อนุโมทนาได้มั้ย ถ้าไม่ให้ส่วนบุญ


    นิภัทร อยากจะเรียนถามเรื่องปัตตานุโมทนามัย สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ คือ ตามปกติแล้วเราจะอนุโมทนาส่วนบุญ หมายถึงว่า มีคนเขาให้ส่วนบุญเรา เช่นเขาไปวัดฟังเทศน์ ทำบุญมาแล้วมาถึงบ้านถึงช่องก็บอกลูกบอกหลาน หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงฉันไปทำบุญอย่างนี้อย่างนั้นมา ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาด้วยก็แล้วกัน คนที่ได้ฟังก็ยกมือสาธุอนุโมทนาด้วย อย่างนี้เรียกว่ามีผู้ให้ส่วนบุญ แล้วก็มีผู้อนุโมทนาส่วนบุญ อย่างในกรณีที่ไม่มีผู้ให้ แต่เราไปเห็นการกระทำของคนอื่น เช่นเห็นเขาทำบุญ เห็นเขาใส่บาตร เห็นเขารักษาศีล หรือเห็นเขาฟังเทศน์ฟังธรรม เราเดินผ่านไปที่วัดบวร คนเดินผ่านมา เขาเห็นเขาก็ยกมืออนุโมทนายินดีด้วยอย่างนี้ จะถือเป็นอนุโมทนาส่วนบุญด้วยหรือเปล่า

                สุ.       ไม่มีปัญหา

                นิภัทร ไม่มีปัญหา

                สุ.       คือต้องเป็นกุศลจิตแน่ที่อนุโมทนา ไม่ต้องรอใครให้

                นิภัทร ไม่ต้องรอใครให้

    สุ.       เพราะฉะนั้นก็ต้องแบ่งกุศลเป็น ๒ ฝ่าย คือ ปัตติทานกุศล ก็คือเวลาที่เราทำกุศลแล้ว เราก็อุทิศส่วนกุศลที่ได้ทำแล้วให้คนอื่นรู้ นี่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราโดยที่ไม่ต้องไปมุ่งว่าใครจะรู้ ใครจะรับ ใครจะอนุโมทนาหรือไม่อนุโมทนา เพราะเหตุว่าขณะนั้นกุศลจิตเกิดแล้วจึงกระทำกรรมนั้น ขณะที่กระทำการอุทิศเป็นกุศล เป็นกุศลจิตที่เกิดแล้ว กระทำกรรม แต่ส่วนผู้ที่จะอนุโมทนานั้น คนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน ไม่ใช่ว่าต้องมีคนให้ แล้วกุศลจิตของเราจึงจะต้องเกิด ไม่ใช่ค่ะ ถึงแม้ไม่มีใครที่จะอุทิศให้ แต่เราเห็น เรารู้แล้วเกิดกุศลจิต อนุโมทนา นั่นก็เป็นกุศลจิตข้ออนุโทนา เป็นบุญกิริยาในการอนุโมทนาไม่ใช่บุญกิริยาในการแบ่งส่วนกุศลอุทิศให้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็น ๒ ฝ่าย

                นิภัทร ในกรณีอย่างให้ส่วนบุญ

                สุ.       คนนั้นก็ให้ไป แล้วก็ไม่คำนึงถึงผู้รับ แล้วเวลาที่ใครเกิดกุศลจิตอนุโมทนา ก็ไม่ต้องมานั่งคิดว่า เขาให้หรือเปล่า เขาไม่ได้ให้เราจะเกิดกุศลจิตได้ไหม ไม่ต้องไปเกี่ยวกัน

                นิภัทร ปกติเราจะนึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว อย่างกรณีว่าอุทิศส่วนกุศล ก็หมายถึงว่าให้ผู้ที่ตายไปแล้ว แต่ในกรณีปัตติทานมัย ไม่น่าจะหมายเอาเฉพาะผู้ที่ตายไปแล้วอย่างเดียว คงจะหมายถึงทั่วไป เราไปทำบุญให้ทานที่ไหนที่ไหน เพื่อนฝูงเราก็บอกกล่าวเขาให้อนุโมทนาด้วยนะ เราไปทำบุญมาเราก็ให้เธอด้วย ให้เพื่อนด้วย ให้ญาติพี่น้องทั้งหลายด้วย อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการปัตติทานมัยเหมือนกัน ให้ส่วนบุญเหมือนกัน

                สุ.       แต่จริงๆแล้ว ถ้าอยู่ในภูมิเดียวกันก็น่าจะเห็น แต่อีกภูมิหนึ่ง ยาก เพราะเหตุว่าไม่ใช่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้นก็มีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ด้วยความตั้งใจจงใจ ที่จะให้บุคคลอื่นอนุโมทนา แต่สำหรับในภูมิมนุษย์ ดิฉันคิดว่า คงจะลำบากหรือว่าคงจะแปลก หรือว่าบางคนก็อาจจะไม่ชอบเลย ถ้ามีใครมาบอกนี่นะอุทิศส่วนกุศลให้นะ วันนี้ไปทำบุญมา ซึ่งชาวโลกยุคนี้คงจะไม่เคยมีการกระทำอย่างนี้ หมายความว่า วันนี้ถ้าคนในบ้านจะไปทำบุญจะไปเลี้ยงเด็กพิการ คนอื่นก็อนุโมทนาในใจไม่ต้องกล่าวว่าสาธุหรืออนุโมทนา ไม่จำเป็น แต่พลอยช่วยเหลือในกิจกรรมนั้น หรือว่ามีกุศลจิตอนุโมทนาพลอยยินดีด้วย ที่คนอื่นทำกุศล ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิต เพราะฉะนั้นเราไม่ควรที่จะติดคำหรือว่า คิดถึงคำว่า เมื่อจะอนุโมทนาก็ต้อง มีผู้ให้ ถ้าเขาไม่ให้เราก็อนุโมทนาไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นกุศลจิตที่เกิดเพราะปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยจิตที่เป็นกุศลจะอนุโมทนาก็ไม่เกิด ทั้งๆที่เห็นคนอื่นทำกุศล แต่ว่าทั้งๆที่คนอื่นไม่ได้กล่าวให้ แต่คนนั้นก็เกิดปีติอนุโมทนาได้ ไม่จำเป็นต้องให้เขามาให้เสียก่อนแล้วเราเป็นฝ่ายรับ หรืออะไรอย่างนั้น เพียงแต่เห็นการกระทำที่เป็นกุศลของคนอื่น แล้วเราก็ยินดีด้วย อนุโมทนาด้วยในใจก็ได้

                นิภัทร อย่างนั้นกรณีปัตติทานมัย ก็คือเน้นหนักไปในทางที่อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ตายไปแล้ว อย่างนั้นใช่ไหมครับ

                สุ.       โดยมากก็ทราบอยู่ว่า ผู้ที่สิ้นชีวิตไปแล้วก็เกิดในภพภูมิต่างๆกัน เพราะฉะนั้นต้องอยู่ในฐานะที่จะรับอุทิศส่วนกุศลได้ เช่น เกิดเป็นเปรต หรือเป็นเทพ ถ้าคนนั้นเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ก็ไม่มีทางที่เขาจะรู้ เรามาจากภพไหนภูมิไหนก็ไม่ทราบ คนอื่นกำลังอุทิศส่วนกุศลให้เรา เราก็ไม่รู้ ถึงจะตายไปกี่ปีๆ เขาก็ยังทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาให้ทุกปีๆก็ได้ แต่เราก็ไม่เคยรู้เลย เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ฐานะว่า อยู่ในภูมิที่สามารถที่จะรู้และอนุโมทนาได้

                นิภัทร ปกติสาธุชนทั่วไป ไม่ใช่คนที่มิจฉาทิฏฐิ รู้ดีรู้ชอบทั่วๆไปปกติธรรมดา มีผู้ให้ส่วนกุศล เช่นไปทอดกฐินทอดผ้าป่า หรืออะไรมา ส่วนใหญ่ก็จะยินดีอนุโมทนา แต่วาจิตใจจะโน้มน้อมไปแค่ไหนก็ไม่รู้ได้ แต่ว่าปากเขาก็จะต้องยินดีด้วยนะ หรืออนุโมทนาด้วยนะ ก็คงเป็นอย่างนี้

                สุ.       แต่จริงๆ แล้วอย่างกับว่า คนนั้นทำกุศลน้อยเหลือเกิน นานๆก็มานี้นะทำกุศลแล้วก็ขอแบ่งส่วนบุญให้  ถ้าเราฟังธรรม ก็อุทิศส่วนกุศลได้ ถ้าเราทำอะไรที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือสงเคราะห์ใคร ก็อุทิศส่วนกุศลได้ ทุกอย่างที่เป็นกุศล วันหนึ่งๆก็ต้องมานั่งพูดอย่างนี้หรือคะ ฟังธรรมมาแล้วเมื่อกี้นี้ ขอแบ่งส่วนบุญให้ ทำเทปมาเมื่อกี้ขอแบ่งส่วนบุญให้ อ่านพระไตรปิฎกมาเมื่อกี้ ขอแบ่งส่วนบุญให้ ก็คงจะไม่เป็นชีวิตประจำวันแน่ ถ้าชีวิตประจำวันอยู่ด้วยกันแล้วเห็น หรือว่าคนอื่นทำ แล้วก็เกิดกุศลจิตอนุโมทนา โดยเขาไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้ สำหรับคนที่เห็นอยู่แล้ว แล้วสำหรับคนที่เห็นอยู่แล้ว บางคนเขาไม่อนุโมทนาก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เกือบจะเรียกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวคำที่จะแบ่งส่วนกุศลให้สำหรับคนที่เห็นอยู่แล้ว

                นิภัทร สำหรับคนที่เห็น

                สุ.       เพราะฉะนั้นวันนี้คุณนิภัทรจะอุทิศอะไรบ้าง เมื่อเช้ากราบพระก็อุทิศ ฟังธรรมทางวิทยุตี ๕ ก็อุทิศ  ๖ โมง ก็อุทิศ แล้วก็ อานพระไตรปิฎกก็อุทิศ

                นิภัทร ก็ไม่ถึงขนาดนั้น เป็นแต่ว่าวันหนึ่งก็ทำวัตรสวดมนต์แล้วก็อุทิศไปสักครั้งหนึ่ง

    สุ.       ทุกวันหรือคะ แบ่งส่วนบุญหลังจากที่ทำวัตรสวดมนต์แล้วทุกครั้งหรือคะ

                นิภัทร ผมทำทุกวัน

                สุ.       แบ่งส่วนบุญหรือเปล่า

                นิภัทร จะเรียกว่าแบ่งหรือเปล่าไม่ทราบ ด้วยอำนาจกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญนี้ขออุทิศให้แก่

                สุ.       ขอโทษคะ อันนี้คืออุทิศสำหรับคนที่คุณนิภัทรคิดว่าจะรู้

                นิภัทร แต่ผมไม่เคยแบ่งให้บริวาร ครอบครัว ไม่เคยแบ่ง เพราะว่าผมไม่ทราบว่าเขาจะยินดีด้วยหรือเปล่า

                สุ.       อันนี้เราพูดถึงมนุษย์ที่อยู่ด้วยกันแล้วเห็นกัน เพราะฉะนั้นก็อยู่ในข้อบริวารรอบครัวคือเขาเห็น แล้วแต่ว่าเขาจะอนุโมทนาหรือไม่อนุโมทนา 


    หมายเลข 8943
    12 ก.ย. 2558