อย่าเข้าใจผิด...เรื่องได้ยินแล้วคิด 2552
 
คุณย่า
วันที่  31 พ.ค. 2552
หมายเลข  12539
อ่าน  1,378

สนทนาพื้นฐานพระอภิธรรม ที่มูลนิธิฯ
วันอาทิตย์ที่ ๑๒ ธ.ค. ๒๕๕๑

ธีร.   บางคนอาจจะคิดว่า  วิตก  เป็นการคิดแล้ว  ช่วยให้ความเข้าใจเรื่องนี้ด้วยครับ

อ.อรรณพ   ธรรมเราคิดเองไม่ได้ เพราะเราฟังก็คิดไปตามพื้นฐานเดิมๆ พอได้ยินคำว่า  วิตก  ก็คิดว่าเป็นความวิตกกังวล  ใช่ไหม  ก็ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นเท่านั้น  พอศึกษาธรรม  วิตก  คือสภาพที่ตรึก  ก็คิดไปถึงการคิดเรื่องราว   ซึ่งแน่นอนขณะที่มีการคิดเรื่องราว  ทางมโนทวาร การคิดเรื่องราวต้องเป็นทางใจ เพราะถ้าเป็นทางตา หู  จมูก  ลิ้น  กาย ก็มีอารมณ์ของทางนั้นๆ อยู่แล้ว  จะไปคิดเรื่องราวทางตา  หู.........กาย เป็นไปไม่ได้  เพราะฉะนั้น  ถ้าเป็นการคิดเรื่อง ต้องเป็นทางใจและการคิดนึกด้วยกุศล  อกุศลก็ดีก็จะต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับกุศลจิต หรืออกุศลจิตทางมโนทวาร  ที่เป็นเรื่องราวต่าง ๆ   ทีนี้ความละเอียด ของสภาพธรรมละเอียดมาก  แม้เป็นภวังค์  ก่อนที่จะมีการรู้อารมณ์ทางตา......กาย  หรือใจ  ก็จะต้องมีจิตที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเห็น....หรือมีการคิดนึกใดๆ   ก็ต้องมีจิตนั้น จิตนั้นเป็นเพียงกริยาจิต  คือจิตซึ่งเกิด ขึ้นกระทำทางที่จะให้มีการรู้อารมณ์ ทางใดทางหนึ่งใน  ๖  ทาง  ซึ่งจิตขณะนั้น  ต้องมีวิตกเจตสิกนั้น  ไม่ได้คิดเรื่อง  ถ้าเป็นการรู้อารมณ์ทางตา  ทางหู.....ทางกาย  ๕  ทาง  วิตกที่เกิดกับจิต  ขณะแรกของวิถีทางตา  ทางหู....ทางกาย  วิตกต้องไม่คิดเรื่อง วิตกนั้นต้องจรด  ตรึก  ในลักษณะของสีหรือเสียง.....อย่างใดอย่างหนึ่ง 

เพราะฉะนั้น วิตกที่เกิดกับจิต  ขณะแรกของวิถีจิตทางตา  ทางหู.....ทางกาย  ต้องมีวิตกเกิด  ตรึกถึงสี  จรดในลักษณะของสี เพื่อที่จะเป็นบาท  เฉพาะที่จะให้วิถีจิตเกิดต่อไป  เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกที่เป็นกิริยาจิตของวิถีจิตทางตา ทางหู.....ทางกาย  ท่านจึงเรียกว่าเป็น  วิถีปฏิปาทกมนสิการ  เป็นบาทเฉพาะที่จะให้วิถีจิตเกิด  แค่วิตกแค่นั้น  ไม่ได้คิดเรื่องนะครับ  เพราะฉะนั้นวิตกเป็นลักษณะสภาพธรรมจรดในสี  ในเสียงและต่อไป  จิตเห็นก็ไม่มีวิตก  เป็นเรื่องผลของกรรม ที่ทำให้เห็น หลังจากเห็น ก็มีการรับผลของกรรมต่อ เป็นสัมปฏิจฉันนะ รับอารมณ์ต่อมา  โดยความเป็นวิบาก  ขณะต่อไปเป็น  สันตีรณะเป็นวิบากเหมือนกัน  โดยพิจารณาก็ต้องมีวิตกเจตสิก  ก็แค่จรดในสีเท่านั้น ไม่ใช่ในเรื่อง  แต่ที่เป็นเรื่องราววุ่นวายนี้  ส่วนใหญ่ก็เป็นทางมโนทวาร ซึ่งก็เป็นกุศลจิตบ้าง  อกุศลจิตบ้าง ที่ตรึกไปเป็นกุศลวิตกบ้าง  อกุศลบ้าง  จนกระทั่งถึงตรึกที่เป็นองค์มัคค  คือ สัมมาสังกัปปะ  ที่เกิดขึ้นพร้อมกับอีก ๗ องค์มัคค ที่จะตรึกในลักษณะของนิพพาน

อ.จ.   ธรรมก็ได้ยินได้ฟังมามาก  แล้วที่จะเข้าใจไม่ลืม ที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเข้าใจ เท่าที่ฟังมาแล้วนี่  พอจะตอบได้ไหม  ขณะที่กำลังหลับ มีวิตกเจตสิกไหมค่ะ  

อร.   มีค่ะ ในกามาวจรจิต วิตกเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวงเท่านั้น

อ.จ.   เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ต้องฟังด้วยความเข้าใจ ในขณะที่เข้าใจจะไม่ลืม  จิตที่ไม่มีวิตกเจตสิก  เกิดร่วมด้วยมี  ๑๐  ประเภท คือ จักขุวิญญาณกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก  ๑ โสตวิญญาณกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ ฆานวิญญาณกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ ชิวหาวิญญาณกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ กายวิญญาณกุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ แน่นอนในพระไตรปิฏก  คำใดที่ทรงแสดง  ตรัสแล้วไม่เป็น ๒  เพราะฉะนั้น  จิตอื่นนอกจากนี้  มีวิตกเจตสิก  เกิดร่วมด้วย สำหรับกามาวจร

สำหรับรูปาวจรก็เป็นเรื่องที่ละเอียดขึ้นว่า เมื่อจิตสงบมากขึ้น  แม้ไม่มีวิตกเจตสิกก็ยังมี  วิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้  แต่เรายังไม่พูดถึงสิ่งที่ไกล  เพราะว่าการเข้าใจธรรม  ต้องเริ่มเข้าใจเบื้องต้นจริงๆ เพื่อที่จะไม่ลืม แล้วก็ไม่เปลี่ยนแปลงด้วย  จิต ๑๐ ดวงนั้น  เป็นวิบากทั้ง ๑๐ เกิดโดยอุปัตติ  การกระทบกัน การประจวบกัน ถึงกาลที่กรรมจะให้ผล เห็น  ก็จะต้องมีสิ่งที่กระทบจักขุปสาทแล้วจิตเห็น แล้วแต่ว่าสิ่งที่ปรากฎนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ  เป็นกาลของอกุศลวิบากจิตจะเกิด ไม่ใช่กุศล วิบาก ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู....ทางกายและใจ  จิต ๑๐ ดวงนี้ เท่านั้นในกามาวจรจิต  ซึ่งไม่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

สรุปทั้งหมดที่ฟังนี่  กำลังหลับสนิท  อะไรก็ไม่ปรากฎสักอย่างเดียว  จิตเกิดดับอยู่หรือเปล่าค่ะ  จิตที่เกิดดับอยู่นั้นมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า ?  มี  เพราะไม่ใช่จิตเห็น  จิตได้ยิน....กระทบสัมผัส

ทั้งหมด ๑๐ ดวง จิตอื่นนอกจากนี้ทั้งหมด  ไม่ว่าจะชื่ออะไรทั้งสิ้น ก็มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ฟังอย่างนี้ สามารถที่จะรู้ วิตกเจตสิกได้หรือเปล่า  ฟังก็รู้เลย  ใครจะไปรู้วิตกเจตสิกได้  เพียงแต่เริ่มฟังแล้ว เกิดความเข้าใจถูกว่า  ทุกอย่างเป็นธรรม ที่จะเกิดขึ้น  แม้เป็นจิตก็จะมีปัจจัยคือ เจตสิกหลากหลายตามประเภท ไม่ใช่ว่าจะต้องเท่ากันหมด จิตต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่านั้น  เท่านี้นะค่ะแต่แล้วแต่ว่าจิตนั้นเป็นจิตประเภทใด  นี่คือความเป็นอนัตตา  ฟังเพื่อไม่ลืม  ว่าขณะนี้ที่กำลังเห็นนี้  เป็นอนัตตา เกิดแล้วดับแล้ว  แล้วมีจิตซึ่งเกิดสืบต่อจากจิตเห็นซึ่งเมื่อไม่ใช่จิตเห็น  จิตได้ยิน  ก็ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยทั้งหมดก็คงจะไม่ลืมใช่ไหมค่ะ 

ทั้งหมดที่ฟังมาเยอะๆ สรุปก็คือว่า ให้มีความเข้าใจจริงๆ ว่า ธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียด สิ่งใดสามารถจะรู้ได้ สิ่งใดไม่สามารถจะรู้ได้..... 


  ความคิดเห็น 1  
 
ปริศนา
วันที่ 1 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
pornpaon
วันที่ 2 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
สุภาพร
วันที่ 5 มิ.ย. 2552

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 12 มิ.ย. 2552

ขอเชิญทุกท่านร่วมสนทนา

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ