จุดตั้งต้น คือ ฟังพระธรรม


    คุณศุกล การเริ่มต้นจริงๆ นั้นคืออย่างไร 

    ท่านอาจารย์ ที่จริงแล้วที่ต้องการที่สุดคือ ต้องการให้เป็นการสนทนาธรรม เพราะว่าแต่ละคนก็คงจะมีธรรมที่ได้เคยฟังมาแล้ว แล้วก็อยากจะทราบให้ชัดเจนในสิ่งที่เคยฟังมาแล้ว

    สำหรับเรื่องการตั้งต้นนี้ขอให้ทราบว่า ถ้าลองฟังวิทยุรายการที่มีข้างหลังหนังสือนี้ ก็ถือว่าเป็นการตั้งต้นได้ หรือว่าจะอ่านหนังสือธรรมที่เล่มไหนก็ได้ที่ได้รับไปแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของปรมัตถธรรมสังเขป ถ้าสามารถจะมีเวลาที่จะอ่าน จะรู้ได้จริงๆ ว่านั่นเป็นตอนที่ตั้งต้น เพราะฉะนั้นจุดตั้งต้นก็คือการฟังพระธรรม แล้วก็ไม่ใช่เพียงฟังเฉยๆ ฟังแล้วก็พิจารณาหาเหตุผล เพราะเหตุว่าพระพุทธศาสนานั้น เป็นศาสนาที่สอนให้ผู้ฟังเกิดปัญญาของตนเอง เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แล้วทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา ตลอดพระชนม์ชีพนับตั้งแต่เมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็ได้เดินทางไปโปรดปัญจวัคคีย์ แล้วก็ชีวิตประจำวันของพระองค์ก็ได้กระทำกิจคือการแสดงธรรม ในวันหนึ่งๆ หลายครั้ง อย่างพวกเราที่สนใจในธรรม ก็อาจจะรับฟังวิทยุตอนเช้าและตอนค่ำ ก็แค่สองครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคในวันหนึ่งๆ เมื่อเสด็จบิณฑบาต บางทียังเช้านัก ก็ยังไปสนทนาธรรมกับผู้ที่เห็นควรที่จะได้สนทนาธรรมด้วย เพื่ออนุเคราะห์คนนั้นให้เข้าใจ เพราะว่าพระองค์เป็นผู้ที่ไม่มีใครที่จะทำให้พระองค์ต้องไม่สามารถที่จะอธิบายหรือว่าจะไปทำให้คนนั้นเกิดความเข้าใจผิดได้ ถ้ามีโอกาสได้ศึกษา ได้อ่านพระสูตรก็จะเห็นได้ว่า การสนทนาระหว่างผู้มีพระภาคกับใครก็ตาม ทำให้บุคคลนั้นเริ่มมีความเห็นที่ถูกต้องขึ้น นี่เป็นก่อนเวลาที่บิณฑบาต

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จากตัวอย่างของการที่พระองค์ทรงอนุเคราะห์พุทธศาสนิกชน หรือใครก็ตามที่มีศรัทธา ให้เกิดปัญญา ไม่ใช่เพื่อให้อย่างอื่นเลย เพราะว่าทุกคนเกิดมาในโลกนี้ด้วยความไม่รู้ เพราะเหตุว่ายังไม่ใช่พระอรหันต์ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่เกิดอีก พระอรหันต์คือผู้ที่ดับกิเลสหมด เพราะฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาความจริงตั้งแต่ต้นว่า แม้แต่พระผู้มีพระภาคเมื่อประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่ได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นต้องมีกิเลสจึงเกิด คนที่ไม่เกิดมีบุคคลเดียวเท่านั้นคือพระอรหันต์

    เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนมีความไม่รู้ เรื่องของโลกนี้ เรื่องของตัวเอง เกิดมาเพราะอะไรก็ไม่ทราบ แล้วทำไมเราถึงเกิดมาต่างกัน ก็ไม่ทราบอีกเหมือนกัน บางคนก็เกิดมามีร่างกายครบถ้วน ไม่พิกลพิการ แต่บางคนก็สติปัญญาอ่อน หรือว่าอาจจะพิการ แล้วก็เป็นบ้า เป็นใบ้ หูหนวก ตาบอด มาตั้งแต่เกิด นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ต้องมีเหตุสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างทุกประการที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เกิดจนตาย แสดงให้เห็นว่าถ้าเราไม่ฟังพระธรรม เราไม่มีโอกาสจะรู้จักตัวเรา แล้วก็ไม่มีโอกาสจะรู้จักโลก ไม่มีโอกาสที่จะรู้ความจริงว่าแท้ที่จริงเรานั้นมีความไม่รู้ แล้วก็มีโลภะ มีโทสะ มีโมหะมีกิเลสมากน้อยเพียงไร

    เพราะฉะนั้นก็เป็นการที่ดีที่สุดที่จะรู้จักตัวเอง เพราะว่าสุขทุกข์ก็อยู่ที่ตัวเองแต่ละคน แล้วก็บางคนในชีวิตก็มีแต่ความทุกข์ ที่เป็นความรู้สึกเศร้าหมอง ขุ่นเคือง ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีเหตุการณ์ความยุ่งยากต่างๆ โดยไม่รู้เหตุจริงๆ ว่าเหตุนั้นอยู่ที่ไหน แล้วก็ทุกข์ที่มีนั้นจะหมดสิ้นหรือว่าบรรเทาไปได้อย่างไร แต่ทั้งหมดให้ทราบว่าทุกอย่าง สามารถจะละคลายได้ด้วยปัญญา แต่ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีทางที่ใครจะหมดความทุกข์ได้อย่างแท้จริง เพราะเหตุว่าความทุกข์มีหลายอย่าง เรื่องของทุกข์กายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเหตุว่าตราบใดที่เรามีร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มีความทุกข์กายเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น บางคนก็นิ้วเท้าแตก บางคนก็ศีรษะเป็นแผล หรืออะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีรูปร่างกายแล้วทุกข์กายต้องมี นี่ก็เป็นทุกข์ประจำชีวิต

    แต่นอกจากทุกข์กายแล้ว ทุกข์ใจยังมีอีกมากมายมหาศาล เพราะเหตุว่าร่างกายก็แข็งแรงดี แต่ทำไมมีความทุกข์ใจ ไม่จบสิ้น บางคนเงินทองก็มีมาก แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจอยู่นั่นเอง เป็นกังวลเรื่องเงินทอง เรื่องไม่ทราบว่าจะจัดการอย่างไรกับเงิน บางคนก็ตีหนึ่งตีสองก็ยังนอนไม่หลับ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรที่น่าจะต้องเดือดร้อนเลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่านอกจากเกิดมามีทุกข์กาย แล้ว ก็ยังมีทุกข์ใจอีกมากมาย ซึ่งยากแสนยากที่จะดับให้หมดสิ้นไปได้ เพราะเหตุว่าทุกข์วันนี้อาจจะหมด แต่พรุ่งนี้ก็มีทุกข์ใหม่มาอีกเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่รู้จักจบ แต่พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคแสดงจากการตรัสรู้ความจริง แล้วเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ทรงแสดงพระธรรมให้บุคคลอื่นได้ฟัง ได้เกิดปัญญาของตนเอง

    เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นชีวิตของเราในพระธรรมก็คือว่า ฟังธรรมให้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาของเรา เพราะเหตุว่าตราบใดที่เรายังไม่ได้ฟังพระธรรม ปัญญาของเราจะเกิดไม่ได้ นอกจากเราคิดเอาเองว่าเราเข้าใจแล้ว แต่ว่าสิ่งที่เราคิด เราเข้าใจ ไม่ตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ได้ เพราะเหตุว่าเรายังไม่ได้เทียบเคียงว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าอะไร เพราะฉะนั้นความเห็นของเราจะตรงกับพระธรรมที่ทรงแสดง หรือว่าจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นการเทียบเคียงก็คือว่า ขอให้เราฟังพระธรรม เพื่อที่เราจะได้ทราบว่าสิ่งที่เราเคยเข้าใจนั้นถูกต้อง หรือว่าผิดจากการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค

    ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมก็เป็นการเริ่มต้นของพุทธศาสนิกชน ที่จะทำให้ได้เข้าใจจริงๆ ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญาคุณ ด้วยพระบริสุทธิคุณ และด้วยพระมหากรุณาคุณ ถ้าเราไม่ฟังพระธรรมเราไม่มีโอกาสจะรู้เลย เราก็ไหว้พระจริง ไหว้รูป แต่ว่าไม่ทราบว่าจะระลึกถึงพระคุณอะไร เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจว่าพระคุณของพระองค์นั้นมีประการใดบ้าง แต่ว่าเมื่อเราได้ฟังพระธรรมเราจะเริ่มเข้าใจขึ้นว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีพระปัญญาที่ได้สะสมมานานมาก ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไร แล้วก็สอนตามความคิดตามความเข้าใจ หรือว่าสิ่งที่สอนก็เป็นสิ่งซึ่งง่ายแสนง่าย ซึ่งใครก็ฟังเข้าใจได้ ถ้าเป็นโดยลักษณะนั้นแล้วก็ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัป

    เพราะฉะนั้นจะเราต้องรู้ว่าปัญญาของเราก่อนฟังธรรม เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มี เพราะเหตุว่าตรงกันข้ามกับที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ แม้แต่คำที่ตรัสว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เราก็เคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ อนัตตาเป็นภาษาบาลี ตรงกันข้ามกับคำว่า อัตตา ถ้าอัตตาก็หมายความว่า ตัวตน เราตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า เป็นเรา เป็นของเรา ตาของเรา ผมของเรา ทุกอย่างของเราหมด แต่ถ้ามีพระภาคตรัสว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ของเราเลยสักอย่างเดียว ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเรา เราเกิดมา มีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด ตั้งแต่เกิดทุกๆ ขณะ โดยที่ว่าเมื่อมีการเห็น เราก็ไม่เคยมานั่งคิดว่าที่จริงแล้วทำไมถึงต้องเห็น ถ้าไม่มีจักขุปสาทคือประสาทตาที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏสีสันวรรณะต่างๆ โลกนี้ก็จะไม่ปรากฏเป็นความสว่าง ก็จะเป็นโลกที่มืดเหมือนคนที่ตาบอด เพราะฉะนั้นแม้แต่ เห็น ก็จะต้องมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น แล้วก็ไม่ได้เห็นตลอดไป เห็นแล้วก็หมดไป แล้วก็คิดนึกเรื่องอื่น แล้วก็ได้ยินบ้าง แล้วก็กระทบสิ่งที่อ่อนที่แข็งบ้าง นี่ก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่เห็นในขณะนี้ก็ไม่เที่ยง

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิด เกิดแล้วก็ดับไป ตรงกับที่เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ คือไตรลักษณ์ หรือไตรลักษณะ ลักษณะ ๓ อย่างคือ สิ่งใดที่เกิดขึ้นสิ่งนั้นต้องดับ ลักษณะที่เกิดดับนั้น ไม่น่าพอใจเลย คือไม่ยั่งยืน การดับนี้ดับเร็วมากจนกระทั่งเราไม่รู้สึก นี่คือต้องอบรมปัญญาจนกว่าจะประจักษ์แจ้งการเกิดดับ ถึงจะเห็นได้ว่ามีการเกิดดับจริงๆ ในขณะนี้ แต่ถ้าใครยังไม่อบรมปัญญาถึงขั้นนี้ ไม่มีทางที่จะไปละความเป็นตัวตน ก็ยังเห็นว่าเป็นเราเห็น เวลานี้เห็นอยู่ ไม่แสดงว่าดับเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องมีเรา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรานั้นลึกมาก เพียงขั้นฟังนี้กว่าจะค่อยๆ พิจารณาค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นความจริงอย่างนั้น ก็เพียงขั้นเข้าใจ ยังไม่ใช่ขั้นประจักษ์แจ้ง

    เพราะฉะนั้นปัญญาจึงมีหลายขั้น คือปัญญาขั้นฟังให้เข้าใจก่อน ว่านี่คือธรรม เป็นของจริง เป็นสัจจธรรม เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าได้ยินไม่เกิดดับ ก็ไม่มีการพิสูจน์ แต่เพราะได้ยินขณะนี้ เกิดดับ เห็นก็เกิดดับ คิดนึกก็เกิดดับ แต่ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรับความจริงเป็นขั้นๆ ว่าปัญญาของเรานี้เพียงแค่ฟัง ยังไม่สามารถที่จะไถ่ถอนความเป็นตัวตนได้ แต่มีหนทาง เพราะเหตุว่าเมื่อผู้มีพระภาคตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรมในสมัยโน้นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงมีมาก มีพระอรหันต์ในสมัยนั้นมากมาย มีผู้ที่มีปัญญาที่ยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์แต่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคล เป็นสกทาคามีบุคคล เป็นพระอนาคามีบุคคล เป็นพระอรหันต์มาก แต่ว่าผู้ที่เป็นพระโสดาบันก็ยังมากกว่าผู้ที่เป็นพระสกทาคามี เพราะเหตุว่าต้องมีปัญญาสูงขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุอรหันต์ก็ต้องน้อยกว่า เพราะว่าเป็นปัญญาขั้นสูง

    แล้วพอมาถึงสมัยนี้ ห่างไกลมา ๒๕๐๐ กว่าปี การฟังพระธรรมก็น้อยมาก หรือว่าเกือบจะไม่มีเลย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เริ่มแสวงหาแล้วก็สนใจอยากที่จะได้เข้าใจธรรม ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีทางเดียว คือฟังให้เข้าใจว่าธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้น เป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง หรือว่าเป็นเพียงธรรมซึ่งต่างคนต่างคิด แล้วก็พยายามจะมีข้อปฏิบัติ ซึ่งความจริงหนทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นทางที่ทำให้เกิดปัญญา จะไปปฏิบัติแบบไหน อย่างไรก็ตาม จะไปนั่งสมาธิกี่วันกี่เดือนกี่ปีก็ตาม ถ้าปัญญาไม่เกิดรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสัจจธรรมในขณะนี้แล้ว ก็ไม่ใช่หนทางที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าเป็นหนทางที่จะดับกิเลส

    เพราะเหตุว่าการดับกิเลส กิเลสนั้นมีมากเหลือเกิน บางคนอาจจะบอกว่าไม่มี เคยมีคนที่บอกว่าเขาไม่มีกิเลส ไม่มีโลภะ วันหนึ่งก็เฉยๆ เพราะเหตุว่าไม่รู้ เพราะแท้ที่จริงนั้นพอลืมตาตื่นขึ้นมาก็มีความต้องการ มีความติดแล้ว จะทำสิ่งนั้น จะทำสิ่งนี้ ก่อนจะหลับก็คิดแล้วว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร ก็เป็นเรื่องของความต้องการ เป็นเรื่องของความติดข้อง โดยที่คนนั้นก็ไม่รู้ว่า นั่นเป็นสภาพที่เป็นโลภะ เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าเขาไม่มี เพราะเขาคิดว่าโลภะต้องเป็นขณะที่กำลังอยากจะได้อะไรอย่างมากๆ ทนไม่ได้ต้องไปซื้อไปหา หรือว่าไปทำขึ้นมาอะไรอย่างนี้ แต่ความจริงให้ทราบว่าธรรมทุกอย่างมีหลายระดับ ไฟที่ร้อน นิดหนึ่งก็ร้อน กองใหญ่ๆ ก็ร้อนมาก เพราะเหตุว่ามีจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไฟแค่ไม้ขีดไฟนิดเดียวไม่มีใครคิดว่าเป็นโทษ แต่พอไฟไหม้ทุกคนก็บอกว่าไฟนี้มีอันตรายมาก แต่ว่าต้องเห็นความจริงว่าไฟไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ตาม จะน้อยหรือจะมากก็ตาม เมื่อเป็นสภาพที่ร้อน ก็เป็นสภาพที่ร้อน หรือกลิ่นที่เหม็น ของที่ปฏิกูล แม้ว่ามีเพียงนิดเดียว ปริมาณน้อยก็จริง แต่ว่ากลิ่นนั้นเปลี่ยนไม่ได้ กลิ่นเหม็นก็คือเหม็น เพราะฉะนั้นเมื่อมีมาก อย่างผ่านกองขยะ ก็จะรู้สึกว่ากลิ่นรุนแรง แต่ว่าถ้าย่อยลงมาจนกระทั่งเหลือปริมาณน้อย เราก็เปลี่ยนสภาพของสิ่งนั้นไม่ได้

    นี่คือความจริงที่ว่า แม้โลภะถ้านิดๆ หน่อยๆ เราไม่เห็นโทษ ทุกคนอยู่ในทุกวันนี้ ชอบโลภะมากเลย แต่ว่าไม่ชอบชื่อ ถ้ามีใครบอกว่าคนนี้มีโลภะมาก จะไม่ชอบเลย คล้ายๆ กับว่าเป็นการดูถูกว่า แหม เป็นคนโลภโมโทสัน แต่ความจริงแล้วเขาพูดความจริง แต่เราไม่รู้เอง ว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นทุกคนมีโลภะ แต่ถ้าเป็นโลภะที่เป็นปกติๆ จนไม่รู้สึกตัว ท่านเรียกว่า สมโลภะ (สะ-มะ-โล-ภะ) หมายความว่าเป็นปกติ เกิดมานี้มีโลภะเป็นปกติ ตั้งแต่ลืมตาตื่น แม้แต่จะหวีผม แม้แต่จะใช้สบู่ในห้องน้ำ ก็จะต้องเลือกที่พอใจ แม้แต่อาหารบนโต๊ะ ตอนเช้าก็ต้องเป็นอาหารที่ชอบ ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายเย็นจะทำอะไรทุกอย่าง ก็เป็นไปด้วยความต้องการทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นให้เรารู้ความจริงว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมคือความจริง ให้เราเกิดปัญญา รู้จักตัวเรา แล้วก็จะรู้ได้ว่าถ้าตราบใดที่ยังมีการยึดถือ ยังมีความติดข้อง เรื่องที่จะไปดับทุกข์ ดับกิเลสนั้น เป็นอันว่าไม่มีทางเลย จนกว่าจะเห็นความเป็นอนัตตา ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นธรรม คือเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่าไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงธาตุ หรือธรรมชาติ หรือสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ยังไม่ถึงขั้นประจักษ์การเกิดดับ ลองย่อยตัวของเราออก ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า มีอากาศธาตุ มีช่องว่าง แทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ พร้อมที่จะตัดชิ้นส่วนชิ้นไหนออกได้หมด เอาไปแตกย่อยสับให้ละเอียดอย่างไรจนเป็นปรมาณูก็ได้ แม้แต่โต๊ะนี้ ที่เห็นว่าแข็งแรง จับดูก็แข็ง หรือว่าจะเป็นเหล็ก หรือว่าจะเป็นวัตถุที่เป็นรูป เราก็คิดว่าไม่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ แต่ว่าตามความจริงแล้วมีอากาศธาตุ คือช่องว่าง รูปที่ว่าง คั่นแทรกอยู่ แตกทำลายได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งที่เราเห็นว่าแข็งแรงมั่นคงสักเท่าไหร่ ก็สามารถที่จะแตกย่อยได้ เพราะฉะนั้นรูปที่ว่าเป็นของเรานี้ ลองพิจารณาดูแต่ละส่วนจริงๆ ถ้าสามารถที่จะแตกย่อย และตามความจริงของผู้ที่ตรัสรู้แล้ว ตรัสรู้ว่ากำลังแตกย่อยคือเกิดดับ รูปร่างกายนี้กำลังเกิดดับอยู่ทุกส่วนทุกกลุ่ม เพราะว่าเมื่อย่อยออกไปแล้ว ส่วนที่เล็กที่สุดก็ไม่เที่ยง คือเกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าตามทางวิชาการแพทย์ก็คงจะไม่เป็นที่สงสัย ว่ามีเซลล์อะไรที่เกิดดับ แล้วก็อาจจะมีอายุถึงเท่านั้นเท่านี้วัน แต่ว่าพระพุทธศาสนาแล้ว รูปเกิดดับเร็วมาก แม้แต่ขณะที่เรากำลังนั่งอยู่ เราจะค่อยๆ มีรูปซึ่งทยอยกันเกิดดับ และก็บางรูปซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ ก็มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นตามอุณหภูมิคือ ความเย็นความร้อนในร่างกาย หรือว่าบางทีรูปนั้นก็เกิดจากอาหาร ก็ทำให้มีการที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้

    นี่ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า สิ่งซึ่งเรายึดถือว่าเป็นของเรา ถ้าจะมองในมุมที่กระจ่างขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ก็เหมือนกับกองของฝุ่นที่ละเอียดยิบ ซึ่งมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดติดกัน อย่างตากับหู จริงๆ แล้วก็ห่างกันพอสมควร แล้วก็เป็นรูปซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ด้วย แล้วก็มีกรรมที่ทำให้เกิดจักขุปสาท ที่สามารถรับกระทบกับสีที่กำลังปรากฏทางตา นี่เป็นรูปพิเศษรูปหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครทำให้เกิดได้นอกจากกรรม เพราะเหตุว่าบางคนก็มีตาดี บางคนก็ตาบอด แล้วก็สำหรับหูที่กำลังได้ยินในขณะนี้ ให้ทราบว่าก็เป็นเพียงรูปซึ่งสามารถกระทบเสียง ซึ่งต้องเป็นกรรมอีกนั้นแหละ ที่ทำให้รูปนี้เกิด และรูปนี้เราไม่มีทางที่จะมองเห็นเลย ไม่มีใครเห็นจักขุปสาท ไม่มีใครเห็นโสตปสาท เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นคือสีสันวรรณะต่างๆ ซึ่งเป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าที่ตัวของเรา เรายังไม่รู้เลยว่ามีรูปกี่ชนิด แล้วก็รูปอะไรบ้าง และรูปแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภทนั้นเกิดขึ้นเพราะกรรม หรือเกิดขึ้นเพราะจิต หรือเกิดขึ้นเพราะอุตุ หรือเกิดขึ้นเพราะอาหาร เต็มไปด้วยความไม่รู้แม้แต่ในเรื่องรูป แล้วก็มายึดถือว่านี่คือเรา นี่คือตัวตน เพราะฉะนั้นถ้าได้ฟังพระธรรมมากขึ้นก็จะเห็นธรรมแต่ละส่วนละเอียดขึ้น จนกระทั่งแม้ขั้นการฟัง ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าไม่มีตัวตน แต่ดับกิเลสไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นเพียงปัญญาขั้นฟัง ยังไม่ใช่ขั้นที่ประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้นถ้ามีปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งจะต้องอาศัยกาลเวลาที่จะอบรม ที่ใช้คำว่าภาวนาหรือใช้คำว่าปฏิบัติ

    เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจคำว่าปฏิบัติในพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วไม่รู้ความจริง ที่กำลังเห็นทางตา ที่กำลังได้ยินทางหู ที่กำลังเป็นสุขเป็นทุกข์ทางใจ ถ้าเป็นธรรมที่มีจริงแล้วนั้น ผู้ที่อบรมเจริญปัญญาตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ต้องมีความรู้ที่ค่อยๆ ชัดขึ้น เพิ่มขึ้น รู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ที่กำลังปรากฏ แล้วก็จะรู้จักตัวเอง แล้วก็จะรู้จักชีวิต แล้วก็จะรู้จักโลก เพราะเหตุว่าถ้าเราจะถามกันเองก่อนศึกษาธรรมว่าโลกคืออะไร คำตอบก็อาจจะไม่ชัดเจนเลย และก็ตอบกันมาคนละแบบสองแบบ บางคนก็บอกว่าโลกก็คือก้อนกลมๆ ที่เรากำลังยืนอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นโลก ตอบอย่างนั้นก็ได้ใช่ไหม แต่ความจริงแล้วในพุทธศาสนามีโอกาสโลก มีสังขารโลกมีสัตวโลก นี่แสดงเห็นว่าเป็นผู้ที่รู้แจ้งโลกจริงๆ ว่าโลกแท้ๆ หมายความถึงอะไร

    ภาษาไทยเราใช้คำในภาษาบาลีแต่ว่าไม่ได้เข้าใจความหมายตามคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อย่างคำว่าโลก ภาษาบาลี โลกะ หมายความถึงสิ่งซึ่งเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นโลก โลกก้อนโตที่เราคิดว่าเรากำลังอยู่ในโลกหรือกำลังยืนอยู่บนโลกนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับผงดินก้อนโตใหญ่ เพราะเหตุว่าเมื่อแตกย่อยละเอียดเป็นกลุ่มเล็กที่สุด ที่มีอากาศธาตุแทรกคั่น ก็ไม่ต่างกับผงธุลี เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ตัว หรือจะเป็นที่โต๊ะ ที่เก้าอี้ ที่โลก ที่อะไร ถ้าเป็นรูปแล้วก็ต้องเป็นสภาพที่สามารถแตกย่อยทำลาย จนเป็นส่วนที่ละเอียดที่สุดเล็กที่สุด และส่วนนั้นก็มีเหตุที่จะให้เกิดขึ้น และเมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับไป เพราะฉะนั้นคำจำกัดความของโลกที่แน่นอนที่สุดคือ สิ่งที่เกิดดับ

    เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนความเข้าใจจากเดิมของเรา มาสู่สภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้วก็เมื่อเป็นการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ธรรมหรือคำใดที่ตรัส คำนั้นจะไม่เป็นสอง คือจะไม่เปลี่ยนหรือจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เช่น โลกคือสภาพธรรมที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับโลก หรือเหนือโลกคือ โลกุตระ ได้แก่ พระนิพพาน ซึ่งเวลานี้ไม่ได้ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เลย เพราะฉะนั้นเรามักจะได้ยินเสมอคือนิพพาน แล้วบางคนพอได้ยินปุ๊บก็อยากไป เหมือนกับสถานที่สักแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะไปเหลือเกิน แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้วตราบใดที่ยังไม่รู้จัก หรือยังไม่เข้าใจคำนี้หรือความหมายอันแท้จริง อย่าอยาก เพราะเหตุว่าขณะนั้นจะเป็นอกุศล เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ ไม่ใช่เป็นความรู้จริงๆ ที่เห็นสภาพธรรมที่ต่างกันว่าสิ่งใดที่เกิดแล้วดับไป ไม่มีใครไปบังคับบัญชายับยั้งได้ และก็สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของเราด้วย เพราะฉะนั้นจะไปติดข้องยึดมั่นในสิ่งนั้นทำไม ในเมื่อถึงแม้ว่าเราจะไปติดข้องสักเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง

    เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเปรียบเทียบเห็นความต่างกันเหมือนสีขาวกับสีดำ หรือความร้อนกับความเย็น คือโลกเป็นสภาพที่เกิดดับ ส่วนสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเหนือโลกนั้นเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิด เพราะฉะนั้นจึงไม่ดับ และไม่เป็นทุกข์

    กว่าจะเข้าใจพระธรรมได้ก็จะเห็นได้ว่า ต้องฟังจริงๆ ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น วันนี้อาจจะยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยเข้าใจมาก แต่ก็ยังเห็นว่าพระพุทธศาสนาคือคำสอนเรื่องสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจโดยละเอียด โดยแจ่มแจ้ง ไม่ใช่เพียงคิดๆ เอา หรือว่านิดๆ หน่อยๆ แล้วก็พยายามจะไปดับกิเลส หรือไปพยายามที่จะให้ไปเกิดความสงบสบาย แต่ว่าไม่รู้ความจริงของธรรม นั่นก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ เรื่องของธรรมต้องฟังบ่อยๆ แล้วก็ต้องฟังแล้วคิด แล้วก็พิจารณาด้วย


    หมายเลข 1
    11 มี.ค. 2569