ปกิณณกธรรม ตอนที่ 183
ตอนที่ ๑๘๓
สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. ๒๕๓๙
ท่านอาจารย์ สำหรับทางฝ่ายอกุศล มี เหตุประกอบได้เพียง ๑ เหตุ หรือ ๒ เหตุ ถ้าเป็นโมหมูลจิต จะมีเหตุประกอบเพียงเหตุเดียว ถ้าเป็นโลภมูลจิตก็มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ คือ โมหะกับโลภะ ถ้าเป็นโทสมูลจิตก็มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ คือ โมหะกับโทสะ นี่เป็นฝ่ายอกุศล
ทางฝ่ายโสภณะ ถ้าเป็นกามาวจรจิต แบ่งออกเป็นฝ่ายที่ ประกอบด้วยเหตุ ๒ และ ประกอบด้วยเหตุ ๓ ทั้งฝ่าย กุศล วิบาก กิริยา อันนี้สั้นๆ
คุณกฤษณา สั้นๆ ทีนี้เหตุ ๓ ที่ประกอบนี่ คือ เฉพาะโสภณเหตุ
ท่านอาจารย์ ที่ปัญญาเจตสิกร่วมด้วย
คุณกฤษณา คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ
ข้อต่อไปถามว่า ทวิเหตุกจิต คือ จิตที่มีเหตุ ๒ ประกอบ
ท่านอาจารย์ ฝ่ายโสภณะ
คุณกฤษณา ฝ่ายโสภณะ ที่ปกติแล้วจะต้องเป็น อโลภเหตุ กับ อโทสเหตุ ทีนี้คุณสุพรรณีเคยถามว่า จะเป็น อโลภเหตุกับอโมหเหตุ หรือ อโทสเหตุกับอโมหเหตุ จะเป็นไปได้ไหม เพราะเหตุใด
ท่านอาจารย์ หมายความว่าจะไม่ให้ประกอบ ๓ สำหรับฝ่ายที่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ให้ประกอบเพียง ๒ แล้วก็ให้สลับกันด้วย ใช่ไหม คือ แทนที่จะให้มี อโลภกับอโทสะ ก็จะให้เป็น อโทสะกับอโมหะ ได้ไหม ไม่ได้แน่นอน
คุณกฤษณา เพราะ เหตุผล
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า การที่กุศลจิต พูดถึงเฉพาะกุศลก่อน และชาติอื่นๆ โดยนัยเดียวกัน สำหรับกุศลจิตที่จะเกิด ถ้ามีแต่เพียงอโลภเจตสิก ไม่มีอโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นกุศลไม่ได้ หรือ เป็นโสภณะไม่ได้ เพราะเหตุว่า ขณะใดก็ตามที่จิตประเภทที่ดีงาม ขอยกตัวอย่างเฉพาะกุศลเกิด จะต้องประกอบทั้ง อโลภะ และ อโทสะ เจตสิก ถ้ามีอโลภะ แล้วก็มีโทสะ ก็ไม่ได้ใช่ไหม แล้วจะให้ไม่มีอโทสะก็ไม่ได้ ต้องมีทั้ง อโลภะ และ อโทสะ จิตจึงเป็นกุศลในขณะนั้น
เพราะฉะนั้น ขณะใดที่เป็นกุศลให้ทราบว่า ขณะนั้นไม่มีทั้ง โลภะ และ โทสะ และต้องมีทั้ง อโลภะ อโทสะ
คุณกฤษณา แน่นอนที่ว่าจะต้องมีทั้ง อโลภะ และ อโทสะ เพราะว่าทั้ง ๒ เป็นโสภณสาธารณะที่จะต้องเกิดกับโสภณจิต
ท่านอาจารย์ เวลาที่กุศลจิตของแต่ละคนเกิดอาจจะไม่รู้ตัว แต่ให้ทราบว่า ขณะนั้นมี อโลภเจตสิก กับ อโทสเจตสิก เกิดร่วมด้วยแล้ว แต่ยังไม่มีปัญญาเจตสิก หรือ อโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วย นอกจากขณะที่มีปัญญาเจตสิกเกิดเท่านั้น จึงจะเป็น ๓ เหตุ
คุณกฤษณา ข้อต่อไปถามว่า กุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเป็นโสภณจิต ใช่หรือไม่ใช่ ใช่ เป็นโสภณะ ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นปัญหานี้ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์เฉลย
ท่านอาจารย์ ต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่เป็นเหตุที่เราจำเป็นที่จะต้องแม่นในเรื่องของกามาวจรจิต ๕๔ คือ เรื่องของอกุศลจิต ๑๒ ไม่ว่าจะเป็น โลภมูลจิต ดวงหนึ่งดวงใดใน ๘ ดวง โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ เป็นอกุศล เพราะฉะนั้น เป็นอกุศลจิต ๑๒ จะเป็นกุศลไม่ได้ จะมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้
สำหรับอเหตุกะ ๑๘ ดวง ก็ทราบว่าเป็นวิบาก ๑๕ ดวง วิบากนี้ก็แบ่งเป็น ๒ คือ เป็นกุศลวิบาก ๘ เป็นอกุศลวิบาก ๗ จิตที่เป็นวิบาก ที่เป็นอเหตุกะ ให้ทราบว่ากรรมที่ทำแล้วไม่ว่าจะเป็น กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม ใดๆ ก็ตาม เมื่อสุกงอมพร้อมที่จะให้ผลเกิดขึ้น เป็นอเหตุกวิบาก ๑๕ ดวง อย่าง ทานที่ได้กระทำแล้ว หรือ ศีลที่ได้กระทำแล้วก็ตาม อาจจะแสนชาติมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อสุกงอมที่จะให้ผลก็คือว่า ทำให้ทวิปัญจวิญญาณจิตดวงหนึ่งดวงใดเกิดขึ้น ถ้าเป็นฝ่ายกุศลวิบากก็ ทางตา หรือ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือ ทางกาย ไม่ต้องมีโสภณเจตสิก หรือ เจตสิกอะไรเกินกว่า ๗ ดวง สำหรับทวิปัญจวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่โสภณเจตสิก ๗ ดวงนั้นไม่ใช่โสภณเจตสิก นอกจากนั้นก็มี ปกิณณกเจตสิก คือ เจตสิกอื่น เช่น วิตกเจตสิก วิจารเจตสิก พวกนี้อีก ๖ ดวง เกิดร่วมด้วยแต่ก็ไม่ครบสำหรับอเหตุกจิต
นี่แสดงให้เห็นว่าเราศึกษาจิตตามลำดับ คือ เหตุที่เป็นอกุศลก่อน ๑๒ ดวง แล้วก็ผลของอกุศลกรรมซึ่งไม่เกิน ๗ ดวง อกุศลวิบากทั้งหมดซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ว่าจะเป็นการ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือว่า ประทุษร้ายร่างกายใคร อกุศลใดๆ ที่ทำทั้งหมด ไม่ว่าเราจะเป็นมนุษย์ หรือ เป็นอะไรก็ตามแต่ ให้ทราบว่า อกุศลกรรมที่จะให้ผลทำให้อกุศลวิบากจิตเกิดเพียง ๗ ดวงเท่านั้น ซึ่ง ๕ ดวง ทุกคนรู้ดีแล้วว่า ได้แก่ จักขุวิญญาณจิตอกุศลวิบาก ๑ เห็นสิ่งที่ไม่ดี โสตวิญญาณจิตอกุศลวิบาก ๑ ได้ยินเสียงที่ไม่ดี ฆานวิญญาณอกุศลวิบาก ๑ ได้กลิ่นที่ไม่ดี ลิ้มรสที่ไม่ดีที่เป็น ชิวหาวิญญาณอกุศลวิบาก ๑ ทางกายก็เป็นกายวิญญาณที่เป็นทุกข์ หมายความว่า มีความรู้สึกที่ไม่สบายทางกาย นี่คือผลของอกุศลกรรม ฟังดูแล้ว ในชาตินี้เราก็มีกันคนละนิดละหน่อย ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ดูเหมือนกับว่า ไม่เห็นลำบากสักเท่าไร แต่ความจริงแล้ว ถ้าเจ็บทางกายมากๆ จะเดือดร้อน ถ้าเจ็บนิดเดียว ผลของอกุศลกรรมชาติไหนก็ไม่รู้ แล้วก็ให้เพียงแค่นี้ แต่แค่นี้ให้ทราบว่า เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วก็กรรมหนักๆ ยังไม่ให้ผล แต่ว่าถ้าเป็นกรรมแรงให้ผล ความเจ็บไข้ได้ป่วยของเราจะมากกว่าเพียงการเจ็บนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง แต่ว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อกุศลวิบากมีเพียง ๗ ดวงเท่านั้น นอกจากจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ แล้วก็เหลืออีก ๒ ดวง คือ สัมปฏิจฉันนอกุศลวิบากจิต และ สันตีรณอกุศลวิบากจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ซึ่งไม่ใช่โสภณเจตสิก เป็นประเภทปกิณณกเจตสิกเกิดร่วมด้วย นอกจากสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง
เพราะฉะนั้น พวกอเหตุกจิต ไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทางฝ่ายอกุศลวิบาก ก็คงจะเห็นชัด ทางฝ่ายกุศลวิบากก็เหมือนกัน แต่ทางฝ่ายกุศลวิบากให้ผลมากกว่าทางฝ่ายอกุศลวิบาก เพราะเหตุว่า มากกว่า ๗ ดวงที่เป็นกุศลวิบาก แล้วก็ถ้าไม่ใช่เป็นอเหตุกะ ก็จะมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้น ก็ต้องจำว่า สำหรับอเหตุกวิบากจิต เป็นผลของกรรมซึ่งต้องเกิด อย่างไรๆ เมื่อกรรมสำเร็จแล้ว จิตนี้ต้องเกิด แล้วก็ถ้าเป็นกุศลวิบาก ก็มีเพียง ๘ ดวงที่เป็นอเหตุกะ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นกุศลวิบากอื่นจะเป็นสเหตุกะ ต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย
คุณกฤษณา ขอเรียนถามต่อที่อาจารย์พูดตอนแรกว่า กรรมที่กระทำแล้วในอดีต ไม่ว่าจะเป็นทาน หรือ เป็นศีล หรือว่า จะเป็นฝ่ายอกุศลกรรมก็ตาม ก็เมื่อสุกงอมพร้อมแล้วก็จะให้ผลเป็นอเหตุกจิต ทีนี้ไม่เข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้น มหาวิบากจิต จะเป็นผลของกรรมอะไร
ท่านอาจารย์ อันนี้พูดถึงว่า โดยไม่ต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็ต้องเกิด คือไม่ต้องมีเจตสิกมากถึงกับว่าต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ให้ผลก่อน
เพราะฉะนั้น เริ่มด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง ดับไปแล้วจบไปแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิด อกุศลวิบากจิต ๗ ดวง อันนี้ก็เข้าใจเลยว่า อกุศลกรรมที่เกิดจาก อกุศลจิต ๑๒ ดวงให้ผลเป็นอเหตุกจิตที่เป็นอกุศลวิบาก จะใช้คำว่า อเหตุกะก็ได้ เพื่อให้ชัดเจนว่า อกุศลวิบาก ต้องเป็นอเหตุกจิต ไม่ประกอบด้วยเหตุ ทีนี้ทางฝ่ายกุศลก็เหมือนกัน กรรมที่เป็นกุศลที่ทำแล้ว เมื่อสุกงอมก็ให้ผล โดยเป็นอเหตุกกุศลวิบาก ๘ ดวง เรายังไม่ต้องพูดถึงฝ่าย สเหตุกะ แต่ว่าตอนท้ายพูดว่า สำหรับกุศลกรรมนั้นให้ผลมากกว่า คือ ไม่ให้แต่เฉพาะเพียงกุศลวิบากที่เป็นอเหตุกะ ๘ ดวง แต่ยังมีสเหตุกวิบากด้วย คือ มีวิบากที่ประกอบด้วยเหตุ ซึ่งเวลาที่ศึกษาเรื่องหน้าที่ของจิต จะทราบว่า ขณะไหนถึงกาลที่เวลากรรมให้ผลแล้ว ก็มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ที่เป็นสเหตุกวิบาก
คุณกฤษณา อย่างนี้ก็แสดงว่า กุศลกรรม ก็จะให้ผลเป็นวิบากที่เป็นทั้ง อโสภณจิต และ เป็นโสภณจิตก็มี
ท่านอาจารย์ แล้วก็เป็น อเหตุกจิต และ สเหตุกจิต
คุณกฤษณา ท่านผู้ร่วมสนทนาสงสัย หรือว่า มีปัญหาอะไรใหม ที่ท่านอาจารย์อธิบาย
ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าคำถามที่จะถามนี่ จะเข้ากับหัวข้อวันนี้หรือเปล่า แต่ว่าสิ่งที่สงสัยก็คือว่า อเหตุกจิตนั้นประกอบด้วยสันตีรณจิตเกิดด้วย ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่า อเหตุกจิต แบ่งเป็น ๒ ชาติ คือ วิบาก กับ กิริยา วิบาก ๑๕ ดวง แล้วกิริยาจิต ๓ ดวง วิบาก ๑๕ ดวง ๑๐ ดวงเป็นทวิปัญจวิญญาณ ที่เหลือเป็น สัมปฏิจฉันนกุศลวิบาก อกุศลวิบาก และสันตีรณกุศลวิบาก อกุศลวิบาก
ผู้ฟัง คำว่า สันตีรณะ ก็หมายความว่า เจตสิก ๗ หรือ ๖ ดวงนั้น ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เกิน ๗ เพราะว่าน้อยที่สุดคือ ๗ คือพวกทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด คือ เพียง ๗ ดวง สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ มีมากกว่า
ผู้ฟัง มีมากว่า ๗ ดวง
คุณกฤษณา คำถามมีว่า โสภณจิตทุกดวงเป็นกุศล ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
คุณกฤษณา เพราะเหตุใด
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
คุณกฤษณา ถูกไหม ตอบว่า ใช่
อ. สมพร ปัญหาบอกว่า
คุณกฤษณา โสภณจิตทุกดวงเป็นกุศล ใช่หรือไม่
อ. สมพร โสภณจิตทุกดวงเป็นกุศลหรือไม่ โสภณจิต ต้องประกอบด้วย วิบาก ๑ กุศล ๑ กิริยา ๑ ต้องประกอบ ๓ อย่าง ไม่ใช่เฉพาะกุศลอย่างเดียว โสภณจิต ก็มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทั้งกุศล ทั้งวิบาก ทั้งกิริยา มีทั้ง ๓ อย่าง
คุณกฤษณา เพราะฉะนั้น โสภณจิตทุกดวงเป็นกุศล ก็ต้องไม่ใช่ ใช่ไหม เพราะว่า โสภณจิต
อ. สมพร ไม่ได้เป็นกุศลอย่างเดียว
ท่านอาจารย์ คือ ข้อสำคัญที่สุดนี่ การศึกษาพระธรรม หลงลืมไม่ได้ สังเกตดูส่วนมากบางทีก็เข้าใจ แต่ลืม แต่ข้อที่จะทำให้เราลืมไม่ได้ก็คือว่า คำพูดที่ต่างกัน คือ ถ้าพูดว่าเป็นกุศล หมายความถึงชาติกุศลเท่านั้น แต่ถ้าใช้คำว่าโสภณะ คนนี้เปลี่ยนแล้วใช่ไหม ไม่ได้มุ่งหมายแต่เฉพาะกุศลอย่างเดียว แต่รวมกุศลก็ได้ กุศลวิบากก็ได้ กิริยาก็ได้ นี่แสดงให้เห็นว่าถ้าใช้คำว่า โสภณะ เราต้องคิดกว้างแล้ว ว่าเขาไม่ได้มุ่งหมายแต่เฉพาะกุศล แต่รวมถึงวิบาก และ กิริยา ที่เป็นฝ่ายดีเท่านั้น แต่ถ้าเจาะจงกุศล จะไม่รวมวิบาก จะไม่รวมกิริยา
คุณกฤษณา แต่สำหรับคำถามที่โสภณจิตทุกดวงเป็นกุศล ใช่หรือไม่ นี่ต้องตอบไม่ใช่ เพราะว่าโสภณจิต มีทั้งกุศล มีทั้งวิบาก และ กิริยา ไม่มีอยู่อกุศลอย่างเดียว
ข้อต่อไปถามว่า สเหตุกจิตเป็นโสภณะ หรือ อโสภณะ
ผู้ฟัง เป็นทั้งโสภณะ และ อโสภณะ
คุณกฤษณา เพราะเหตุใด
ผู้ฟัง เพราะมีทั้งที่ เป็นกุศล และ เป็นอกุศล
คุณกฤษณา ขอ อ. สมพรช่วยเฉลยด้วย
อ. สมพร ก่อนอื่น คำว่า สเหตุกจิต จิตที่มีเหตุ คำว่ามีเหตุ อย่างอกุศลก็มีเหตุ กุศลก็มีเหตุ อกุศลก็มี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุ ถ้าเป็นกุศลก็มี อโลภะ อโทสะ อโมหะ จิตที่มีเหตุเรียกว่า สเหตุกะ เป็นทั้งอกุศลก็ได้ กุศลก็ได้ แล้วแต่ ถ้าพูดกลางๆ สเหตุกะ จิตที่ประกอบด้วยเหตุ ก็มุ่งถึงอย่างนี้ เพราะว่า อกุศลก็มีเหตุ กุศลก็มีเหตุ
คุณกฤษณา ข้อต่อไปถามว่า ทวิเหตุกจิต คือ จิตที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ เป็นโสภณะ หรือ อโสภณะ
ผู้ฟัง อโสภณะ
คุณกฤษณา ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ เฉลยปัญหา
ท่านอาจารย์ คำว่า ทวิเหตุกจิต หมายความถึง จิตที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ เหตุ เพราะฉะนั้น จิตที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ เหตุ เป็นอกุศลก็มี เป็นกุศลก็มี หรือว่า เป็นวิบากก็มี เป็นกิริยาก็มี
เพราะฉะนั้น จะทราบได้ว่าที่เป็นอกุศล ๒ เหตุนั้น ได้แก่ โลภมูลจิต ซึ่งประกอบด้วย โมหเจตสิก และ โลภเจตสิก จึงเป็น ๒ เหตุ และ โทสมูลจิต ก็ประกอบด้วย ๒ เหตุ คือ ประกอบด้วย โมหเจตสิก กับ โทสเจตสิก ทางฝ่ายโสภณะ เช่น กามาวจรกุศล ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็ต้องประกอบด้วย อโลภเหตุ อโทสเหตุ แล้วเวลาที่เป็นวิบาก เป็นกิริยา ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นกิริยาก็มี
คุณกฤษณา อีกคำถามหนึ่ง กามาวจรจิตประเภทใด ไม่เป็นอโสภณจิต
ผู้ฟัง ชาติกุศล ชาติวิบาก ชาติกิริยา ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่า
คุณกฤษณา จะถูกหรือไม่ ก็ขอเรียนท่านอาจารย์สุจินต์เฉลยปัญหา
ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึง โสภณะ กับ อโสภณะ ทางฝ่ายกามาวรจจิต ตัดอโสภณจิต ๓๐ ออก ที่เหลือก็ต้องเป็นโสภณจิต ๒๔ ดวง
คุณกฤษณา เพราะฉะนั้น กามาวจรจิตประเภทที่ไม่เป็นอโสภณจิต คือ เป็นโสภณจิต ก็ได้แก่ กามาวจรโสภณจิต ๒๔
ข้อต่อไปถามว่า อโมหเหตุ ประกอบกับ โสภณจิต หรือ อโสภณจิต เพราะเหตุใด
ผู้ฟัง อโมหะ ก็เป็นปัญญา ปัญญาเป็นโสภณเจตสิก โสภณเจตสิกก็ต้องประกอบกับจิตที่เป็นโสภณะ
คุณกฤษณา ข้อต่อไปถามว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นโสภณธรรม มีหรือไม่ ได้แก่อะไร
ผู้ฟัง โลกุตตรธรรม มี มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
คุณกฤษณา ถ้าอย่างนั้น โลกุตตรธรรมที่ไม่เป็นโสภณธรรม มีไหม
ผู้ฟัง มี คือ นิพพาน
คุณกฤษณา ทำไมถึงตอบว่า นิพพาน เพราะ
ผู้ฟัง นิพพานนี่ ไม่ได้รวมกับโสภณเจตสิก นิพพานเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่ใช่เจตสิก ไม่มีสภาพรู้อะไร จะเป็นโสภณไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้จัดไว้เป็นโสภณะ ถูกไหม
คุณกฤษณา จะถูกหรือไม่ ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์สุจินต์ เฉลยปัญหา
ท่านอาจารย์ โลกุตตรธรรมมี ๙ คือ โลกุตตรจิต ๘ แล้วก็ นิพพาน ๑ จริงๆ แล้ว พระนิพพาน หรือ นิพพาน เป็นโลกุตตรธรรม แต่จิตที่รู้แจ้งนิพพาน แล้วดับกิเลส หรือว่า เป็นสภาพของจิตที่ดับกิเลสแล้ว มีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตรจิต
เพราะฉะนั้น โลกุตตรธรรม ๙ ได้แก่ นิพพาน ๑ แล้วก็โลกุตตรมรรค คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามีมรรค อนาคามีมรรค อรหัตตมรรค เป็นโลกุตตรกุศลจิต มีนิพพานเป็นอารมณ์ และ ดับกิเลส จึงเป็นมรรคจิต ส่วนโลกุตตรวิบากซึ่งเป็นผล ได้แก่ โสดาปัตติผล สกทาคามีผลจิต อนาคามีผลจิต อรหัตตผลจิต เป็นโลกุตตรจิต ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ โดยสภาพที่ดับกิเลสแล้ว เป็นผลต่อจากโลกุตตรกุศลจิต จึงชื่อว่า โลกุตตรธรรมด้วย เพราะเหตุว่า มีนิพพานเป็นอารมณ์
เพราะฉะนั้น โลกุตตรธรรมทั้งหมดมี ๙ คือ โลกุตตรจิต ๘ และ นิพพาน ๑ ที่นิพพานไม่เป็นโสภณธรรม เพราะเหตุว่า นิพพาน ไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป แต่ว่า เฉพาะจิต และ เจตสิก ซึ่งมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่านั้น จึงจะเป็นโสภณธรรม หรือว่า โสภณจิตได้ ต้นไม้จะไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย จะเป็นอโสภณะ หรือ โสภณะ ก็ไม่ได้ นิพพานก็ไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเลย เพราะเหตุว่า นิพพานไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้น จะเป็นโสภณะ หรือ อโสภณะ ไม่ได้ สำหรับจิตมีเจตสิกซึ่งเป็นโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย จึงเป็นโสภณจิตได้ และ จิตที่ไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย จึงเป็นอโสภณะ
คุณกฤษณา ถ้าอย่างนั้นที่ว่า รูปที่ดีงาม คือ รูปที่สวยๆ งามๆ ที่เป็นอิฏฐารมณ์ เราก็พูดได้ว่า เป็นรูปที่ดีงาม แต่ถ้าจะพูดว่า รูปที่ดีงามนั้นเป็นโสภณะนี่ไม่ได้ ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะว่าต้องทราบว่า รูปที่ดีงาม หมายความว่า รูปที่น่าพอใจ
คุณกฤษณา อย่างคนสวยๆ นี้ก็น่าพอใจ
ท่านอาจารย์ แต่รูปไม่รู้ตัวเลย รูปไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้น ถึงรูปจะสวย จะผ่องใส จะน่าดู ใครจะรักจะติดใจ จะประเมินราคาสักเท่าไร เช่น แหวนเพชรก็ตามแต่ แต่ รูปธรรม ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะฉะนั้น สำหรับเจตสิกซึ่งเป็นโสภณะ เป็นธรรมฝ่ายดี จะเกิดเฉพาะกับจิตเท่านั้น จะไม่เกิดกับรูป หรือ จะไม่เกิดกับนิพพาน
คุณกฤษณา เพราะฉะนั้น จะสรุปได้ไหมว่า สภาพธรรมอะไรก็ตาม ที่ไม่รู้อะไรเลยคือ รูปธรรม และ นิพพานธรรม คือ นิพพาน แม้ว่าเป็นนามธรรม แต่ก็ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น สภาพธรรม ที่ไม่รู้อะไรเลย จะมาพูดว่า เป็นโสภณะ หรือ อโสภณะ ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
คุณกฤษณา อันนี้ก็คงจะต้องเป็นความเข้าใจที่มั่นคง ในเรื่อง โสภณะ และ อโสภณะ ตามที่ท่านวิทยากรได้กรุณาอธิบาย
ข้อต่อไปถามว่า สัญญาขันธ์ เป็นโสภณะ หรือ อโสภณะ
ผู้ฟัง เป็นทั้ง ๒ อย่าง สัญญานี้ประกอบกับจิตทุกดวง ซึ่งแล้วแต่ว่าจะเป็น โสภณจิต หรือ อโสภณจิต แล้วแต่เจตสิกที่ประกอบ โสภณะ หรือ อโสภณะ ก็เป็นทั้ง ๒ อย่าง
คุณกฤษณา ขอท่านอาจารย์สุจินต์ อธิบาย
ท่านอาจารย์ ก็ถูกต้อง แต่โดยมากเรามักจะเผลอใช้คำที่ติดปากว่า ทั้ง ๒ อย่าง ความจริง เป็นโสภณะก็ได้ เป็นอโสภณะก็ได้ ไม่ใช่พร้อมกัน
คุณกฤษณา ขออีกคำถามหนึ่ง โสภณธรรม เป็นขันธ์อะไรบ้าง
ผู้ฟัง ขันธ์ ๔ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
คุณกฤษณา ข้อต่อไปถามว่า วิญญาณขันธ์ ที่เป็นอโสภณะ มีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง ต้องขอคำอธิบายด้วย
ท่านอาจารย์ ที่จริงถ้าไม่อยากจะจำมาก จำน้อยๆ ก็ได้ คือ อกุศลจิต ๑๒ ดวง และ อเหตุกจิต ๑๘ ดวง เท่านั้นจบ หมายความว่ามี อโสภณจิต ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะจะใช้จิต หรือ ใช้วิญญาณขันธ์ก็ได้ ก็มี อโสภณะ ๓๐ ดวง เท่านั้น จำไว้ได้เลยใน ๘๙ ดวง เอาออกเสีย ๓๐ ดวง นอกจากนั้นเป็นโสภณะหมด
ผู้ฟัง ผมไปติดอยู่ที่อเหตุกจิต ๑๘ ดวงเท่านั้น
ท่านอาจารย์ เอามารวมด้วย คือ ไม่ใช่แต่เฉพาะอกุศลจิต ๑๒ ที่เป็นอโสภณะ เพราะว่าโดยมากคนเข้าใจแน่นอนว่า อกุศลจิตเป็นอโสภณจิต แต่นอกจากอกุศลจิต ๑๒ ดวง แล้วยังมีจิตที่เป็นอโสภณะด้วย โดยความหมายที่ว่า ไม่มีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วยอีก ๑๘ ดวง เพราะฉะนั้น อเหตุกจิต ๑๘ ดวง เป็นอโสภณะด้วย เพราะฉะนั้น วิญญาณขันธ์ ที่เป็นอโสภณะ ก็ได้แก่ อกุศลจิต ๑๒ และ อย่าลืมอเหตุกจิต ๑๘ รวมเป็นอโสภณจิต ๓๐ จะใช้คำว่า อโสภณวิญญาณขันธ์ ๓๐ ก็ได้
ผู้ฟัง อ่านหนังสือของท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านใช้คำว่า ฌาณ ก็หมายถึง จิตที่พ้นกามอารมณ์ อยากจะให้อาจารย์ ช่วยอธิบาย
ท่านอาจารย์ อยากจะพูดถึงทั่วๆ ไปที่เราเข้าใจคำว่า ฌาณ หรือ ใช้คำว่า ฌาณ ทั่วๆ ไป คนทั่วไปใช้คำว่า ฌาณ ในความหมายใหน คุณสุรีย์พอจะบอกได้ใหม