรมอย่างหนึ่ง    ก็ขันธ์เหล่านี้แตกไปเสื่อมไป   โดยอาการทั้งปวง    ขันธ์เหล่านี้อันเหตุปัจจัยมีในก่อนให้เกิดแล้ว    แม้เหตุปัจจัยอันเกิดก่อนเหล่าใดเหตุปัจจัยเหล่านั้นก็ตายไปแล้วในก่อน  ขันธ์ที่เกิดก่อนก็ดี   ขันธ์ที่เกิดภายหลังก็ดี   มิได้เห็นกันและกันในกาลไหน ๆ   ฉะนั้น  ชีวิตจึงชื่อว่า    เป็นของน้อยเพราะมีกิจน้อย  อย่างนี้.         อนึ่ง  เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา   ชีวิตมนุษย์ก็น้อย  คือเล็กน้อยนิดหน่อย   เป็นไปชั่วขณะ   เป็นไปพลัน    เป็นไปชั่วกาลบัดเดี๋ยวเดียว  ตั้งอยู่ไม่ช้า   ดำรงอยู่ไม่นาน เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นดาวดึงส์......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นยามา.........เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นดุสิต......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นนิมมานรดี.....เพราะเทียบชีวิตของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.......เพราะเทียบชีวิตของเทวดาเนื่องในหมู่พรหม  ชีวิตมนุษย์น้อย   คือเล็กน้อย   นิดหน่อย  เป็นไปชั่วขณะ    เป็นไปพลัน   เป็นไปชั่วกาลบัดเดี๋ยวเดียว   ตั้งอยู่ไม่ช้า    ดำรงอยู่ไม่นาน.          สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       อายุของพวกมนุษย์นี้น้อย         จำต้องไปสู่ปรโลก  มนุษย์ทั้งหลายจำต้องประสบความตาย         ตามที่รู้กันอยู่แล้วควรทำกุศล     ควรประพฤติพรหมจรรย์         ไม่มีมนุษย์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ผู้         ใดย่อมเป็นอยู่นาน  ผู้นั้นก็เป็นอยู่ได้เพียง  ๑๐๐ ปี  หรือที่         เกินกว่า  ๑๐๐ ปี  ก็มีน้อย. พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา    ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว  จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า :-                อายุของพวกมนุษย์น้อย   บุรุษผู้ใคร่ความดี    พึงดู         หมิ่นอายุที่น้อยนี้  พึงรีบประพฤติให้เหมือนคนถูกไฟไหม้         ศีรษะ  ฉะนั้น   เพราะความตายจะไม่มาถึง  มิได้มี   วันคืน         ย่อมล่วงเลยไปชีวิตก็กระชั้นเข้าไปสู่ความตายอายุของสัตว์         ทั้งหลายย่อมสิ้นไปเหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย       ย่อมสิ้นไป         ฉะนั้น.

 IP -
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 3 มิ.ย. 2552 09:49 น.

พระสูตรไพเราะ  ลึกซึ้ง มากค่ะอ่านแล้วรู้ว่าเวลามีน้อยจริงๆที่จะได้ฟังพระธรรม

และยังรู้ว่าทำไมยังประมาทอยู่อีกมากในชีวิตประจำวัน....จึงต้องอดทนที่จะ

ฟังต่อไป...

ขออนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ