ขันธ์ ๕ เป็นภาระ [ภารสูตรและอรรถกถา]
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่  1 พ.ค. 2552
หมายเลข  12181
อ่าน  2,045

โปรดอ่านข้อความจากพระไตรปิฎกโดยตรง   

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 58

ภารวรรคที่ ๓   ๑. ภารสูตร  ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นภาระ

   [๔๙]  กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ   

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงภาระ ผู้แบกภาระ การถือภาระ และการวางภาระแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าว  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภาระเป็นไฉน  พึงกล่าวว่า  ภาระ  คืออุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์  ๕  เป็นไฉน คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป อุปาทานขันธ์คือ  เวทนา  อุปาทานขันธ์  คือสัญญา  อุปาทานขันธ์  คือ สังขาร และอุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เรียกว่าภาระ. 

   [๕๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ผู้แบกภาระเป็นไฉน  พึงกล่าวว่าบุคคลบุคคลนี้นั้น คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้  มีโคตรอย่างนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ผู้แบกภาระ.

   [๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การถือภาระเป็นไฉน  ตัณหานี้ใดนำให้เกิดภพใหม่  ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลินมีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าการถือภาระ. 

   [๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็การวางภาระเป็นไฉน  ความที่  ตัณหานั่นแล ดับไปด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ  ความสละ  ความสละคืนความพ้น  ความไม่อาลัย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เรียกว่าการวางภาระพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว  จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกในภายหลังว่า

   [๕๓] ขันธ์ ๕  ชื่อว่าภาระแล  และผู้แบกภาระคือบุคคล  การถือภาระเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ในโลก  การวางภาระเสียได้เป็นสุขบุคคลวางภาระหนักเสียได้แล้ว ไม่ถือภาระอื่น  ถอนตัณหาพร้อมทั้งมูลรากแล้ว  เป็นผู้หายหิว  ดับรอบแล้วดังนี้. 

จบ  ภารสูตรที่  ๑


  ความคิดเห็น 1  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 1 พ.ค. 2552

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 60
อรรถกถาภารสูตรที่  ๑  ภารวรรค  ภารสูตรที่  ๑ 

  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.  ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส  วจนียํ  ตัดเป็น  ปญฺจุปาทานกฺขนฺขา  อิติ อสฺส  วจนียํ  ความว่าเป็นข้อที่จะพึงตรัสอย่างนั้น.  บทว่า  อยํ  วุจฺจติ  ภิกฺขเว  ภาโร  ความว่าอุปาทานขันธ์ ๕  ท่านกล่าวว่าเป็นภาระ.  ถามว่า ด้วยอรรถว่ากระไร? แก้ว่า  ด้วยอรรถว่าเป็นภาระที่จะต้องบริหาร.  จริงอยู่  อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น จำต้องบริหารด้วยการให้ยืน ให้เดิน ให้นั่ง ให้นอน ให้อาบน้ำแต่งตัว ให้เคี้ยว ให้กิน เป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นภาระ (ของหนัก) เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ภาระเพราะอรรถว่าเป็นภาระจะต้องบริหาร.

   บทว่า  เอวํนาโม  ได้แก่มีชื่อเป็นต้นว่า  ติสสะ  ว่าทัตตะ  บทว่า  เอวํโคตฺโต  ได้แก่ มีโคตรเป็นต้นว่า  กัจจายนโคตร  วัจฉายนโคตร.ดังนั้น  ทรงแสดงบุคคลที่สำเร็จเพียงโวหาร ให้ชื่อว่า  ภารหาระ-ผู้แบกภาระ  จริงอยู่บุคคล  ยกขันธภาระขึ้นในขณะปฏิสนธินั้นเองแล้วให้ขันธ์นี้  อาบ  บริโภค  นั่ง  นอน  บนเตียงและตั่ง  ที่อ่อนนุ่มแล้วบริหาร  ๑๐  ปีบ้าง  ๒๐  ปีบ้าง  ๓๐  ปีบ้าง  ๑๐๐  ปีบ้าง  จนตลอดชีวิตแล้วทิ้งไปในจุติขณะ  ยึดเอาขันธ์อื่นในปฏิสนธิขณะอีก  เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้แบกภาระ.

  บทว่า  โปโนพฺภวิกา ได้แก่ที่เกิดในภพใหม่. 

  บทว่า  นนฺทิราคสหคตาได้แก่ถึงความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะนั่นเอง  ในที่นี้ท่านประสงค์ว่าเกิดพร้อมกับความเป็นนันทิราคะนั้น.

  บทว่า ตตฺร  ตตฺราภินนฺทินี ได้แก่มีปกติยินดีในที่เกิดหรือในอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นๆ . ในกามตัณหาเป็นต้น ความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕ ชื่อว่า กามตัณหา ความยินดี ในรูปภพและอรูปภพ  ความติดอยู่ในฌาน  ความยินดีที่เกิดพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ  นี้ชื่อว่า ภวตัณหา  ความยินดีที่เกิดพร้อมกับอุจเฉททิฏฐิชื่อว่า วิภวตัณหา.

   บทว่า ภาราทานํ ได้แก่ การถือภาระ. จริงอยู่บุคคลนี้ย่อมถือภาระด้วยตัณหา.

   บทว่า อเสสวิราคนิโรโธเป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของนิพพานนั้นเอง.  จริงอยู่  ตัณหามาถึงพระนิพพานนั้นแล้ว  ย่อมคลายความยินดีย่อมดับ  ย่อมละขาด  ย่อมสละคืน  ย่อมหลุดพ้น  โดยไม่มีส่วนเหลือก็ในพระนิพพานนี้ไม่มีอาลัยคือกาม  หรืออาลัยคือทิฏฐิ   ฉะนั้นพระนิพพานจึงได้ชื่อเหล่านี้. บทว่า สมูลํ  ตณฺหํ  ความว่า  อวิชชาชื่อว่าเป็นมูลของตัณหา. 

  บทว่า อพฺพุยฺห  ได้แก่  ถอนตัณหานั้นพร้อมทั้งราก  ด้วยอรหัตตมรรค.

   บทว่า นิจฺฉาโต  ปรินิพฺพุโต  ความว่า ผู้ออกจากตัณหาจะเรียกว่า ผู้ปรินิพพานแล้ว ก็ควรแล.

จบ  อรรถกถาภารสูตรที่  ๑

 
  ความคิดเห็น 2  
 
suwit02
วันที่ 6 พ.ค. 2552

สาธุ

 
  ความคิดเห็น 3  
 
opanayigo
วันที่ 3 มิ.ย. 2552

อนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 4 มิ.ย. 2552

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็น 5  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 7 ม.ค. 2554

  -

ขอพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
เซจาน้อย
วันที่ 1 พ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


 
  ความคิดเห็น 7  
 
สิริพรรณ
สิริพรรณ
วันที่ 10 ก.ค. 2560

กราบอนุโมทนาขอบพระคุณในกุศลจิตด้วยค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ