ปกิณณกธรรม ตอนที่ 182

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

ตอนที่ ๑๘๒

สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร

พ.ศ. ๒๕๓๙


ท่านอาจารย์ ถ้าชาตินี้ยังมีปัจจัยที่จะให้เกิดต่อไปในชาติหน้า ก็หลังจากปฏิสนธิเกิดต่อจากจุติจิตของชาตินี้แล้ว ก็ไปถึงจุติจิตของชาติหน้าอีก ก็เป็นปฏิสนธิ จุติ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้าย คือ จุติจิตของพระอรหันต์

ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น จะไม่แย้งกับเรื่องของมรรคว่า สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ หมายความว่า เมื่อรู้แล้วจึงมีความเห็นชอบเกิดขึ้น หรือว่า รู้แล้วไม่เกิด หรืออย่างไร

ท่านอาจารย์ เวลาที่เกิดความเห็นถูกขึ้นขณะหนึ่งๆ ให้ทราบว่าขณะนั้น ละความเห็นผิดด้วย ไม่ใช่มีแต่ความเห็นถูกอย่างเดียว แต่หมายความว่า หน้าที่ของปัญญา คือ ความเห็นถูกนั้น ละความเห็นผิด เพราะฉะนั้น เมื่ออบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งถึงความสมบูรณ์ที่จะเป็นพระอริยบุคคล โสดาปัตติมรรคจิตเกิดก็ดับ ความเห็นผิดซึ่งเป็นทิฏฐิเจตสิก ไม่เกิดอีกเลยเป็นสมุจเฉท เป็นพระอริยบุคคล แล้วเมื่ออบรมเจริญปัญญาต่อๆ ไปก็ดับกิเลสไปตามลำดับขั้น จนถึงอรหัตตมรรค ก็ดับกิเลสหมด

ผู้ฟัง เอาความจริง อย่างที่ปรากฏทางตา โมหะมันเกิดอย่างไร ที่ว่าเป็นสภาพรู้เป็นอย่างไร แล้วถ้าจะดับเหตุ พิจารณาอย่างไร อะไร อย่างนี้

ท่านอาจารย์ จะดับเหตุเดี๋ยวนี้ก็คงยาก แม้แต่การที่จะให้ปัญญาเกิดที่จะรู้สภาพธรรมในขณะนี้ก็ยาก แต่เราสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ก็ขออยากเชิญตัวแทน หรือ ใครที่อาสาที่จะทบทวนเรื่องนี้ เพราะเรื่องของเหตุ บางคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่ยาก ขอให้เราเพียงแต่แม่นยำ แล้วก็มั่นคง เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหมดจะไม่เปลี่ยน ธรรมสภาพหนึ่งเป็นอย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้น จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจจริงๆ แล้วไม่ลืม ก็จะทำให้ศึกษาพระธรรมได้โดยไม่สับสน โดยตลอดด้วย ขอเชิญคุณวีระ เพราะว่าอยากจะทบทวน สำหรับผู้ฟังที่อาจจะมาใหม่ หรือว่า มาได้ไม่กี่ครั้ง เรากำลังพูดถึงสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม ๔ มีอะไรบ้าง

ผู้ฟัง ปรมัตถธรรม ๔ นี้ โดยหลักง่ายๆ คือ มีรูป คือ สิ่งที่ไม่รู้อะไร กับอีกส่วนก็ คือ มีนาม คือ สิ่งที่เป็นสภาพรู้ ได้แก่ จิต คือ เป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่ เป็นประธาน ในการรู้ เจตสิกก็เป็นสภาพรู้อีกเหมือนกัน เป็นส่วนที่เกิดร่วมกับจิต สภาพรู้อย่างที่เราทราบ เกิดที่เดียวกับจิต ดับพร้อมกับจิต ในเจตสิกนี้มีหลายเจตสิก เจตสิกแต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่ มีกิจเฉพาะของเขา เพราะฉะนั้น ในจิต ๑ ดวง ที่เรียกกัน ก็สามารถที่จะมีเจตสิกได้หลายๆ ดวง เจตสิกที่เกิดโดยทั่วไปกับจิต ๑ ดวง จะต้องมีเจตสิก ๗ ดวงเป็นสำคัญ อันนี้ก็เป็นหลักที่จะจำ ได้ ๓ อันแล้วที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเราในประจำวัน ส่วนปรมัตถธรรมอีก ๑ คือ นิพพาน ซึ่งเป็นสภาพนามธรรมที่มีความละเอียดมาก เพราะฉะนั้น เราควรจะศึกษาเรื่อง จิต เจตสิก และ รูป นี้เสียก่อนที่จะไปรู้เรื่องนิพพาน

ท่านอาจารย์ คุณประภัสสรช่วยตอบด้วยได้ไหม ในปรมัตถธรรม ๔ ซึ่งได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ปรมัตถธรรมใดเป็นเหตุ หรือ เห-ตุ

ผู้ฟัง ปรมัตถธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นเหตุ

ท่านอาจารย์ เฉพาะเจตสิกเท่านั้นที่เป็นเหตุได้ มีกี่เหตุทั้งหมด

ผู้ฟัง ทั้งหมดมี ๖ เหตุด้วยกัน

ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิกทั้ง ๖ เหตุ หรือว่า เป็นจิตบ้าง เป็นรูปบ้าง เป็นนิพพานบ้าง

ผู้ฟัง เป็นจิตเจตสิกทั้ง ๖

ท่านอาจารย์ นี่คือต้องยืนยัน ไม่ว่าใครจะถามว่าอย่างไรก็ตาม ให้ทราบว่าปรมัตถธรรม ที่เป็นเหตุ ได้แก่ เจตสิกเท่านั้น และ เป็นเจตสิก ๖ ดวง เพราะฉะนั้น เจตสิกอื่นจะเป็นเหตุไม่ได้เลย

ผู้ฟัง เรียกว่า นเหตุ

ท่านอาจารย์ เรียกว่า นเหตุ เพราะว่า ปรมัตถธรรม เวลานี้เรากำลังพูดแยกโดยเหตุ ปรมัตถธรรมมี ๔ จริง เราจะจำแนกได้โดยหลายนัย แต่วันนี้จะแยกโดยเฉพาะเรื่องเหตุอย่างเดียว ซึ่งต้องเข้าใจให้แจ่มแจ้ง แล้วก็ไม่หลงด้วย คือ ปรมัตถธรรม มี ๔ จริง แต่ปรมัตถธรรมที่เป็นเหตุได้แก่ เจตสิก ๖ ดวง เท่านั้น เพราะฉะนั้น อะไรเป็น นเหตุ บ้าง คุณวรรณี

ผู้ฟัง รูป เป็น นเหตุ

ท่านอาจารย์ อะไรอีก

ผู้ฟัง นิพพาน

ท่านอาจารย์ อะไรอีก

ผู้ฟัง เจตสิกที่เหลืออีก ๔๖

ท่านอาจารย์ เจตสิกที่เหลือ เอาออกเสีย ๖ เหลือ ๔๖ แล้วอะไรอีก

ถูกต้อง มีผู้ตอบจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ แสดงให้เห็นว่า เมื่อเจตสิก ๖ เป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดที่เหลือที่เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่เหตุ จึงเป็น นเหตุ ก็ได้แก่จิตทุกดวง เจตสิก ๔๖ เว้น ๖ แล้วก็รูปทั้งหมด เป็น นเหตุ นิพพานเป็นเหตุ หรือ นเหตุ

ผู้ฟัง นิพพานเป็น นเหตุ

ท่านอาจารย์ สบายมากใช่ไหม ตั้งต้นให้แม่นยำ แล้วจะได้ไม่ลืม มาถึงคำว่า อเหตุกะ กับ สเหตุกะ สเหตุกะ หมายความถึง สภาพธรรมใดก็ตามที่มีเจตสิก ๖ ดวง ๑ ใน ๖ หรือ ๒ หรือ ๓ ก็ได้เกิดร่วมด้วย สภาพธรรมนั้นชื่อว่า สเหตุกะ สภาพธรรมใดก็ตามที่ไม่มีเจตสิก ๖ ดวงเกิดร่วมด้วยเลย สภาพธรรมนั้นเป็น อเหตุกะ เจตสิก ที่เป็นอเหตุกะมีไหม

ผู้ฟัง มี

ท่านอาจารย์ เจตสิกที่เป็น อเหตุกะ มี เจตสิกที่เป็น สเหตุกะ มีไหม

ผู้ฟัง มี

ท่านอาจารย์ มี เพราะเหตุว่า เจตสิกที่เกิดร่วมกับเหตุก็มี เจตสิกที่ไม่เกิดร่วมกับเหตุก็มี แต่อันนี้เรายังไปไม่ถึงใช่ไหม

ผู้ฟัง รู้สึกอาจจะผ่านมาแล้วแต่ว่า ไม่ทราบว่ายังจำกันได้หรือเปล่า

ท่านอาจารย์ ฟังดูเหมือนไม่ค่อยสนุก แต่ว่าตามความเป็นจริงทำให้เราเข้าใจแล้วไม่ลืม จิตใดที่ไม่เกิดร่วมด้วยกับเหตุ จิตนั้นเป็นอเหตุกจิต เพราะฉะนั้น เจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมกับอเหตุกจิต ก็เป็นอเหตุกเจตสิกด้วย หมายความว่าทั้ง จิต และเจตสิก สภาพธรรมใดไม่ได้บอกแต่เฉพาะจิตอย่างเดียว แต่ว่าขณะใดที่จิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทั้งนั้น ทุกขณะไป จะมีจิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดไม่มีเลย

เพราะฉะนั้น ขณะใดที่จิต ไม่มีเจตสิก ๖ ดวงนี้เกิดร่วมด้วย เจตสิกอื่นๆ ที่เกิดกับจิตนั้น ก็ย่อมไม่มีแจตสิก ๖ ดวงนี้เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ทั้งจิต และ เจตสิก ไม่ใช่จิตอย่างเดียว จิต และ เจตสิก เป็นอเหตุกะ จิตเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงเท่านั้น เพราะฉะนั้น จิตเห็นเป็น อเหตุกะ หรือ สเหตุกะ คุณทศพร

ผู้ฟัง เป็นอเหตุกจิต

ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเป็นเจตสิกที่ไม่ใช่เหตุเกิดร่วมด้วย ถ้าจิตใดมีเหตุเจตสิกเกิดร่วมด้วย จิตนั้นบางทีเรียกชื่อได้ตามเหตุ เช่น จิตใดมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็ชื่อว่า โลภมูลจิต จิตใดมีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วยชื่อว่า โทสมูลจิต จิตใดมีแต่โมหเจตสิกอย่างเดียว ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะเกิดร่วมด้วยจิตนั้นเป็นโมหมูลจิต นี่เป็นฝ่ายอกุศล อกุศลจิตที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมด้วยมีไหม คุณวรรณี

ผู้ฟัง ไม่มี

ท่านอาจารย์ ไม่มี ถ้าไม่มีอกุศลเหตุเกิดร่วมด้วย จิตนั้นจะเป็นอกุศลจิตไม่ได้ ต้องมีอกุศลเหตุเกิดร่วมด้วย เพราะว่าเหตุมี ๖ เป็นอกุศลเหตุ ๓ เป็นโสภณเหตุ ๓

ผู้ฟัง จิต เจตสิกใช่ไหม

ท่านอาจารย์ เกิดแล้วก็ดับ

ผู้ฟัง เกิดแล้วก็ดับ ทีนี้เจตสิกที่เกิดร่วมกับจิต ๗ ดวงนั้น กับเจตสิกที่เกิดกับจิตมากกว่า ๗ ดวงนั้น

ท่านอาจารย์ เพราะความต่างกันของสภาพธรรม หรือ ธาตุ ธาตุที่เป็นรูปไม่ใช่มีธาตุเดียว มีหลายธาตุ ใช่ไหม ฉันใด นามธาตุก็ไม่ได้มีชนิดเดียว หรือ ประเภทเดียว นามธาตุก็มีหลายธาตุฉันนั้น เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่า แต่ละธาตุซึ่งเป็นจิต ก็จะต้องประกอบด้วยธาตุซึ่งเป็นเจตสิก ตามสมควรแก่ลักษณะของจิตประเภทนั้นๆ เพราะตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อสภาพธรรมนี่ไม่ใช่ตัวตน จะใช้คำว่า “ธรรม” หรือจะใช้คำว่า “ธาตุ” ก็ได้ เพราะฉะนั้น เจตสิก ก็เป็นแต่ละธาตุด้วย

เพราะฉะนั้น เมื่อนามธาตุชนิดนี้ ต่างกับนามธาตุชนิดอื่น เพราะ เจตสิก ซึ่งเป็นนามธาตุที่เกิดร่วมกัน ต่างกัน ตามประเภทของธาตุนั้นๆ ในทางธรรมไม่มีที่จะถามว่า ทำไม เพราะว่าไม่มีใครทำ ไม่มีใครทำ จึงไม่มี “ทำไม” แต่ว่าสภาพธรรมเป็นอย่างไรก็รู้ตามความเป็นจริงอย่างนั้น ซึ่งเป็นนามธาตุ ถ้าใช้คำว่า “นามธาตุ” ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครปรุงแต่ง เมื่อใช้คำว่า “รูปธาตุ” ก็ไม่มีใครทำ ไม่มีใครสร้าง แต่เมื่อธาตุนั้นๆ เป็นอย่างไร ก็ศึกษาเพื่อที่จะให้เข้าใจธาตุนั้นๆ ตามความเป็นจริง

คุณกฤษณา ข้อต่อไป ขอเรียนถามคุณกิมโรส ว่า วิญญาณขันธ์ เป็นเหตุ หรือ นเหตุ

ผู้ฟัง วิญญาณขันธ์ เป็น นเหตุ

คุณกฤษณา เป็น นเหตุ เหตุ ๖ เป็นขันธ์อะไร

ผู้ฟัง เป็นสังขารขันธ์

คุณกฤษณา เหตุ ๖ เป็นสังขารขันธ์ ใช่ไหม

อ. สมพร เหตุ ๖ คือ โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เมื่อจัดเป็นขันธ์ ก็เรียกว่าสังขารขันธ์

คุณกฤษณา โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ เป็น อพยากตเหตุ หรือไม่

ผู้ฟัง ไม่เป็นอพยากตเหตุ เป็นอกุศลเหตุ

คุณกฤษณา เพราะอะไรถึงไม่เป็นอพยากตเหตุ

ผู้ฟัง เพราะไม่เกิดกับ วิบากจิต และ กิริยาจิต

คุณกฤษณา ถูกใช่ไหม

ท่านอาจารย์ เพราะว่า เป็นอกุศลเหตุ ถ้าเป็นอกุศลเหตุแล้ว จะไม่เกิดกับจิตชาติอื่นเลย ต้องเกิดกับอกุศลจิตอย่างเดียว

คุณกฤษณา ข้อต่อไปมีคำถามเรียนถามว่า อโมหเหตุ เป็นชาติอะไร

คุณวลัยพรบอกว่า เป็นกุศลชาติ แล้วคุณวรรณี คิดว่าถูกไหม

ผู้ฟัง เป็นปัญญาก็เป็นกุศล

คุณกฤษณา นอกจากกุศลชาติแล้วเป็นชาติอื่นอีกไหม ขอเรียนเชิญอาจารย์เฉลยปัญหา

ท่านอาจารย์ มีท่านหนึ่งตอบแล้วว่า เป็นโสภณะ เพราะฉะนั้น เป็นวิบากก็ได้ กิริยาก็ได้ กุศลก็ได้ เพราะว่าเป็นโสภณะ

คุณกฤษณา ตกลงว่า ๓ ชาติ

ท่านอาจารย์ หลงไม่ได้ ลืมไม่ได้ ศึกษาธรรม ต้องจำ เข้าใจ แล้วละเอียด

คุณกฤษณา ข้อต่อไปจึงมีคำถามเรียนถามว่า ธรรมชาติที่ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นเหตุ หรือ เป็นนเหตุ

ผู้ฟัง เป็นเหตุ เพราะว่า เป็นโมหะ หรือว่า เป็นอวิชชา

คุณกฤษณา เป็นโมหเหตุ ข้อต่อไปขอเรียนถามว่า โมหเหตุ เกิดพร้อมกับโทมนัสเวทนา ได้หรือไม่

ผู้ฟัง ได้

คุณกฤษณา ได้ แล้วโมหเหตุเกิดพร้อมกับทุกขเวทนา โดยนัยของ เวทนา ๕ ได้ไหม

ผู้ฟัง ไม่ได้

คุณกฤษณา ไม่ได้ อยากจะขอเรียนท่านอาจารย์ช่วยเฉลยว่า ทำไมถึงได้ ทำไมถึงไม่ได้

ท่านอาจารย์ ไม่ทราบมีใครจะตอบก่อนไหม คำตอบถูกแล้ว แต่ไม่ทราบมีใครจะตอบอธิบายไหมว่าทำไมไม่ได้ โดยนัยของเวทนา ๕ แยก กาย กับ ใจ เพราะฉะนั้น พูดถึงทุกขเวทนาแล้ว หมายความถึง ทุกขกายวิญญาณ ซึ่งเป็นวิบากจิต เพราะฉะนั้น จะเกิดร่วมด้วยไม่ได้

คุณกฤษณา ข้อต่อไปจะเรียนถามว่า โสภณเหตุประกอบกับจิตในภูมิใดได้บ้าง

ผู้ฟัง กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ

คุณกฤษณา ต่อไป โลภมูลจิตทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต เป็นจิตที่มีเหตุประกอบกี่เหตุ

ผู้ฟัง ๒ เหตุ คือ โมหเหตุ กับ โลภเหตุ

คุณกฤษณา ข้อต่อไปถามว่า โมหเจตสิกที่ประกอบในโมหมูลจิต เป็นสเหตุกะ หรือ อเหตุกะ

ผู้ฟัง เป็นอเหตุกะ เพราะว่าไม่นับตัวเอง ตัวเองเป็นเหตุอยู่แล้ว

คุณกฤษณา อาจารย์กรุณาย้ำอีกทีได้ไหม อธิบาย

ท่านอาจารย์ เพราะว่าโมหมูลจิตมีเหตุ คือ โมหเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียงเหตุเดียว จึงไม่ใช่โลภมูลจิต ไม่ใช่ โทสมูลจิต เพราะฉะนั้น เมื่อโมหเจตสิกเกิดร่วมด้วยกับจิตนั้น ทำให้จิตนั้นเป็นโมหมูลจิต แต่ไม่มีเหตุอื่นเกิดร่วมด้วย คือ ไม่มีโลภเหตุ หรือว่า โทสเหตุเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น เจตสิกอื่นๆ ที่เกิดกับโมหะ เจตสิกอื่นๆ และ จิต เป็นเอกเหตุกะ หมายความว่า มีเหตุเกิดร่วมด้วย แต่อย่างไรๆ ก็ต้องเป็นสเหตุกะ

ผู้ฟัง โมหเจตสิกเองเป็นอเหตุกะ

ท่านอาจารย์ แต่เฉพาะโมหเจตสิกเท่านั้น ที่ไม่มีเหตุอื่นเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น เจตสิกอื่นเป็นสเหตุกะ แต่โมหเจตสิกในจิตนั้นเป็นอเหตุกะ

คุณกฤษณา ข้อต่อไปจึงเรียนถามว่า จิตอะไร คือ หมายถึงว่าจิตประเภทใด เป็นเอกเหตุกจิต คือหมายถึง จิตที่มีเหตุประกอบเหตุเดียว

ผู้ฟัง จิตใช่ไหม

คุณกฤษณา จิต

ผู้ฟัง โมหมูลจิต

คุณกฤษณา โมหมูลจิต เพราะอะไร

ผู้ฟัง เพราะว่ามีโมหเจตสิกประกอบเพียงเหตุเดียว

คุณกฤษณา อเหตุกจิต เป็นจิตภูมิใด

ผู้ฟัง กามาวจรภูมิ

คุณกฤษณา กามาวจรภูมิ อ. สมพร กรุณาอธิบายเกี่ยวกับภูมิของ อเหตุกจิต

อ. สมพร อเหตุกจิต แปลว่า จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ กามาวจรภูมิก็มี เช่น จักขุวิญญาณ ในรูปาวจรภูมิ นอกจากว่าเป็นพรหม เช่นว่า เป็นพรหม มีจักขุวิญญาณ ซึ่งเป็นอเหตุกจิตด้วย

ภูมิ ถ้ากล่าวถึงภพ ที่เกิดของจิต ที่เกิดของสัตว์ในกามภูมิ ที่เกิดของสัตว์ในรูปภูมิ อรูปภูมิ ก็ต้องมีด้วย เว้นแต่อรูปาวจรภูมิบางอย่าง ไม่มีจักขุวิญญาณ ไม่มีโสตวิญญาณ ไม่มีฆานวิญญาณ แต่มโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นอเหตุกจิต ยังมีอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้คงเว้นโลกุตตระ โลกุตตรภูมิไม่มี ในกามภูมิของเราเห็นง่าย เช่นในจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็น อเหตุกจิต

คุณกฤษณา เพราะฉะนั้น อเหตุกจิตเป็นจิตในกามาวจรภูมิ

ข้อต่อไปมีคำถามเรียนถามว่า เหตุอะไรบ้างในเหตุ ๖ ที่ไม่ประกอบกับปฏิฆสัมปยุตตจิต ปฏิฆสัมปยุตตจิตเคยสนทนาผ่านมาแล้ว

ผู้ฟัง มี อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ แล้วก็ โลภะ

คุณกฤษณา โลภเหตุ ขอท่านอาจารย์ช่วยเฉลย

ท่านอาจารย์ ก็ถูกต้อง เพราะเหตุว่า ปฏิฆสัมปยุตต์ ได้แก่ โทสมูลจิต ๒ ดวง ซึ่งจะต้องมี โมหเหตุ กับ โทสเหตุ เท่านั้น เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝ่ายโสภณเหตุไม่เกิดร่วมด้วยกับอกุศลจิต อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหะ ได้แก่ ปัญญา ไม่เกิดร่วมด้วย พร้อมกันนั้นก็ไม่มีโลภเจตสิกซึ่งเป็นโลภเหตุเกิดด้วย เพราะเหตุว่าขณะนั้นเป็นโทสมูลจิต

ท่านอาจารย์ ในอรูปพรหมภูมิ มีกามาวจรจิตไหม

อ. สมพร กามาวจรจิตต้องมีแน่ เพราะว่าพวกกิเลสที่ยังละไม่ได้ แต่ถ้ากามาวจรจิต ยังประกอบด้วยเหตุอยู่ มีโลภเหตุ แต่เว้นโทสะ โลภะ กับ โมหะ มีได้ โทสะไม่มีในอรูปาวจรภูมิ โทสะถูกระงับไว้ไม่เกิดขึ้น แต่ว่ากามาวจรจิตอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นอเหตุกะ ก็เกิดได้ในอรูป ลองพิจาณาดูว่าอะไร อเหตุกะ จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เป็นกามาวจรจิต เปรียบเหมือนช้างใหญ่ จิตดวงนี้ มหาคช ช้างใหญ่ เป็นจิตดวงหนึ่งที่เกิดได้ทุกภพภูมิ ท่านว่าอย่างนั้น มโนทวาราวัชชนจิต จิตดวงนี้เปรียบอุปมาด้วยสัพพัญญุตญาณ เปรียบเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่สัพพัญญุตญาณ เกิดได้

ผู้ฟัง ขอเรียนถาม เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ คำว่า อเหตุกจิต หมายถึง จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ นั่นเราเข้าใจกันแบบง่ายๆ ว่า ไม่มีทั้ง กุศล และ อกุศล

ท่านอาจารย์ ต้องพูดถึงเหตุ หมายความว่า ไม่มีเหตุ ๖ ให้ชัดลงไป

ผู้ฟัง เมื่อไม่มีเหตุ ๖ ก็เป็นที่เข้าใจว่า เป็นกามาวจรจิตหรือเปล่า ก็ต้องถามอีก

ท่านอาจารย์ คือเอาประเด็นนี้ก่อนว่า อเหตุกจิต เป็นกามาวจรจิตหรือเปล่า เพราะอะไร คือทำไมจึงเป็นกามาวจรจิต

ผู้ฟัง ทำไมถึงเป็นกามาวจรจิต

ท่านอาจารย์ ต้องทราบก่อนว่า กาม ได้แก่อะไร กาม ที่เป็นอารมณ์ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อเหตุกจิต ๑๐ ดวงแล้ว ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

นอกจากนั้นจิตอื่นๆ ก็เนื่องกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น จึงต้องเป็นกามาวจรจิต

ผู้ฟัง เพราะว่าเกิดในกามภูมิ ถึงต้องเป็นกามาวจรจิต

ท่านอาจารย์ เพราะมี รูป เสียง กลิ่น รส ไม่ว่าจะไปเกิดบนรูปพรหมภูมิ จักขุวิญญาณของรูปพรหมบุคคล มี แต่จักขุวิญญาณ เป็น กามาวจรจิต

จักขุวิญญาณของรูปพรหม ไม่ใช่เป็นรูปาวจรจิต แต่ว่าโดยระดับภูมิของจิตแล้ว จิตเห็น ไม่ว่าจะเป็นจิตเห็นของมนุษย์ ของสัตว์ในอบายภูมิ สัตว์เดรัจฉาน นรก เปรต อสุรกาย หรือ เป็นเทพ หรือ เป็นพรหม จักขุวิญญาณ ต้องเป็นกามาวจรจิต เพราะเหตุว่ามีสีเป็นอารมณ์ โสตวิญญาณก็เป็นกามาวจรจิต เพราะว่ามีเสียงเป็นอารมณ์

ผู้ฟัง นี่แหล่ะ คิดว่าคงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ทำไมพรหมจึงเป็นกามาวจรจิต

ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รูปพรหมภูมิยังมีการเห็น เพราะฉะนั้น จักขุวิญญาณของรูปพรหมบุคคล จักขุวิญญาณนั้นไม่เปลี่ยน เป็นกามาวจรจิต จิตเป็นภูมิใดก็เป็นภูมินั้น ใครจะไปเปลี่ยนภูมิหรือเปลี่ยนชาติของจิตไม่ได้เลย

คุณกฤษณา ขอเรียนอ. สมพรได้กล่าวถึงจิตที่มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ

อ. สมพร จิตที่มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ เช่น โลภมูลจิต จิตมีเหตุ คือเ จตสิก ๒ เหตุ คือ โลภเหตุ ๑ โมหเหตุ ๑ ประกอบกับจิต มี ๒ เหตุ แล้วก็โทสมูลจิต ๒ ดวง จิตมีเจตสิกซึ่งเป็นเหตุ ๒ เกิดร่วมกับจิต คือ โทสเหตุ กับ โมหเหตุ มี ๒ ดวง เป็นอย่างนี้

ท่านอาจารย์ สำหรับอกุศลจิต ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๓ เหตุเลย สำหรับทางฝ่ายอกุศลมีเหตุประกอบได้ เพียง ๑ เหตุ หรือ ๒ เหตุ ถ้าเป็นโมหมูลจิต จะมีเหตุประกอบเพียงเหตุเดียว ถ้าเป็นโลภมูลจิตก็มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ คือ โมหะ กับ โลภะ ถ้าเป็นโทสมูลจิตก็มีเหตุประกอบ ๒ เหตุ คือ โมหะ กับ โทสะ นี่เป็นฝ่ายอกุศล


หมายเลข  6892
ปรับปรุง  17 ส.ค. 2567


วีดีโอแนะนำ