จะเข้าใจไตรลักษณ์ได้อย่างไร
วิชัย การเริ่มต้นเข้าใจไตรลักษณะ จะเข้าใจอย่างไรครับ
ส. เห็นกับได้ยินพร้อมกันไหมคะ
วิชัย ไม่พร้อมกัน
ส. ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น ไม่ดับไป จะมีอะไรไหมคะ
วิชัย การเห็นก็ไม่มี
ส. การเห็นไม่มี เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมีเมื่อเกิดขึ้น เกิดแล้วก็ต้องดับไป เพราะว่ามีลักษณะอื่นสืบต่อ โดยไม่รู้เลยว่าเห็นเกิดแล้วดับ แล้วสิ่งที่เกิดต่อก็ดับด้วย แล้วก็มีสิ่งอื่นซึ่งเกิดต่อ แล้วก็ดับด้วย
เพราะฉะนั้น การเกิดดับของสภาพธรรมะยากที่จะรู้ได้ แต่พอเข้าใจได้ไหมว่า จิตแต่ละขณะหลากหลายต่างกัน และมีผู้สงสัยว่า รูปดับด้วยหรือ จิตเกิดดับก็ไม่รู้ แล้วรูปเกิดดับจะรู้ไหม ก็ไม่รู้ ก็เหมือนกัน คือไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าจิตเกิดดับรู้ แต่รูปเกิดดับไม่รู้ เมื่อจิตซึ่งละเอียดกว่ารูปอีก เกิดดับเร็วมาก ก็ยังไม่รู้ รูปก็เกิดดับ แล้วจะรู้หรือ แม้แต่จิตเกิดดับ ถ้าไม่ฟังจะไม่รู้เลย ไม่มีใครรู้ว่า จิตเกิดดับ คิดว่าเกิดแล้วก็ดับเมื่อตาย แต่ความจริงขณะนี้เห็น เกิดแล้วดับ ได้ยินก็เกิดแล้วดับ คิดนึกก็เกิดแล้วดับ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็ต้องมีความดับไปเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีคามเกิดขึ้น รูปเกิดหรือเปล่า
วิชัย รูปมีปัจจัยก็เกิด
ส. แล้วจะไม่ดับหรือ
วิชัย สิ่งใดเกิดก็ต้องดับ
ส. ในเมื่อจิตเกิดดับก็ไม่รู้ และรูปเกิดดับจะรู้หรือ
เพราะฉะนั้น ไตรลักษณ์ไม่ใช่คำลอยๆ แต่เป็นสิ่งที่มีปรากฏในขณะนี้ เมื่อไม่รู้จึงคิดว่า ไม่เกิดและไม่ดับด้วย แม้เกิดก็ไม่รู้ แม้ดับก็ไม่รู้ แต่ผู้ที่ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงความละเอียดยิ่งของทุกสิ่งที่มีเพราะเกิดแล้วก็ดับไปว่า แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นเพราะอะไรเป็นปัจจัย และปัจจัยก็มีมากมาย ไม่ได้มีเฉพาะปัจจัยเดียว เช่น ในขณะที่กำลังเห็นขณะนี้ พูดถึงเห็นบ่อยๆ เพราะกำลังเห็นจริงๆ จะไม่ให้พูดถึงเห็นได้ไหมคะ ในเมื่อกำลังเห็น
เพราะฉะนั้น เห็นในขณะนี้ เพียงไม่มีจักขุปสาทรูป แล้วไม่มีจิตเห็น สิ่งที่มีจริงๆก็ปรากฏไม่ได้ และสิ่งที่มีจริงๆขณะนี้ก็ต้องเกิดด้วย มิฉะนั้นจะมีได้อย่างไร
นี่ก็เป็นความลึกซึ้งของธรรมะ ซึ่งถ้าฟังจนกระทั่งเข้าใจขึ้น ก็จะเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ตลอด 45 พรรษาเป็นเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องของสิ่งที่มีจริงทุกอย่างโดยละเอียดยิ่ง เพื่อเกื้อกูลให้ผู้ที่ยังไม่เห็นการเกิดดับ ยังไม่รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของสภาพธรรมะซึ่งกำลังเกิดดับในขณะนี้ ค่อยๆเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าสภาพธรรมะที่สะสมมานานที่สุดที่ประมาณไม่ได้เลย ก็คือความไม่รู้
เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นความรู้ที่สามารถค่อยๆทำให้ความไม่รู้หมดสิ้นไปได้ ก็ต้องอาศัยความเข้าใจจริงๆ ในสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นวาจาสัจจะ จึงจะเป็นญาณสัจจะที่นำไปสู่มรรคสัจจะ
ขณะนี้จิตเกิดแล้วดับ วิตกเจตสิกมีไหม
วิชัย เกิดพร้อมจิตครับ
ส. เกิดพร้อมจิต เว้นกามาวจรจิต 10 และจิตในภูมิอื่นไม่ต้องกล่าวถึง เพียงแต่เราอยู่ในโลกที่มีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย มีการคิดนึก แล้วแต่เป็นเรื่องของสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทั้งนั้น โดยไม่รู้ความจริงว่า ทำไมเราคิดไม่เหมือนกัน เป็นเราหรือเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นต่างก็ทำกิจการงานในขณะนั้น
เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะที่เป็นเท้าของโลก คือไป ก็ต้องไปตามการสะสม ถ้ามีปัญญา วิตกก็เกิดกับปัญญา ปัญญาก็นำวิตก การตรึกนึกถึงสิ่งที่เป็นสาระ ที่เป็นประโยชน์ ก็ตรงกันข้ามกับขณะที่คิดด้วยโลภะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยความไม่เป็นสาระและไม่เป็นประโยชน์ ซึ่งเลือกไม่ได้เลย เมื่อสะสมความไม่รู้มามาก เพราะฉะนั้น แม้แต่ความคิดก็คิดไปในทางโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง แต่ถ้าสะสมปัญญา ก็จะสังเกตเห็นได้ว่า เมื่อเข้าใจธรรมะ การตรึกในทางกุศล เช่น ฟังธรรมะ ไม่ต้องไปให้หมดโทสะ เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่คิดว่าจะได้ฟังธรรมะ ซึ่งแต่ก่อนนี้ฟังอย่างอื่น หรือทำอย่างอื่นมากกว่า แต่เมื่อเข้าใจ เป็นปัญญา เห็นประโยชน์ ก็ทำให้การตรึก คือวิตกเจตสิก ไม่คิดเรื่องอื่น แต่คิดในทางกุศล ในทางเข้าใจธรรมะยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้น ใครก็ตามตื่นมาฟังธรรมะ ก็คือสะสมปัญญาที่เห็นประโยชน์ แล้ววิตกเจตสิกก็ไม่คิดเรื่องอื่น เรื่องฟังธรรมะ เพราะฉะนั้น ก็พาไปสู่ทางของปัญญา ตรงกันข้ามกับทางที่เคยไป คือ เรื่องของโลภะ โทสะ
เพราะฉะนั้น จะเห็นสภาพธรรมะตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมะว่า กว่าจะรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ว่าเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งจริงๆ ก็ต้องอาศัยการฟัง และสังขารขันธ์ เช่น ปัญญา มนสิการ วิตก เหล่านี้ก็เป็นสภาพธรรมะที่กำลังทำหน้าที่ กำลังเกิดขึ้นทำกิจของสภาพธรรมะนั้นๆ แต่ไม่ได้ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่มีปัญญาที่มีกำลังพอจะเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมะซึ่งแต่ละหนึ่งเกิดปรากฏแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา จนกว่าแม้แต่คำว่า “ไตรลักษณะ” หรือไตรลักขณะ ติลักขณะ สภาพธรรมะใดที่เกิด สภาพธรรมะนั้นดับ ไม่เที่ยง การเกิดดับเป็นทุกข์ ไม่ได้หมายความถึงความรู้สึก เป็นทุกข์คือไม่เป็นที่ยินดี สิ่งใดที่เป็นสุขเป็นที่ยินดี แต่สิ่งที่เกิดดับ เพียงปรากฏเร็วมาก สั้นมาก น้อยมาก แล้วก็หายไปไม่กลับมาอีกเลย สุขหรือคะ ที่จะต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด คือ ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องคิดนึก อย่างเร็วมากสั้นมากไปเรื่อยๆ และไม่มีอะไรเหลือเลย
เพราะฉะนั้น ต่อเมื่อใดที่ได้เห็นความไม่เที่ยง การเกิดดับจริงๆ ไม่ใช่เพียงแต่คิด ก็จะเห็นระดับของปัญญาแล้วว่าต่างกัน ขั้นฟังเริ่มเข้าใจ แต่ยังไม่ใช่การรู้จริงๆที่เป็นการประจักษ์แจ้ง แต่เมื่อสิ่งนั้นเป็นจริงอย่างนั้น ปัญญาที่ได้อบรมแล้วเท่านั้นจึงสามารถรู้ความจริงนั้นได้ตามปกติ เพราะไม่มีใครสามารถไปบันดาลสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ตามปกติรู้ไม่ได้ จะเป็นปัญญาได้อย่างไร ไม่ต้องมีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องทรงบำเพ็ญบารมี คุณความดี เพื่อให้อกุศลที่เคยเกิดลดน้อยลง พอที่จะให้ปัญญาที่มีกำลังสามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏได้ แม้แต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องเป็นในขณะนี้ที่ฟังเข้าใจ แล้วก็ไม่หวังที่จะไม่โกรธ แต่เข้าใจสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏในขณะนั้นจริงๆว่า เกิดแล้วก็ดับ แล้วไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้