จิต - เจตสิก


    ถาม    ถ้าเกิดดีใจ เป็นโทสะหรือเปล่า

    สุ.       ไม่ค่ะ เป็นโสมนัส เป็นความรู้สึก ที่เราบอกว่า “โสมนัส”  นั่นคือดีใจ ภาษาบาลีกับภาษาไทยเท่านั้นเอง ถ้าเสียใจ ก็โทมนัส “โทมนัส” มาจากคำว่า “ทุ” กับ “มนัส”  ในภาษาไทยเราก็รวยภาษาบาลีเหมือนกัน คือ ภาษาบาลีมีกี่คำ เราเอามาใช้หมดเลย  อย่างคำว่า “จิต” คำว่า “หทัย” เราก็แปลว่า “ใจ” คำว่า “มโน” เราก็แปลว่า “ใจ” คำว่า “มนัส” ก็แปลว่า “ใจ” ในภาษาบาลีมีกี่คำ ภาษาไทยใช้หมด

         เพราะฉะนั้น “มนัส” ก็แปลว่า “ใจ” ถ้า “สุ” ก็แปลว่า “ดี” “มนัส” ก็แปลว่า “ใจ” เพราะฉะนั้นในขณะนั้นที่ใจดี สบาย เป็นโสมนัส สุ กับ มนัส ภาษาบาลีเมื่อรวมกันก็แปลงเป็น สระ โอ ก็เป็น “โสมนัส” มาจาก สุ กับ มนัส โสมนัสก็เป็นความรู้สึก ความรู้สึกไม่ใช่จิต ความรู้สึกเป็นเจตสิก

         เพราะฉะนั้นวันนี้ เราก็จะแยกจิตกับเจตสิกออกจากกัน ให้รู้ว่าขณะใดที่จิตเกิด ขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย  แล้วเราจะได้ดูว่า อะไรบ้างเป็นเจตสิก อย่างจิตเป็นสภาพที่รู้อย่างเดียว คือ เห็น หรือได้ยิน หรือคิด นอกจากนั้นแล้วเป็นเจตสิกทั้งนั้น

         เพราะฉะนั้นความดีใจ สบายใจ เป็นเจตสิก ความเสียใจ ความไม่ชอบใจก็เป็นเจตสิก ความขุ่นเคืองใจก็เป็นเจตสิก ความติดข้อง ความรัก จะรักลูก รักเพื่อน รักประเทศชาติก็เป็นเจตสิกเหมือนกัน

    ผู้ถาม ...

    สุ.       เป็นเจตสิกค่ะ

    ผู้ถาม ...

    สุ.       จิตกับเจตสิกเกิดด้วยกัน และดับพร้อมกันด้วย แยกกันไม่ได้เลย  ถ้าเรียนทางโลก เขาอาจจะบอกเราว่า น้ำประกอบด้วยอะไรบ้างถึงเป็นน้ำ ใช่ไหมคะ  เพราะฉะนั้นจิตจะต้องมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยแต่ละขณะที่จิตนั้นเกิด ที่จะให้จิตเกิดอย่างเดียวลอยๆ ลำพังไม่มีอย่างอื่นเกิดด้วยไม่ได้ จะต้องสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต

    ผู้ถาม ...

    สุ.       ค่ะ ที่ไหนที่มีจิต ที่นั่นต้องมีเจตสิก  จะมีจิตเปล่าๆ โดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ แล้วตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้จนกว่าจะตาย ที่เราบอกว่า เรายังไม่ตาย ก็เพราะจิตกับเจตสิกเกิดดับสืบต่ออยู่ เมื่อไรจิตดับไม่เกิดอีกเลย เมื่อนั้นชื่อว่าตาย

        เพราะฉะนั้นกำลังนอนหลับมีจิตไหมคะ ต้องมี และมีเจตสิกด้วยหรือเปล่า ต้องมีค่ะ  คือ ต้องจำไว้เลยว่า สภาพธรรมที่จะเกิดขึ้นอย่างเดียวลอยๆ ตามลำพังไม่มี ต้องมีสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น

    ผู้ถาม หายใจก็เป็นจิตหรือ

    สุ.       ไม่ค่ะ ต้องแยก หายใจนี่รู้อะไร  หายใจนี่เป็นลม ใช่ไหมคะ ลมรู้อะไรหรือเปล่า

    ผู้ถาม ...

    สุ.       ไม่ค่ะ เดี๋ยวนี้ที่กำลังหายใจ หมายความว่าที่เราเรียกว่า หายใจ คือ “ลม” ใช่ไหมคะ ลมรู้อะไรหรือเปล่า

    ผู้ถาม ไม่รู้อะไร

    สุ.       เพราะฉะนั้นลมเป็นรูป คือ แยกจิต เจตสิก รูป ออกจากกัน รูปไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นลมหายใจก็เหมือนกับแขน เหมือนกับเนื้อ ที่อ่อนหรือแข็ง  เพราะว่าบางครั้งลมหายใจก็เบา บางครั้งลมหายใจก็อุ่น  บางครั้งลมหายใจก็อ่อน ใช่ไหมคะ บางครั้งลมหายใจก็แรง  ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อ่อน ที่แรง  พวกนี้เป็นรูปหมด  เพราะว่าจิตไม่มีแขนขาหน้าตาสีสันอะไรที่จะให้เรามองเห็นเลย แต่ว่าจิตมีจริงๆ  แล้วกำลังทำหน้าที่ของจิตด้วย เวลานี้ที่ยังไม่ตาย ก็เพราะจิตกำลังเกิดดับ และขณะใดที่จิตเกิด ขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ผู้ถาม ...

    สุ.       แล้วเจตสิกเกิดได้ไหมคะ เวลาจิตดับแล้ว ถ้าจิตดับแล้ว เจตสิกจะเกิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะจิตเกิดพร้อมเจตสิก ดับพร้อมเจตสิก เกิดดับพร้อมกันทั้งจิตและเจตสิกดับ แล้วรูปของความเป็นบุคคลนี้ก็ดับพร้อมกับจิตด้วย

         เพราะฉะนั้นรูปที่ยังเหลืออยู่ก็ไม่ใช่รูปอย่างนี้แล้ว ต้องเป็นรูปที่แข็งเหมือนท่อนไม้ แล้วต่อไปก็มีอุตุที่ทำให้รูปนั้นเน่าเปื่อยไป แต่เวลานี้ที่รูปยังไม่เน่าเปื่อยก็เพราะมีรูปที่เกิดจากกรรม มีรูปที่เกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ มีรูปซึ่งเกิดจากอาหาร ทำให้รูปของคนมีชีวิตต่างจากรูปของคนที่ไม่มีชีวิต


    หมายเลข 8091
    6 ก.ย. 2558