ปกิณณกธรรม ตอนที่ 193
ปกิณณธรรม ตอนที่ ๑๙๓
สนทนาธรรม ที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. ๒๕๔๑
ผู้ฟัง มีคนเขากล่าวว่า นิพพาน สมมติว่าก็เหมือนเค็ม คนที่ไม่มีลิ้นรับรสเค็ม อธิบายให้เขาฟังจนตาย เขาก็ไม่รู้เรื่องใช่ใหม
ท่านอาจารย์ ยังไม่ถึงนิพพาน แค่นามธรรมกับรูปธรรม ให้เขาเข้าใจจริงๆ คือเรื่องฟังเป็นเรื่องที่ไม่ยาก ค่อยๆ พิจารณาตาม แต่ว่าเป็นเพียงเรื่องราว กับความคิดนึกระดับนี้ก่อน จนกว่าจะเป็นพหุสูต ผู้ที่ฟังมาก พิจารณามาก ไตร่ตรองมาก
นี่เป็นสังขารขันธ์ เพราะเหตุว่าถ้าเราพูดถึงปรมัตถธรรม ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ปรมัตถธรรมที่มีในโลกนี้ คือ รูป แล้วก็มีจิตที่รู้รูป เพราะฉะนั้น จิตจะติดอะไร ก็ติดรูป เราเกือบจะไม่รู้เลย ว่ารูปมีจริงๆ เป็นของธรรมดาสามัญที่สุด สีสันวรรณะต่างๆ ปรากฏทางตา เสียงก็ปรากฏทางหู กลิ่นปรากฏทางจมูก รสปรากฏทางลิ้น กายกระทบสัมผัสสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งหมด ติดหมดเลย
เราต้องการอะไรในชีวิตทุกคน ทางตาสิ่งที่สวยๆ ทุกร้านตามถนนหนทางไม่ว่าที่ไหน ในห้องนี้ นอกห้องนี้ ตั้งแต่เกิดมา ตาเห็นแล้วก็ไม่ได้พอใจเพียงแค่เห็น ยังแสวงหาสิ่งที่น่าดู เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า รูปเป็นรูป รูปไม่รู้เลยว่าใครชอบ รูปอยู่เฉยๆ รูปเกิดแล้วก็ดับ แต่จิตไปเห็นรูป เพราะฉะนั้นจิตก็ติด ชอบรูป ชีวิตทั้งชีวิตของคนที่อยู่ในโลกที่มีรูปจะติดในรูป เพราะฉะนั้น รูปูปาทานขันธ์ รูปทุกรูป เป็นที่ตั้งของความยึดถือของความพอใจ
เราเกิดมากี่ชาติ แล้วเราก็เห็น ของธรรมดา สี แต่ความพอใจของเราล้นเหลือมากมาย สีนี้ก็ไม่ได้ติดตามเราไปชาติหน้า แต่ชาติหน้าเราเห็นอีก แล้วความพอใจติดตามไป ชาติหนึ่งๆ กองโตเท่าไร ความติดข้องเพียงทางเดียว คือทางตา
ผู้ฟัง แล้วจะให้เราทำอย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังพระธรรมให้เข้าใจ ไม่ใช่เรา ปัญญา ต้องอบรมเจริญปัญญา กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย แสนกัปป์ สำหรับผู้ที่ยิ่งด้วยปัญญา ถ้ายิ่งด้วยศรัทธา ๘ อสงไขย แสนกัปป์ ถ้ายิ่งด้วยวิริยะ ๑๖ อสงไขยแสนกัปป์ เพื่อที่จะรู้ความจริงธรรมดาๆ อย่างนี้ แต่คนอื่นที่ไม่ได้สะสมมา ไม่สามารถจะรู้ได้เลยถึงสภาพธรรมที่เป็นเพียงธาตุ ถ้าเราใช้คำว่าธาตุ เราไม่คิดว่าเป็นของเรา ธาตุก็ คือธาตุแต่ละอย่าง
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นนามธาตุรูปธาตุ ทำไมจะเป็นเรา ก็เป็นธาตุที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นามธาตุก็เป็นสภาพรู้ แค่นี้ มีอยู่ตั้งแต่โกฏิกัปป์ แล้วไม่รู้ความจริงว่าเป็นธาตุ ต้องอาศัยคำสอนจากผู้ที่ตรัสรู้
การที่ทำอย่างไร ไม่มีทางทำ แต่ว่าการที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อทรงตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงธรรม ซึ่งเราเรียกว่าพระธรรม เพราะเป็นคำสอนที่สามารถจะทำให้คนฟังพิจารณาแล้วเกิดปัญญาของตัวเอง ถ้าใครเอาแก้วแหวนเงินทองมาให้เรากับเอาปัญญามาให้ เอาอย่างไหนดี
ผู้ฟัง เอาปัญญา
ท่านอาจารย์ เพราะว่าเราซื้อปัญญาไม่ได้ แต่แก้วแหวนเงินทองยังซื้อได้ แต่ปัญญาของใครคนนั้นต้องอบรม ต้องฟัง ต้องพิจารณา ต้องค่อยๆ เกิดขึ้น
ผู้ฟัง รูปเกิดแล้วดับ รูปในป่านี้เกิดแล้วดับใหม
ท่านอาจารย์ คำใดที่ตรัส คำนั้นไม่เป็นสอง ต้องเป็นอย่างเดียว รูปที่ไหนก็ตาม ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม รูปก็เกิดดับ
ผู้ฟัง ทีนี้เกิดจากอะไร รูปไม่มีจิต
ท่านอาจารย์ รูปเกิดจากกรรมก็มี รูปเกิดจากจิตก็มี รูปเกิดจากอุตุ คือความเย็นความร้อนก็มี รูปเกิดจากอาหารก็มี นี่คือสมุฏฐานที่ก่อตั้งให้เกิดรูป
ผู้ฟัง เวลาที่รูปเกิด ...
ท่านอาจารย์ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ใครจะรู้หรือไม่รู้ รูปก็เกิดดับ ไม่จำเป็น ขณะนี้รูปที่ตัวคุณหมอ รูปใดที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นเกิดแล้วดับแล้ว แล้วก็เกิดอีกแล้วก็ดับอีก แล้วก็เกิดอีกแล้วก็ดับอีก
ผู้ฟัง สมมติว่ากายเรา เราจะมองไม่มอง ก็
ท่านอาจารย์ เกิดดับแน่นอน
ผู้ฟัง ... กายที่ เกิดแล้วดับ
ท่านอาจารย์ หมอคิดว่าจะเห็นการเกิดดับของกาย
ผู้ฟัง หรือว่าจะต้องสัมพันธ์กับจิต
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวเลย ถ้ายังเป็นกาย ไม่ดับ เพราะว่าเป็นเรื่องราว ไม่ใช่เป็นการรู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏก่อนที่หมอจะคิดว่ามันเป็นกาย ลักษณะจริงๆ ของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่คน ไม่ใช่กาย ไม่ใช่อะไร เป็นสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท ธาตุนี้มีจริง พอกระทบแล้วปรากฏ ปรากฏจนกระทั่งมีความจำค่อยๆ จำ รูปร่างสัณฐานจนเป็นเรื่องเป็นราว เป็นกาย เป็นคน แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ปรากฏทางตาจะเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นเป็นไปไม่ได้ เป็นได้อย่างเดียวคือกระทบตาแล้วปรากฏ จะไปเอาคนจากสิ่งที่เพียงกระทบตาแล้วปรากฏหรือ
ผู้ฟัง เกิดแล้วดับ ต้องสัมพันธ์กับจิตที่เกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ ไม่เกี่ยว นั่นหมอพยายามเอาจิตมาดับ แล้วรูปจึงดับ ไม่ใช่
ผู้ฟัง ถ้าไม่อย่างนั้น จิตของใครจะไปประจักษ์รูปที่เกิด และดับในป่า
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ในป่า หมอมีคำสมมติว่าในป่า หมอมีคำสมมติว่าโลก แต่จริงๆ แล้วโลกปรากฏเมื่อไร ก่อนอื่นขณะแรกที่หมอเกิด ขณะแรกจริงๆ ที่จิตเกิด ไม่รู้จักโลกนี้เลย
โลกนี้ไม่ได้ปรากฏกับจิตขณะแรกที่เกิด แน่นอน ตาไม่มี หูไม่มีใช่ใหม เพราะว่าเป็นกลุ่มของรูปที่เล็กที่สุด แต่กลุ่มของรูปที่เล็กที่สุด เมื่อเกิดแล้วเพราะกรรม
นี่คือโลกที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน เวลานี้หมอมีตา หมอทราบไหมว่ากรรมทำให้จักขุปสาทกรรมทำให้รูปนี้เกิด มีโสตปสาท ทราบไหมว่ากรรมทำให้รูปนี้เกิด
ผู้ฟัง เป็นไปได้
ท่านอาจารย์ เป็นไปได้อย่างไร ไม่เห็น ตอนทำให้เกิดไม่เห็น
ผู้ฟัง ก็ด้วยเหตุ ด้วยผล เป็นไปได้
ท่านอาจารย์ ด้วยเหตุด้วยผลใช่ใหม พิจารณา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพิจารณาทุกอย่าง นี่คือรูปที่เกิดเพราะกรรม มีรูปที่เกิดเพราะจิตด้วย ต่างหากจากรูปที่เกิดเพราะกรรม ถ้าเป็นเพียงรูปที่เกิดเพราะกรรม
รูปที่เกิดเพราะจิต มีการพูด มีการเคลื่อนไหว มีการกระทำต่างๆ เหล่านี้ ถ้าไม่มีจิต รูปเคลื่อนไหวไม่ได้เลย โต๊ะนี้จะยกขาโต๊ะก็ไม่ได้ ไม่มีจิต คนตายมีรูปจริง ทำอะไรไม่ได้เลย เหมือนท่อนไม้ ไม่มีความต่างกัน
เพราะฉะนั้นรูปที่ตัวที่ยังไม่ตาย ก็คือรูป คือไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น จิตหลังจากที่เกิดครั้งแรก ขณะแรกดับไหม ดับ เราเรียกจิตขณะแรกว่าปฏิสนธิจิต ซึ่งบาลีอาจจะออกเสียงเป็น ปฏิ-สัน-ธิ หมายความถึงสืบต่อจากขณะสุดท้ายของชาติก่อน คือจุติจิต ทันทีที่ตายก็เกิด
เหมือนกับขณะนี้ จิตเกิดดับสืบต่อกันตลอดเวลา เพราะเหตุว่าจิตเองเป็นสภาพหรือธาตุที่วิจิตร น่าอัศจรรย์ ที่ว่าทันทีที่ดับ ตัวจิตที่ดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ยับยั้งไม่ได้เลย จนกว่าจะถึงจุติจิตของพระอรหันต์ ที่ดับแล้วก็ไม่มีการเกิดอีก
จิตของใครก็ตามเมื่อเกิดขึ้น ดับ จิตต่อไปยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าขณะนั้นจิตทำกิจ จิตทุกจิตเกิดขึ้นทำหน้าที่การงานอย่างหนึ่งอย่างใด ขี้เกียจไม่ได้ เพราะว่าเป็นธาตุ เมื่อเป็นธาตุก็มีลักษณะ แล้วก็มีหน้าที่ของธาตุนั้นๆ มีอาการปรากฏ มีเหตุใกล้ที่จะให้เกิดเฉพาะอย่างๆ
ที่เราต้องพูดยาวเป็นลำดับ เพื่อจะให้รู้ว่ารูปเขาดับ แต่ว่าก่อนที่จะพูดเรื่องนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่จะเป็นกาย จะต้องมีอะไรเสียก่อน
เพราะฉะนั้น รูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิตเล็กมาก ดับใหม มองไม่เห็น แต่รูปนั้นดับหรือเปล่า แล้วทำไมกายนี่หมอจะบอกว่าไม่ดับ รูปทุกรูปเป็นรูปซึ่งเกิดแล้วก็ดับ
ผู้ฟัง เราพูดในความหมายที่ว่า เวลาที่เกิดขึ้นแล้วดับ ส่วนมากจะสัมพันธ์กับจิต
ท่านอาจารย์ ไม่จำเป็น เพราะเหตุว่าตอนหมอเกิด หมอมีรูป ปฏิสนธิจิตเกิด จะมีกลุ่มของรูปเล็กที่สุดมองไม่เห็นเลย ๓ กลุ่ม ภาษาบาลีใช้คำว่ากลาป
กลุ่มหนึ่งก็คือกาย ประกอบด้วยรูป ๑๐ รูป กายปสาท
อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นภาวรูป หญิงหรือชาย ๑ กลุ่ม ๑ กลาป
แล้วก็กลุ่มของหทยรูป ซึ่งเป็นที่เกิดของจิต เพราะว่าในภูมิที่มีนามและรูปด้วยกัน นามต้องอาศัยรูปเกิดขึ้น จะเกิดเองตามลำพังไม่ได้
เพราะฉะนั้น จิตไม่ได้ไปเกิดล่องลอยอยู่ตามอากาศ หรือที่โต๊ะ ที่เก้าอี้ แต่ต้องอาศัยรูป ซึ่งทันทีที่เกิด อาศัยกันและกัน เป็นปัจจัย โดยสหชาต เกิดพร้อมกันด้วยปัจจัย แล้วโดยอัญญมัญญปัจจัย คือต่างต้องพึ่งพิงอาศัยกันและกัน คือจิตก็อาศัยรูป รูปที่เกิดถ้าไม่มีจิต รูปนั้นก็เกิดไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นรูปที่กรรมเป็นสมุฏฐานก็จริง แต่ขณะแรกต้องมีจิตเกิด ซึ่งเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้น กรรมที่ทำแล้วเป็นปัจจัยให้จิต เจตสิก และรูปซึ่งเป็นผลของกรรมเกิดขึ้น
ถ้ายังไม่เห็นความต่างของนามกับรูป เราจะปนกันเสมอ แต่ถ้าเรารู้ความต่างโดยเด็ดขาด นามธรรมไม่ใช่รูปธรรม โดยเด็ดขาด แยกไปเลย รูปธรรมไม่ใช่นามธรรมโดยเด็ดขาด จะที่ตัวหรือนอกตัว หรือที่ไหน รูปธรรมก็เป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย ต้องแยกอย่างนั้นก่อน
แล้วหมอจะเห็นว่า ตอนที่หมอเกิดมีกลุ่มของรูป รูปกลุ่มนั้นมีอายุ ๑๗ ขณะจิต ปฏิสนธิจิตเกิดดับไป ภวังคจิตเกิดสืบต่อไปอีกรวมแล้ว ๑๗ ขณะ รูปที่เกิดดับ แล้วรูปก็เกิดอีก โดยสมุฏฐาน
เช่น กรรมจะทำให้รูปเกิดทุกขณะของจิต ที่เป็นขณะย่อย แล้วหมอเข้าใจโดยที่หมอไม่เห็น แต่หมอรู้ว่ารูปนั้นดับ หมอสามารถจะเข้าใจได้ว่ารูปนั้นดับฉันใด หมอก็ต้องสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า รูปใดๆ ทั้งหมด ไม่มียกเว้นเลย เกิดแล้วต้องดับ
ผู้ฟัง ถ้าอยากให้เข้าใจตามๆ ไป ก็คงจะใช้ความจำ แต่ไม่เข้าใจ ว่ารูปที่ไม่มีชีวิต เขาเกิดเขาดับได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ รูปทุกรูป หมอต้องทราบว่าคืออะไรก่อน
ผู้ฟัง คือสภาพที่ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม นี่เป็นมหาภูต คือ รูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน
รูปใดๆ ที่ปรากฏ หมอจะต้องรู้ว่า ขาด ๔ อย่างนี้ไม่ได้เลย ๔ อย่างนี้เป็นประธาน
อย่างกลิ่น หมอมองเห็นรูปร่างกลิ่นไหม แต่กระทบสัมผัสโดยฆานปสาท แล้วกลิ่นปรากฏ หมอรู้ไหมว่ามีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่กลิ่นนั่น แต่ต้องมี
เพราะฉะนั้น หมอจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ไม่ใช่หมอต้องไปรู้ไปเห็นว่ามีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่ตรงนั้น แล้วกลิ่นถึงจะปรากฏใช่ใหม
เพราะเหตุว่า รูปกลิ่นเขาจะไม่กระทบอะไรเลยนอกจากฆานปสาท ซึ่งเป็นรูปพิเศษ ซึ่งจะกระทบเฉพาะกลิ่น แต่กลิ่นจะมีไม่ได้ ถ้าไม่มีมหาภูตรูป ๔
ผู้ฟัง ที่หมอสงสัย คือรูปจะเกิดดับ แต่ว่าเรารู้หรือไม่รู้ รูปก็จะเกิดดับ
ท่านอาจารย์ หมอไม่เข้าใจอย่างนี้ หมอคิดว่าเฉพาะรูปที่มีชีวิตเท่านั้นที่เกิดดับ คือหมอไม่เข้าใจว่า รูปคือรูป แล้วรูปก็ต้องประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ไม่ว่าจะที่ตัวหรือนอกตัว เพราะฉะนั้นถ้าที่ตัวเป็นมหาภูตรูป ๔ เกิดดับ มหาภูตรูป ๔ ข้างนอกก็ต้องเกิดดับเหมือนกัน
สภาพธรรมมีอายุแสนสั้น ทั้งนามธรรมและรูปธรรม อะไรสั้นกว่า นามธรรมอายุสั้นกว่ารูปธรรม เพราะเหตุว่ารูป คิดดูมีมหาภูตรูปความอ่อนความแข็ง เพราะฉะนั้นการเกิดดับ ก็ต้องช้ากว่าจิตซึ่งไม่มีรูปเลย ที่จะค่อยๆ เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น นามธรรมเป็นธาตุซึ่งเกิดขึ้น ทำหน้าที่หนึ่ง อย่างหนึ่งอย่างใด แล้วดับทันที แล้วก็จิตต่อไป เจตสิกกับจิตก็เกิดต่อ
เพราะฉะนั้น ในชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย หลากหลาย เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิดนึก เดี๋ยวจำเรื่องนั้น เดี๋ยวคิดถึงเรื่องโน้น เดี๋ยวเป็นสุข เดี๋ยวเป็นทุกข์ นี่คือช่วงขณะของจิตซึ่งเกิดอย่างรวดเร็ว แล้วก็สั้นมาก มีอายุสั้นแสนสั้น
แล้วรูปที่เกิดดับทุกรูปจากการตรัสรู้ ทรงแสดงว่ามีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ แล้วเราจะมีปัญญาอย่างนั้นไหม เพราะว่าขณะที่กำลังเห็นกับขณะที่กำลังได้ยิน ความห่างของจิตเห็นกับจิตได้ยิน เกิน ๑๗ ขณะ รูปเกิดแล้วดับ ในระหว่างนั้น
ผู้ฟัง ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ไม่มีชีวิต เขาเกิดดับได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเราถูกปกคลุมด้วยอวิชชา และบัญญัติ หมอไม่ได้รู้ลักษณะของรูปที่กำลังเกิดและดับ หมอจำว่านี้เป็นกาย เพราะฉะนั้น บัญญัติคือสิ่งที่เราคิดถึงเรื่องราวของสิ่งที่มีจริง ปกคลุมปิดกั้นหมด
อย่างเวลานี้ หมอบอกหมอเห็นคน อย่างไรก็ต้องเห็นคน กว่าหมอจะรู้แล้วค่อยๆ เข้าใจว่า ในสิ่งที่กำลังเพียงปรากฏเมื่อกระทบนี่ คนอยู่ที่ไหน มีคนในสิ่งนั้นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งนั้นเพียงกระทบแล้วก็ปรากฏ แต่หมอไปจำว่าเป็นคน
เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้จริงๆ ว่าไม่ใช่คน สิ่งที่ปรากฏเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับ ความรู้อย่างนี้ต้องสมบูรณ์ก่อน
ผู้ฟัง อันนี้อธิบายได้ เรื่องของการเกิดสภาพรู้ แล้ว นามธรรมกับรูปธรรม
ท่านอาจารย์ ก็อย่างที่ถามหมอ ขณะที่จิตเกิดพร้อมกับรูป รูปนั้นดับหรือเปล่า ถ้ารูปนั้นดับ ทำไมรูปอื่นไม่ดับ
ผู้ฟัง จะว่าจิตเกิด
ท่านอาจารย์ ไม่เกี่ยวกับจิต รูปเป็นรูป รูปอยู่ที่ไหนก็เป็นรูป รูปจะเกิดกับจิตหรือไม่เกิดกับจิต รูปก็เป็นรูป เปลี่ยนแปลงลักษณะของรูปไม่ได้ จิตสามารถที่จะรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏในขณะนั้น เช่น เสียง เสียงมีตั้งหลายเสียงใช่ใหม แต่จิตจะรู้หมดเลย เสียงคุณหมอ พอรับโทรศัพท์ก็รู้เลย ทั้งๆ ที่เสียงเท่านั้น แต่เสียงนี้หลากหลาย แต่ความหลากหลาย ใครรู้
จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้จิตรู้ รู้ในลักษณะที่วิจิตรที่ต่างๆ นี่คือจิต แต่เขาไม่จำ เขาไม่ชอบ เขาไม่รัก เขาไม่ชัง เขาไม่ใช่ปัญญา เขามีหน้าที่ของเขาอย่างเดียว คือเป็นมนินทรีย์ เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น ต้องแยกลักษณะของจิตกับเจตสิก เวลาจิตเกิด ดับ ตั้งแต่เกิดจนตาย ขณะไหนบ้างที่ประกอบด้วยปัญญา หรือขณะไหนเพียงเห็น แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร แล้วก็มีความรักความชัง โดยความไม่รู้ ซึ่งยังไม่รู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏจริงๆ
ใครจะบอกว่าขณะนี้มีเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา อย่างไรๆ ก็เป็นคนที่เห็น เพราะจำไว้ จำไว้ ไม่ได้จำแค่ชาตินี้ชาติเดียว จำมาแล้วกี่ชาติ แล้วกว่าจะได้ยินได้ฟังว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง เป็นธาตุแต่ละชนิด ถ้าเป็นธาตุแล้ว ก็ไม่ใช่หมอแล้วใช่ใหม
ผู้ฟัง การเกิดดับ ของนามธรรมรูปธรรม อธิบายโดยละเอียด เป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ท่านอาจารย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปรู้แจ้งจากผู้ที่ท่านตรัสรู้ ท่านสอนท่านบอก ทุกสิ่งที่เกิดดับ คำนี้ ทุกสิ่งที่เกิดดับ เราต้องฟังแล้วเข้าใจ แม้ว่าเราไม่ประจักษ์ แต่เราพอที่จะค่อยๆ คิด ค่อยๆ เห็นตามได้ไหม แม้ว่าปัญญาของเราไม่ละเอียด ปัญญาของเราเพียงค่อยๆ แก่ไป ค่อยๆ หักไป ค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ทีนี้กว่าจะหัก กว่าจะแตก กว่าจะเปลี่ยน กว่าจะเก่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เล็กมากๆ จนกว่าอาการนั้นจะปรากฏให้เห็น
อย่างภูเขาทั้งลูก ร้อยปีพันปี ที่แคว้นมคธพระพุทธเจ้าก็เคยเสด็จไปที่นั้น ก็ยังเป็นภูเขาลูกนั้น มองไม่เห็นเลยความเกิดความดับ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ใครไปเห็นว่าเกิดดับ แต่ว่าต้องมีการเสื่อม แล้วถ้ามีการเสื่อม ไม่ใช่หมายความว่าเสื่อมไปได้ทันที ต้องมีขณะเล็กๆ เล็กๆ ที่เกิดดับสืบต่อจนอาการเสื่อมนี้ปรากฏ
นี่ไม่ใช่ว่าเราพูดเอง เพราะเราไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำที่ตรัสว่าสิ่งใดก็ตาม เมื่อมีเหตุปัจจัยจึงได้เกิดขึ้น แล้วก็ดับ ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น ทุกขลักษณะ ไม่ใช่ว่าเราปวดเมื่อยเจ็บ ประสบกับสิ่งที่ไม่พอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่พอใจเป็นทุกข์ แต่ทุกข์ที่กระทำให้ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคลได้ คือ ทุกขลักษณะ ที่เป็นไตรลักษณะ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สภาพธรรมที่เคยเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แท้ที่จริงเป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ตามระดับขั้นของปัญญาที่ค่อยๆ พิจารณา อบรมเจริญ จนเห็นความต่างของนามธรรม และรูปธรรม แยกขาดจากกันจริงๆ ไม่สืบเนื่อง ไม่เกี่ยวข้องกัน นามธรรมก็เป็นนามธรรม รูปธรรมก็เป็นรูปธรรม และเมื่ออบรมความรู้ความเข้าใจยิ่งขึ้น จึงจะประจักษ์การเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมได้
แม้ว่าเราจะเห็นเพียงความเสื่อมสลาย หรือความเก่า จากธรรมดาๆ แต่ว่าลึกลงไปกว่านั้นปัญญาก็สามารถประจักษ์ความเกิดขึ้นและดับไปด้วย เพียงแค่กระทบ สภาพธรรมเกิด และดับ ถ้าเป็นปัญญาที่ประจักษ์และแทงตลอด ในลักษณะของสภาพธรรม เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของปัญญาที่จะอบรมจนกว่าจะถึง แต่ถ้าปัญญายังไม่ถึงเราก็สงสัย ต้องมีความสงสัยแน่นอน
ผู้ที่จะดับความสงสัย ในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมหมด ไม่เหลือเลย คือพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน แต่ต้องผ่านปัญญาหลายระดับมากเลย วิปัสสนาญาณหลายขั้น กว่าจะถึงวิปัสสนาญาณ ที่เราเรียกว่า วิปัสสนา วิปัสสนากัน ก็คือปัญญาที่อบรมจากการฟัง
เพราะคำว่าภาวนา หมายความถึงอบรม จากสิ่งที่ไม่มีให้เกิดขึ้น สิ่งที่มีแล้วก็ค่อยๆ เจริญขึ้น จากการที่ไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นธรรม เพราะว่าเคยเป็นคน เคยเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่เข้าใจว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริง แต่เป็นธาตุแต่ละอย่างที่มีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น แต่ตราบใดที่เป็นอวิชชาความไม่รู้ ก็ไม่สามารถที่จะไถ่ถอนความจำที่เป็นอัตตสัญญาได้ เพราะเคยจำไว้เสมอว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง
ผู้ฟัง ตอนนี้ที่ว่าเสื่อมไปทุกวันๆ แต่ละนาที จนมีการเกิดดับ เกิดดับ จนกระทั่งถึงความเสื่อม
ท่านอาจารย์ จนกระทั่งปรากฏความเสื่อม
ผู้ฟัง จนกระทั่งปรากฏความเสื่อม แต่เราไม่เห็น เขาก็จะมี
ท่านอาจารย์ เขาเป็นอย่างนั้น ทั้งรูปที่นี่ รูปที่นั่น รูปที่ไหน อะไรก็ตามที่เกิด เป็นสังขารธรรม ลักษณะของสังขารธรรมมี ๓ อย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง
สภาพที่ไม่เที่ยง ไม่ใช่สภาพที่น่ายินดีพอใจ เวลาที่เรายินดีพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราคิดว่าสิ่งนั้นเที่ยง ดอกไม้สวย มองเห็นสวย เป็นดอกไม้ อยู่ได้เป็นตั้งอาทิตย์ อยู่ได้ตั้งเป็นเดือน เพราะอย่างนั้น เราจึงมีความพอใจในสิ่งที่เรามองเห็นว่าเที่ยง
แต่ความจริงคือ เราไม่รู้ว่ากำลังเกิดดับ จนกว่าจะเหี่ยว จนกว่าจะหลุด แต่กว่าจะถึงอันนั้น จะต้องมีการเกิดดับ
ผู้ฟัง เราไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง เพราะว่าต้องเป็นปัญญาระดับที่สามารถจะประจักษ์ได้
ผู้ฟัง อต่ความเกิดดับมันเร็วมากเลย
ท่านอาจารย์ แน่นอน
ผู้ฟัง มันเร็ว อาจจะเป็นเสี้ยวของวินาที มันเกิดขึ้น แล้วก็ดับลงเร็วมาก จนเราไม่รู้สึกว่ามันเกิดดับ แล้วที่เราเห็นก็เป็น Concept ใช่ใหม ว่าเป็นรูป