มารดลใจ,การเข้าสิง
 
เกมส์
วันที่  29 ธ.ค. 2551
หมายเลข  10799
อ่าน  2,870

ขออนุญาตเรียนถามครับ
ได้อ่านพระสูตรเรื่องสามเณรถูกยักษ์สิง  และเรื่องมารดลใจพระอานนท์ไม่ให้ทูลเชิญพระพุทธองค์อยู่ต่อ  จึงเกิดสงสัยว่า  เหตุใดจึงสามารถบังคับควบคุมวิถีจิตอื่นที่เกิดคนละเหตุปัจจัยได้ครับ  อธิบายทางอภิธรรมได้อย่างไรครับ ขอรบกวนทีครับ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
prachern.s
วันที่ 30 ธ.ค. 2551
ในทางพระอภิธรรมก็คือ จิต เจตสิก และรูป เกิดขึ้นเพราะปัจจัย และจิตก็มีหลายประเภท บางประเภทมีกำลัง บางประเภทมีกำลังอ่อน  มีทั้งภายในและภายนอกหยาบและละเอียด เป็นต้น จึงมีเรื่องยักษ์เข้าสิงหรือมารดลใจ ถ้าไม่มีจิต เจตสิกและรูปแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ก็มีไม่ได้ครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
พุทธรักษา
วันที่ 30 ธ.ค. 2551

เรื่องราว และ บัญญัติ เกิดจากการมีจิต เจตสิก รูป ค่ะ.

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เกมส์
วันที่ 30 ธ.ค. 2551

ขอบพระคุณมากครับ ขออนุโมทนา

กระผมได้ค้นเจอเรื่องอสังขาริก จิตที่มีกำลังมาก เช่น กระทำอกุศลหรือกุศลโดยไม่ต้องมีผู้ใดชวนหรือชักจูง  ในกรณีที่ผู้ที่ถูกมารดลใจในสมัยพุทธกาลให้กระทำอกุศลกรรมต่างๆ เจตนาที่กระทำอกุศลย่อมมีกำลังน้อยกว่ากระทำเองโดยไม่มีการดลใจด้วยหรือเปล่าครับ  ขอบคุณครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 1 ม.ค. 2552 19:38 น.

แล้วแต่ขณะจิตค่ะ  เช่น เพื่อนชวนไปดูหนัง ทีแรกก็เป็นสสังขาริก  แต่พอดูไปก็สนุกภายหลังจิตเป็นอสังขาริกมีกำลังโดยไม่มีใครชักชวนก็ได้ค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
choonj
วันที่ 2 ม.ค. 2552 10:12 น.

เรียน อาจารย์ประเชิญ ที่เคารพ

ยังติดใจคำอธิบายของอาจารย์ความเห็นที่ ๑ เช่น คนเข้าทรง  ถ้าเทพที่มาเข้าทรงมีกำลังเหนือกว่าและผู้มีกำลังน้อยยอมให้เข้าทรง การเข้าทรงก็เกิดขึ้นได้และสามารถบอกคนรอบข้างถึงความรู้ของเทพที่มาเข้าทรงเช่นเป็นหมอดูเป็นต้น ได้ไหม ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
paderm
paderm
วันที่ 2 ม.ค. 2552 10:42 น.

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย  
ในพระไตรปิฎกแสดงเรื่องมารดลใจของพระอานนท์ว่าเพราะท่านยังละวิปลาสไม่ได้เมื่อพูดโดยอภิธรรมแล้วเมื่อยังละวิปลาสไม่ได้จิตย่อมเป็นอกุศลได้ครับ  เมื่อเป็นอกุศล  ย่อมไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงถูกมารดลใจด้วยกิเลสมารด้วย ซึ่งในพระไตรปิฎกแสดงว่าที่ท่านพระอานนท์เป็นอกุศลด้วยเนื่องจากมารนั้นทำรูปอันน่ากลัว เสียงอันน่ากลัวให้พระอานนท์เห็นและได้ยินซึ่งพระอานนท์หรือบุคคลใดยังมีกิเลสย่อมละวิปลาสไม่ได้ในทางอภิธรรมเมื่อตากระทบรูปที่ไม่ดี จักขุวิญญาณเกิดรู้อารมณ์ที่ไม่ดี ดังนั้นผู้ที่ยังละ วิปลาสไม่ได้ก็ย่อมหวั่นไหวไป  เป็นอกุศลจิต  เมื่อเกิดอกุศลจิตย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริง ย่อมถูกกิเลสมารครอบงำอันเกิดจากเทวปุตตมาร เนรมิตรูปและเสียงไม่ดีครับ  
อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
เกมส์
วันที่ 3 ม.ค. 2552 04:49 น.

ขอบพระคุณมากครับ ขออนุโมทนา
ขอเรียนถามอีกนะครับ เรื่องมารดลใจนี้ หากยังละวิปลาสไม่ได้ จะป้องกันได้อย่างไร
ครับ  มีแสดงไว้ในพระไตรปิฎกไหมครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
prachern.s
วันที่ 3 ม.ค. 2552 06:54 น.

มารข้างนอกไม่น่ากลัวเท่ากับมารข้างในนะครับ  ในชีวิตประจำวันเราถูกกิเลสมารซึ่งเป็นมารข้างใน เล่นงานอยู่เสมอ  ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาย่อมไม่รู้จักมารจริงๆเลยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
paderm
paderm
วันที่ 3 ม.ค. 2552 10:10 น.
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 10799 ความคิดเห็นที่ 7 โดย เกมส์

ขอบพระคุณมากครับ ขออนุโมทนา
  ขอเรียนถามอีกนะครับ เรื่องมารดลใจนี้ หากยังละวิปลาสไม่ได้ จะป้องกันได้อย่างไร ครับ มีแสดงไว้ในพระไตรปิฎกไหมครับ

หากไม่มีกิเลสแล้ว (ละวิปลาสได้หมด) เทวปุตตมารก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การละกิเลสซึ่งหนทางในการละกิเลสอันเป็นไปเพื่อดับวิปลาส คือ การอบรมปัญญาให้เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เราครับ  โดยเริ่มจากการฟังให้เข้าใจ หนทางเดียวครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องเทวปุตมารจะมาดลใจหรอกครับ  แค่เสนามาร  มีกิเลสประการต่างๆ ก็เป็นทาสของกิเลสมารแล้วครับ  อบรมปัญญาเท่านั้นหนทางเดียวครับ ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
ajarnkruo
วันที่ 3 ม.ค. 2552 13:02 น.

ขณะที่คิดกลัวมารข้างนอก ขณะนั้นมารข้างในก็เล่นงานจิตของเราโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวแล้วครับ ซึ่งมารข้างในนี่  ก็ตามติดแน่นอยู่กับจิตทุกๆ ดวงมาเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ถ้าหากยังไม่ได้ดับมารข้างใน (อนุสัยกิเลส) เป็นสมุจเฉท  เขาก็จะยังเกาะอยู่กับจิตทุกๆดวงในขณะต่อไปได้อีกเช่นกัน  เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะประหารกองทัพมารได้ก็คือ การอบรมเจริญปัญญา  และกุศลทุกๆ ประการ  และการประหารก็ต้องตามลำดับด้วย จะข้ามไปประหารโลภะ โทสะ โมหะเลย ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ในเบื้องต้น คือประหารความเห็นผิดก่อนครับ  ถ้าความเห็นผิด ก็ยังไม่มีกำลังที่จะประหารได้ ก็จะต้องค่อยๆ ศึกษาธรรมให้เข้าใจต่อไป เพื่อละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 4 ม.ค. 2552 11:32 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
วิปลาส  เป็นการรู้การเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยสภาพธรรมแล้วเป็นอกุศลธรรม ขณะใดที่อกุศลจิตเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นวิปลาส ซึ่งเป็นการเห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ คือ เห็นว่าเที่ยงในสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง  เห็นว่าเป็นสุขในสภาพธรรมที่เป็นทุกข์ เห็นว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ในสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่ตัวตน  เห็นว่างามในสภาพธรรมที่ไม่งาม  การละวิปลาส  ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น  และบุคคลผู้ที่จะละวิปลาสทั้งหมดได้อย่างเด็ดขาด ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่นั้น จึงยังไม่พ้นไปจากวิปลาส  ในชีวิตประจำวันของบุคคลผู้ที่ยังมีกิเลส  ย่อมเป็นผู้ถูกกิเลสมารเกิดขึ้นกลุ้มรุมทำให้จิตใจเศร้าหมองอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ ชาตินี้เท่านั้น เคยเป็นอย่างนี้มาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เมื่อไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ได้ฟังพระธรรมเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามความเป็นจริงแล้ว  การที่จะด้บกิเลสให้หมดไปนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  จึงต้องเริ่มฟัง  เริ่มศึกษาต่อไป เพราะเหตุว่า กิเลสที่มีมาก ต้องอาศัยปัญญาเท่านั้น จึงจะดับได้ แล้วปัญญามาจากไหน  ต้องมาจากการอบรมเจริญในชีวิตประจำวัน ด้วยการฟัง  ด้วยการศึกษาบ่อย ๆ  เนือง ๆ สั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย ครับ  วัดพระสิงห์วรวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
pornpaon
วันที่ 4 ม.ค. 2552 17:13 น.
อ้างอิงจาก : หัวข้อ 10799 ความคิดเห็นที่ 8 โดย prachern.s

มารข้างนอกไม่น่ากลัวเท่ากับมารข้างในนะครับ  ในชีวิตประจำวันเราถูกกิเลสมารซึ่งเป็นมารข้างใน เล่นงานอยู่เสมอ  ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาย่อมไม่รู้จักมารจริงๆเลยครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ
กิเลสมาร เป็นมารภายในที่น่ากลัวที่สุด เพราะรู้ได้ยาก เห็นได้ยากจริงๆ ค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ