ปกิณณกธรรม ตอนที่ 195

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ปกิณกธรรม ตอนที่ ๑๙๕

สนทนาธรรม ที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. ๒๕๔๑


ท่านอาจารย์ จิตไม่มีใครสามารถจะมองเห็นได้ รู้ว่ามี แต่มองไม่เห็น จิตก็ไม่มีเสียงที่จะบอกว่าฉันคือจิต หรืออะไรอย่างนั้น ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีความเย็นความร้อนใดๆ

ถ้าเราตัดสีออกจากโลกนี้หมด เสียงออกจากโลกนี้หมด กลิ่นออกจากโลกนี้หมด ไม่มีรสใดๆ ไม่มีเย็น ร้อน อ่อน แข็งใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าจิตเกิด จิตต้องเป็นธาตุรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ แม้ว่าจะไม่ใช่สี เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง

เพราะเหตุว่า ถ้าเราพูดถึงคำว่าธาตุหรือธรรม ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่า ไม่ใช่คนหนึ่งคนใด ไม่ใช่ของใคร แต่เป็นสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงมีลักษณะแสดงให้เห็นว่า มีจริงๆ ไมใช่ว่า เราไปบอกว่าสิ่งนี้มี แต่ไม่มีลักษณะแสดงให้เรารู้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องใช่ไหม

เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด แต่ละอย่าง มีลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นๆ ที่จะปรากฏให้รู้ได้ แม้แต่จิตซึ่งเป็นนามธรรม ถ้าใช้คำว่า “นามธรรม” ก็หมายความถึง เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดขึ้นต้องรู้ จึงเป็นนามธรรม

แต่ถ้าเป็นรูปธรรม แล้วเกิดขึ้นก็จริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ทุกอย่างที่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นจิตเป็นนามธรรม เพราะเหตุว่า ทันทีที่จิตเกิดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็ดับ

ในขณะนี้มีจิตจริง ยากไหมที่จะเข้าใจ เพราะว่าลักษณะของจิตเป็นธาตุรู้หรือสภาพรู้ หรืออาการรู้ ที่กำลังเห็น ยากเหลือเกิน เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา ปรากฏแล้วก็ไม่มีการที่จะรู้ว่ามีจิตที่กำลังเห็น เพราะว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาให้เห็น แล้วจะรู้ว่ามีจิตกำลังเห็นได้อย่างไร ถ้าไม่ฟังด้วยเหตุผล ด้วยการพิจารณาว่า ที่มีสิ่งที่ปรากฏ เป็นสีสันวรรณะต่างๆ ต้องมีสภาพที่กำลังเห็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าจิตเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่าง แต่ก็มีลักษณะ คือเป็นธาตุรู้ ที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏ เสียงมีในป่าไม่มีใครได้ยิน เป็นเสียงหรือเปล่า เสียงในป่าเป็นเสียงไหม ไม่มีใครได้ยินเลย เสียงเป็นเสียงไหม

ผู้ฟัง ก็เป็น

ท่านอาจารย์ เสียงก็เป็นเสียง คือจะเป็นอื่นไมได้ เสียงก็ต้องเป็นเสียง แม้ว่าใครจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตาม เวลาที่มีเสียงปรากฏ เพียงขณะที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้ ทุกคนรู้ว่ามีเสียงปรากฏ ต้องมีสภาพที่ได้ยินเสียง เสียงจึงปรากฏ กับชั่วขณะที่จิตเท่านั้นได้ยิน

นี่คือลักษณะของจิต เป็นธาตุรู้หรือเป็นสภาพรู้ ซึ่งขณะที่นอนหลับสนิทแม้ว่ามีจิต แต่ไม่มีการรู้อะไรทั้งสิ้น อย่างหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือว่า เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แล้วสิ่งที่ถูกรู้ ต้องใช้คำให้ถูกต้องด้วยว่า ใช้คำว่า อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ เป็นที่ยินดีของจิต อาลัมพนะ ถ้าจิตจะไม่ไปไหน นอกจากไปสู่อารมณ์ ถ้าใช้คำนี้ แต่จริงๆ แล้วก็ว่าคือรู้อารมณ์นั่นเอง

เพราะว่าไม่มีแขน ไม่มีขา ไปไหนไม่ได้ จิตไปไหนไม่ได้ ถ้าเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็คือจิตว่าเป็นธาตุรู้ที่เกิดแล้วก็ดับ เวลาจิตเกิดขึ้นเห็น เห็นแล้วดับ ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เวลาที่จิตเกิดขึ้นได้ยิน ได้ยินแล้วก็ดับ นี่คือลักษณะของธาตุรู้แต่ละชนิด ซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่เหมาะสม

เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงจิต ทุกคนก็พอจะรู้แล้วว่า ตอนนี้เป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ ไม่มีรูปร่าง และต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ แล้วสิ่งที่ปรากฏ ภาษาบาลีเรียกว่า อารัมมณะ หรืออาลัมพนะ แต่ภาษาไทยเราตัดสั้นๆ เป็นอารมณ์ แล้วก็เข้าใจผิดไปเลย คือเข้าใจผิดว่า วันนี้อารมณ์ดี ความจริงอารมณ์ดีเพราะเห็นดี ได้ยินเสียงที่ดี ได้กลิ่นดี ได้ลิ้มรสดี ได้กระทบสัมผัสดี ใจสบาย ก็บอกว่าวันนี้อารมณ์ดี

ถ้าบอกวันนี้อารมณ์ไม่ดีเลย ก็หมายความว่า เห็นอะไรก็ไม่น่าที่จะพอใจเลย เห็นฝุ่น เห็นขยะ เห็นอะไรก็แล้วแต่ เห็นของสกปรก ไม่สะอาด ไม่สวยงาม หรือว่าได้ยินเสียง อารมณ์ไม่ดี ก็เสียงนั้นทำให้ขุ่นเคืองใจ กลิ่นไม่ดี รสไม่ดี สัมผัสไม่ดี ก็ทำให้เกิดอารมณ์ไม่ดี นั่นคือภาษาไทย แต่ภาษาบาลีคำจำกัดความต้องตายตัว แล้วใช้ได้ตลอด คือจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีอารมณ์ คือสิ่งที่จิตกำลังรู้

เสียงในป่า เสียงทั้งหมด ภาษาบาลีใช้คำว่าสัททะ เสียงที่ไม่ปรากฏเพราะว่าจิตไม่ได้ยินใช่ไหม แต่เสียงที่ปรากฏเพราะจิตได้ยิน เพราะฉะนั้น เสียงเป็นอารมณ์ของจิตได้ยิน ภาษาบาลีจะใช้คำว่าสัททารมณ์ หมายความว่าไม่ใช่แต่เพียงสัททะเท่านั้น แต่เป็นอารมณ์ด้วย

เพราะฉะนั้นเสียงเป็นสัททารมณ์ ถ้าได้ยินคำว่า สัททารมณ์ หมายความว่าจิตกำลังรู้ ถ้าจิตไม่รู้ก็เป็นเพียงสัททะหรือเสียง พอที่จะเข้าใจเรื่องจิตแล้วใช่ไหม หรือว่ายังมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่องจิตก่อนที่จะไปถึงเจตสิก

ผู้ฟัง สงสัยตอนที่เราหลับ จิตนี้เกิดดับ เกิดดับเร็วมาก แล้วขณะที่เราหลับ ตาก็ปิด หูก็ไม่ได้ยิน ยังมีจิตเกิดดับๆ ๆ ต่อเนื่อง อันนี้ ภวังคจิตใช่ไหม แล้วเวลาฝัน เป็นภวังคจิต หรือเป็นจิตอะไร

ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่าจิตแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือจิตที่ไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าลืม จิตเกิดขึ้นต้องรู้อารมณ์ทุกครั้ง

แต่ว่ามีจิต ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งเป็นจิตที่ไม่รู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอารมณ์ หรือไม่รู้อารมณ์ แต่เพียงไม่รู้อารมณ์ทางตา คือไม่เห็น ไม่รู้อารมณ์ทางจมูกคือไม่ได้กลิ่น ไม่รู้อารมณ์ทางหูคือไม่ได้ยิน ไม่รู้อารมณ์ทางลิ้น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่ได้รู้อารมณ์ทางกาย ไม่ได้กระทบสัมผัส แล้วก็ไม่ได้คิดนึกเรื่องใดๆ ทางใจด้วย

เพราะฉะนั้นมีจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งรู้อารมณ์โดยไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่วนจิตอีกประเภทหนึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ

ถ้าเราพูดโดยไม่มีตัวอย่าง ฟังยาก แต่ตัวอย่างก็คือกำลังนอนหลับสนิท เห็นหรือเปล่า ได้ยินไหม ได้กลิ่นไหม ลิ้มรสไหม รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไหม คิดนึกไหม ไม่มีแม้ความคิด แต่ยังมีจิต เพราะว่าไม่ใช่คนตาย เพราะฉะนั้นจิตประเภทนี้ ทำภวังคกิจทำหน้าที่ดำรงภพชาติ เกิดดับดำรงภพชาติ เป็นจิตประเภทเดียวกับปฏิสนธิจิต คือเป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม

ผู้ฟัง ถ้าไม่มีจิต ก็จะไม่มีชีวิต..ใช่ไหม

ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิต ไม่ว่าประเภทไหนทั้งสิ้น ก็คือตาย แต่ตราบใดที่ยังไม่ตายก็ต้องมีจิตประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งแยกใหญ่ๆ เป็น ๒ ประเภท

คือ เป็นจิตที่เป็นวิถีจิต กับจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต อันนี้ชื่อปะปนกันหน่อยกับภาษาไทย เพราะว่าวิถี เราหมายความถึงทาง หรือทางเดินที่เป็นวิถีทางของชีวิต หรืออะไรอย่างนั้น แต่ว่าสำหรับวิถีจิต หมายความว่า จิตประเภทที่อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์อื่น ที่ไม่ใช่อารมณ์ของปฏิสนธิกับไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์

เพราะว่าตอนเกิด ขณะเกิด โลกนี้ไม่ปรากฏแน่นอน ไม่ใช่วิถีจิต ไม่ใช่จิตที่เห็น ไม่ใช่จิตที่ได้ยิน ไม่ใช่จิตที่ได้กลิ่น ไม่ใช่จิตที่ลิ้มรส ไม่ใช่จิตที่รู้ว่าแข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ไม่ใช่จิตที่คิดนึก แต่จิตนั้นเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย จึงเป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ แล้วก็ทำให้ภวังคจิตเกิดสืบต่อ ทำภวังคกิจ คือ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นจนกว่าจะตาย

แต่ระหว่างเกิดกับตาย จะต้องมีจิตประเภทต่างๆ เช่น จิตเห็น จิตได้ยิน จิตโลภ จิตโกรธ จิตดี จิตไม่ดี พวกนี้ไปเรื่อยๆ ขณะใดก็ตามที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์อื่น ที่ไม่ใช่อารมณ์ของปฏิสนธิจิต หรือภวังคจิต เป็นวิถีจิตทั้งหมด

เพราะฉะนั้น ก็เว้นปฏิสนธิจิต ภวังคจิต กับจุติจิตเท่านั้น ๓ ประเภทนี้ ๓ ขณะ แต่ว่าเป็นจิตชนิดเดียวกัน เพราะว่าเป็นผลของกรรมเดียวกัน นอกจากจิต ๓ ขณะนี้แล้ว ขณะอื่นเป็นวิถีจิตทั้งหมด

ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ขณะที่ฝันก็เป็นวิถีจิต

ท่านอาจารย์ ใช่

ผู้ฟัง แล้วเป็นประเภทกุศลหรืออกุศล เพราะบางครั้งก็ฝันดี

ท่านอาจารย์ อันนี้ก็ดี คือได้ทราบชาติของจิตว่า เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นวิบากก็มี เมื่อกี้เราพูดถึงวิบาก กุศลเป็นเหตุ อกุศลเป็นเหตุ วิบากเป็นผล เป็นจิตทั้งหมด ถ้าถามว่าผลของกรรมจะเป็นเก้าอี้เป็นโต๊ะไม่ได้ แต่ต้องเป็นจิตประเภทที่เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ทำให้จิตประเภทวิบากเกิด

เวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิด เป็นผลกรรมหนึ่ง เวลาที่ปฏิสนธิจิตดับไป ภวังคจิตเกิดสืบต่อเป็นผลของกรรมเดียวกัน ยังไม่เปลี่ยน กรรมนั้นยังให้ผลอยู่ คือต้องหลับไป หรือไม่รู้อารมณ์ไป จนกว่ากรรมอื่นจะให้ผล หรือกรรมอันนั้นเอง กรรมเดียวกับปฏิสนธิให้ผลด้วย หมายความว่า เขาไม่ได้ให้ผลเพียงแค่เกิดแล้วเป็นภวังค์

ถ้ากรรมให้ผลเพียงแค่เกิดแล้วเป็นภวังค์ คนเกิด สัตว์เกิด เทวดาเกิด พรหมเกิด ไม่ต่างกันเลย เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่รู้อะไรทั้งสิ้น โลกนี้ไม่ปรากฏ โลกไหนก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นอารมณ์ของปฏิสนธิจิต กับภวังคจิตกับจุติจิต ไม่ใช่อารมณ์ที่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ว่าเป็นอารมณ์ที่สืบเนื่องมาจาก จิตใกล้จุติจิตของชาติก่อน

เพราะฉะนั้น เมื่อข้ามภพข้ามชาติแล้วก็ไม่มีทางที่จะปรากฏเลยว่า ชาติก่อนเราเป็นใคร แล้วเราตายที่ไหน แล้วก่อนเราตายจิตเราเป็นอย่างไร ไม่มีทางจะรู้ได้ เหมือนประตูที่ปิดสนิท ไม่มีทางที่จะข้ามไปย้อนไปรู้ว่ามาจากไหน แล้วก่อนจะตายจิตประเภทไหนเกิด

แต่จิตที่เกิดก่อนจะตาย เป็นผลของกรรมหนึ่งในบรรดากรรมมากมาย เพราะว่าเราชีวิตเพียงชาตินี้ชาติเดียว ไม่ได้ทำกรรมเดียวเลย มีกรรมตั้งหลายอย่าง แล้วกรรมที่จะทำให้เราเกิดต่อจากตายในชาตินี้ ไม่ใช่เป็นกรรมในชาตินี้เท่านั้น กรรมก่อนๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้ชาติหน้า เราเกิดเป็นอะไรต่างๆ กันไปด้วย

ผู้ฟัง เคยอ่านหนังสือ คนกำลังหลับ แล้วจิตออกร่างไปแล้วกลับมา จริงไหม

ท่านอาจารย์ ไม่จริง จิตไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย นามธาตุ นามธรรมเป็นนามธรรมล้วนๆ แยกขาดจากรูปโดยเด็ดขาด ไม่มีรูปสักรูปอย่างที่บอกเมื่อครู่ เอาสีสันวรรณะออก เอาเสียงออก เอากลิ่นออก เอารสออก เอาเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เอารูปออกหมด จิตเกิดขึ้นต้องเป็นธาตุรู้ เพราะว่าสภาพนามธาตุเป็นอย่างนี้ แต่ในเมื่อเราอยู่ในโลกซึ่งมีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีโผฏฐัพพะ คือมีสิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย เราก็ติดในรูปมากๆ ลืมไปว่าขณะนี้จิตกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นจิต ไม่รู้ว่ามีจิต แต่คิดว่ามีเราที่กำลังเห็น แต่ความจริงไม่ใช่ ต้องมีธาตุรู้หรือสภาพรู้ ซึ่งธาตุรู้หรือสภาพรู้มี ๒ อย่าง ไม่ใช่อย่างเดียว

ธาตุรู้หรือสภาพรู้ ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง จำ ไม่จำด้วย ไม่เสียใจ ไม่ดีใจ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ใช่ปัญญา หรืออะไรทั้งหมด เพียงแต่สามารถที่จะรู้แจ้งอารมณ์ที่ปรากฏ ชัดเจน หมายความว่ารู้แจ้งจริงๆ ในลักษณะหลากหลายของอารมณ์ที่ปรากฏ อย่างสีฟ้า มีตั้งแต่ฟ้าอ่อนที่สุดจนกระทั่งแก่ที่สุด ถ้าไม่มีตาเห็น จะรู้ไหม ไม่รู้

แต่ว่าที่เห็นว่าต่างกันก็เพราะจิตเห็น คือ เห็นความละเอียด ความหลากหลาย ความต่างของอารมณ์ที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทางตา ทางหู เสียงต่างๆ ทางจมูกกลิ่นต่างๆ ทางลิ้น รสต่างๆ บางรสอธิบายไม่ถูก ทานเข้าไปแล้วคนอื่นถามว่าเป็นอย่างไร บอกไม่รู้ แต่จิตลิ้ม ไม่มีคำจะอธิบายจริง ต่อให้รสนั้นจะประหลาดแปลกสักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่เหลือวิสัยที่จิตจะลิ้มรสนั้น เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในอารมณ์ที่ปรากฏกับจิต แม้ว่าจะไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่ เป็นมนินทรีย์ เป็นใหญ่ในการเป็นธาตุรู้ เขารู้แจ้งอารมณ์ แต่เขาจะไม่จำอารมณ์ ไม่มีกิจหน้าที่อื่นเลย หน้าที่อื่นทั้งหมดเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต

เพราะฉะนั้นนามธรรมทั้งหมด บางทีใช้คำว่า นามธรรม ๕๓ เพราะว่าเป็นเจตสิก ๕๒ ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดเขาจะมีลักษณะเฉพาะของเขา แล้วก็มีจิตหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้หรื สภาพรู้ คือรู้อย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่นเลย แต่เป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเหตุว่าถ้าจิตไม่เกิด เจตสิกก็เกิดไม่ได้ แล้วในขณะเดียวกัน ถ้าเจตสิกไม่เกิด จิตก็เกิดไม่ได้

นี่คือธรรมที่เกิดขึ้นโดยที่ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง ถ้าคนไม่รู้ก็คิดว่าจิตเกิดขึ้นไม่มีอะไร มีแต่จิต เพราะฉะนั้นศาสตร์อื่นจะไม่กล่าวถึงเจตสิกเลย แต่จะมีระดับของจิตต่างๆ จิตใต้สำนึก จิตเหนือ อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่พูดถึงเรื่องเจตสิก เพราะว่าไม่รู้ว่ามีเจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง ที่เกิดกับจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต จิตเป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ เวลาที่ใช้คำว่า นาม คำเดียว เป็นภาษาไทยเราคิดถึงชื่อ แต่ถ้าเป็นนามธรรม ไม่เกี่ยวกับชื่อเลย แต่หมายความถึงสภาพธรรมที่สามารถที่จะรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ นามธรรมที่เกิด ไม่รู้อารมณ์ได้ไหม ไม่ได้ นอนหลับสนิทไม่รู้อารมณ์ได้ไหม คือธรรมนี้เปลี่ยนไม่ได้เลย อันนี้ต้องทราบ อย่างไรๆ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะไม่ใช่การคิดการเดาการคาดคะเน แต่เป็นการตรัสรู้ สภาพธรรมจริงอย่างไรก็จริงอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นแล้วจะไม่ให้รู้อะไรได้ไหม ถ้าเป็นธาตุรู้ ไม่ได้ เพียงแต่ว่าอารมณ์นั้นจะปรากฏหรือไม่ปรากฏให้รู้ แต่ว่าจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ ต้องรู้ รู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด

เพราะฉะนั้น เราถึงกล่าวได้ว่าอะไรเป็นอารมณ์ของปฏิสนธิจิต ในเมื่อโลกนี้ไม่ได้ปรากฏเลย ยังไม่มีตา ไม่มีหู แต่จิตเกิดแล้ว เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดขณะแรก เป็นผลของกรรม ซึ่งมีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จะตายของชาติก่อน ชาติก่อนเราไม่รู้ว่าเราตายอย่างไร แล้วก็ก่อนจะตาย เห็นอะไรก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงอะไร แล้วคิดนึกอย่างไรก็ไม่มีทางรู้ทั้งสิ้น แต่ต้องมีจิตที่เกิดก่อนจุติ คือจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน จุติจิตหมายความถึงจิตนี้เกิดแล้วดับไป ก็คือตาย เพราะว่าจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับก็คือสิ้นชีวิต

เพราะฉะนั้นก่อนจะตาย เราอาจจะนึกไม่ถึงว่าอะไรจะปรากฏ แต่ถ้าเราเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้เอง เราจะตายได้ไหม ได้แน่นอน เพราะฉะนั้น อารมณ์ก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏก่อนจะตายนี่เอง เป็นสีสันวรรณะก็ได้ เป็นเสียงก็ได้ เป็นกลิ่นก็ได้ เป็นรสก็ได้ เป็นอ่อนหรือแข็งที่กำลังปรากฏก็ได้ หรือเป็นเรื่องราวความนึกคิดก็ได้ ถ้าจิตเศร้าหมอง เพราะคิดถึงเรื่องที่ไม่ดี ขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิต เพราะฉะนั้น จิตก่อนจะตาย ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้

เพราะเหตุว่าถ้าพูดถึงจิตเห็นกับจิตได้ยินขณะนี้ ห่างกันไกลกันเกินกว่า ๑๗ ขณะจิต แต่ว่าจิตใกล้จะตายมีจิตเกิดดับสืบต่อกันที่เป็นกุศล อกุศลเพียง ๕ ขณะ เพราะฉะนั้น เร็วมาก ไม่มีการจะไปเตรียมตัว ต้องแล้วแต่กรรม

เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำให้เกิดใช้คำว่า ชนกกรรม ชนก แปลว่าทำให้เกิด กรรมหนึ่งซึ่งจะเป็นชนกกรรมจะทำให้จิตเกิดขึ้นแล้วก็มีสิ่งที่เกิดเพราะกรรมนั้นเป็นอารมณ์ อาจจะเป็นการนึกคิดถึงกรรมที่ได้ทำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ได้ เพราะว่าเราห้ามความคิดของเราไม่ได้เลย นั่งๆ ฟังอย่างนี้ เราคิดเรื่องอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดเรื่องอื่นแล้วตาย ก็คือ ตอนนั้นมีเรื่องนั้นเป็นอารมณ์ แล้วก็จิตนั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่ถ้าเราตายเดี๋ยวนี้กำลังฟังธรรมเข้าใจ จิตเป็นกุศล ปฏิสนธิของเราก็เป็นผลของกุศลกรรม ที่ประกอบด้วยปัญญา เพราะว่าเราเลือกไม่ได้เลยว่า จะให้กรรมไหนของเราให้ผล การศึกษาธรรมจะทำให้เราเข้าใจทุกอย่างว่า เป็นแต่เพียงธาตุ การที่ใครจะเกิดมาพิการตั้งแต่กำเนิด หรือว่ามั่งมีมหาศาล หรือว่ามีสติปัญญามาก หรือว่าสติปัญญาน้อย ไม่มีใครต้องการที่จะได้สิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าต้องแล้วแต่กรรมไหน เพราะเรามีกรรมทุกประเภทที่เรากล่าว อกุศลกรรมก็มี ที่จะทำให้ไม่มีจักขุปสาท ตาบอด หรือหูหนวก หรือว่าร้ายแรงมากกว่านั้น ก็คือว่าเกิดในนรกหรือเกิดเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย เดรัจฉาน มด ปลวก หนู ช้าง อะไรก็ได้ แล้วแต่กรรม เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าที่เราทุกคนเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผลของกุศลกรรม

ผู้ฟัง กรรมเป็นเจตสิก ใช่ไหม ที่เราพูดกรรม กรรม กรรม บางครั้งงง เป็นนามใช่ไหม คือเจตสิก

ผู้ฟัง กรรมนี้เป็นการกระทำไม่ใช่หรือ

ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิต รูปทำอะไรไม่ได้เลย

ผู้ฟัง มีผลมาจากจิต

ท่านอาจารย์ รูป ทำอะไร รูปก็ไม่รู้ รูปไปตีใคร รูปก็ไม่รู้รูปไปตีใคร

ผู้ฟัง ไม่มีใครสั่งได้

ท่านอาจารย์ อย่าใช้คำนี้ ชอบใช้กันจนติดแล้วก็ไม่แก้ แล้วก็ทำให้เข้าใจผิด ก็ง่ายดี คือ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าวบ้าง หรือว่าจิตสั่งรูปบ้าง แต่ความจริงจิตเกิดขึ้นแล้วรู้เท่านั้นเอง จิตทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรู้ กำลังเห็นสั่งอะไร ดับไปแล้ว เอาจิตได้ยินสั่งอะไร จิตเกิดขึ้นเป็นกุศล ดับไปแล้วสั่งอะไร แต่ว่ารูปเกิดจากจิต ไม่ใช่มีรูปที่เกิดจากกรรมท่านั้น ไม่ใช่มีรูปที่เกิดจากอุตุ หรืออาหารเท่านั้น แต่มีรูปที่เกิดจากจิตด้วย กำลังพูด ทุกคนก็พูดไป มีรูปที่กระทบกับฐานของเสียงเพราะจิตคิด

ผู้ฟัง คนที่โกรธหน้าแดง เข้าใจว่ารูปเกิดดับ

ท่านอาจารย์ คนที่โกรธหน้าแดง หน้าแดงนั้นเกิดจากโทสะ หรือว่าร้องไห้ น้ำตาไหล น้ำตานี่มาจากไหน ก็มาจากจิตที่เสียใจ ก็ทำให้รูปนี้เกิดขึ้น แต่ว่านี่เป็นรูปหยาบๆ ที่เรามองเห็น แต่ความจริงแล้ว พอปฏิสนธิจิตดับ จิตขณะต่อไปที่ทำภวังคกิจขณะแรกเรียกว่า ปฐมภวังค์ มีจิตตชรูป คือรูปที่เกิดเพราะจิตนั้นเป็นสมุฏฐานเกิดพร้อมกันในอุปาทขณะ เพราะว่าจิตขณะหนึ่งจะมีจิตขณะย่อย ๓ ขณะ คือ ขณะเกิด ชื่อว่า อุปาทขณะ ขณะดับ ชื่อว่า ภังคขณะ แล้วระหว่างที่ยังไม่ดับก็เป็น ฐีติขณะ เพราะฉะนั้น เวลาที่จิตตชรูปจะเกิด เกิดพร้อมอุปาทขณะของจิตเลย ทันทีเลยไม่มีโอกาสสั่ง ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว จะไม่ใช้คำว่าจิตสั่ง เพราะว่าสั่งไม่ทัน เกิดพร้อมกันใช่ไหม ทันทีที่จิตเกิด รูปก็เกิด นั่นคือรูปที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน ถ้ารูปที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ก็จะต่างกับรูปที่เกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน คือตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเกิด กรรมก็ทำให้รูปเกิดทุกขณะย่อยของจิต นี้ต่างกัน แต่ว่าไม่ใช่มีเราดีใจ หรือว่าเสียใจ แล้วก็เห็นอาการของรูปว่า รูปนี้เกิดจากจิต จิตตชรูปเกิดได้ตั้งแต่ปฐมภวังค์


หมายเลข  6966
ปรับปรุง  18 ก.ย. 2567


วีดีโอแนะนำ