ปรมัตถธรรม ๔ - สภาพธรรมกำลังปรากฏ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าธรรมมีหลายระดับขั้น
ผู้ฟัง ขอเรียนถามอาจารย์สุจินต์ว่า นามธรรมนั้นก็พอที่จะเข้าใจได้ว่าเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก แต่ว่ารูปบางรูปนั้น ยังมีความสงสัยอยู่ว่า เกิดดับอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เช่น เสียง เราก็ทราบว่าถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิด ก็เกิดเสียง แล้วถ้าเหตุปัจจัยหมดไป เสียงก็หมดไปด้วย ก็พอที่จะพิจารณาตามได้ว่าเกิดดับอย่างรวดเร็ว แต่โต๊ะตัวนี้ ปีที่แล้วตั้งอยู่อย่างไร ปีนี้ก็ยังตั้งอยู่อย่างนั้น จะพิจารณาได้อย่างไรว่า มันเกิดดับอย่างรวดเร็วอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน
ท่านอาจารย์ คือ ไม่ใช่ไปพิจารณาให้เห็นโต๊ะนี้เกิดดับ แต่เข้าใจความจริง อย่างเสียงที่คุณปริศนาเข้าใจว่าเกิดดับ ถ้าไม่มีรูปเลย มีแต่เสียงได้ไหม มีแต่เสียง มีเสียงอย่างเดียวได้ไหม ไม่มีรูปใดๆ เลยทั้งสิ้น มีแต่เสียงอย่างเดียวได้ไหม
ผู้ฟัง ก็เสียงเป็นรูป
ท่านอาจารย์ เสียงเป็นรูป แต่ว่าถ้าจะเข้าใจเพิ่มเติม คือสภาพธรรมทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยว อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมอื่นซึ่งเป็นปัจจัยอาศัยกันและกัน เกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะฉะนั้น นามธรรมที่ว่าเป็นสภาพรู้ ก็มี ๒ อย่าง คือจิตกับเจตสิก จะมีแต่จิตอย่างเดียว โดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ หรือจะมีแต่เฉพาะเจตสิกเกิดโดยไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยก็ไม่ได้ ฉันใด รูปที่ปรากฏเกิดขึ้นนี้จะไม่มีเพียงรูปๆ เดียว แต่จะมีรูปที่รวมกัน เกิดพร้อมกัน อย่างน้อยที่สุด ๘ รูป ใน ๘ รูป มีรูปที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ๔ รูป ชื่อว่า มหาภูตรูป ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นสี จะเป็นกลิ่น จะเป็นรส จะเป็นโอชา จะเป็นเสียง จะเป็นรูปอื่นใด ก็ต้องอาศัยเกิดกับรูป ๔ รูปนี้ แต่ว่าเวลาที่กลิ่นปรากฏ เพราะกระทบกับจมูก ต้องเป็นรูปที่กระทบจมูกเท่านั้น กระทบอย่างอื่นไม่ได้ เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้น ได้กลิ่น หรือรู้กลิ่นนั้น แล้วก็ดับ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวลาที่กลิ่นปรากฏกระทบจมูกนั้น ไม่มีรูปอื่นเกิดด้วย ต้องมีอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป
เพราะฉะนั้นการที่เราจะไม่สนใจเรื่องอื่น ซึ่งเราเคยสนใจมาตลอดชีวิต แล้วก็กลับมาเข้าใจชีวิตแต่ละขณะ เพราะเหตุว่าถ้าเราจะย่อชีวิตลงมาของทุกคนนี้ จะเหลือเพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น ขณะที่กำลังเห็น ไม่ใช่ขณะที่กำลังได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่กำลังคิด เรื่องสมอง เรื่องวิชาการอื่นๆ เรื่องไปเที่ยวอินเดีย เรื่องอะไร ทั้งๆ ที่กำลังเห็น เกิดดับ แต่ว่าความคิดนึกนั้น กลบ ไม่ให้รู้ความจริงของสภาพเห็น ซึ่งเกิดแล้วดับอยู่ทุกๆ ขณะในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องพยายามฟังเรื่องนี้ให้เข้าใจ มากกว่าเรื่องอื่น เพราะว่าเรื่องอื่นเรารู้แล้ว และก็เข้าใจมาตลอด แต่ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งซึ่งเข้าใจยาก เพราะฉะนั้นถ้าจะถามอีกทีหนึ่งว่า กำลังเห็นนี้ มีอะไร มีแน่ๆ ที่เห็น
ผู้ฟัง ก็มีสภาพรู้ กับสภาพไม่รู้
ท่านอาจารย์ หรือจะใช้ชื่อว่า นามธรรมกับรูปธรรม ก็ได้ ไปทางไหน ไม่พ้น ถ้ารู้ความจริง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขณะไหน กำลังคิดเรื่องงาน ก็ไม่พ้นนามธรรมรูปธรรม กำลังเห็นอะไรก็ไม่พ้นนามธรรมรูปธรรม จะเกิดที่ไหน จะอยู่ที่ไหน ในประเทศไทย ที่ประเทศอินเดีย หรือบนสวรรค์ ในนรกทั้งหมด จะไม่ขาดนามธรรมกับรูปธรรมเลย แต่ว่าเรื่องราวก็ติดตามมาโดยความคิดนึก เพราะฉะนั้นแยกโลกออกเป็น ๒ โลก โลกของความคิดนึก โลกหนึ่ง และโลกของปรมัตถธรรม โลกหนึ่ง
ผู้ฟัง ขณะที่เราเรียนธรรมของพระพุทธเจ้า ขณะที่เราเรียนไปแล้วก็คิดนึกตามไปนั้น ก็ไม่ใช่เป็นความจริง เป็นเรื่องราวตลอดเลย
ท่านอาจารย์ หมายความว่าขณะนั้นเราไม่รู้ลักษณะของปรมัตถธรรม แต่เรารู้เรื่องของปรมัตถธรรม กำลังค่อยๆ เข้าใจเรื่องราว
ผู้ฟัง มันก็อยู่ในลักษณะเดียวกับที่เราเรียนเกี่ยวกับวิชาการไหม
ท่านอาจารย์ แต่วิชาการอื่นไม่ได้ทำให้เราเข้าใจปรมัตถธรรม
ขอเป็นรายการตั้งต้นเลย ทบทวนจากคราวก่อน แล้วก็มีคนบอกว่าทบทวนนี้ไม่ใช่ครั้งเดียว นี่เป็นของที่แน่นอนที่สุด เราฟังธรรมทั้งหมด ได้ยินแต่ละคำ แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจทั้งหมดจริงๆ ถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจธรรมที่กำลังได้ฟังเดี๋ยวนี้ เพียงคำว่า “ธรรม”ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ถ้าเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการที่จะพูดทบทวน ไม่ได้ให้ทุกคนรีบไปเร็วๆ ได้มากๆ และบางคนก็บอกว่า มาหลายครั้งก็ไม่เห็นได้อะไรอีก หรือว่าได้น้อยไป ไม่ใช่เรื่องน้อย เรื่องมาก แต่เรื่องเข้าใจ
เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้เข้าใจ ฟังแค่นี้ ไตร่ตรอง คิด และถ้าเข้าใจจริงๆ ก็ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้แน่นอน แสดงให้เห็นว่า แม้สภาพธรรมกำลังปรากฏจริงๆ ความเข้าใจทุกคนขณะนี้เป็นผู้ที่ตรงต่อตัวเองว่า เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแค่ไหน คนที่ไม่เคยฟังเลย รับรองได้ ไม่ทราบเลยว่าขณะนี้อะไรกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ขอให้ทราบว่าการศึกษาพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นภาษาบาลี เพราะฉะนั้นจะมีคำใหม่ๆ หลายคำ ซึ่งความหมายนั้นไม่ตรงตามที่เราเคยเข้าใจมาก่อน เพราะฉะนั้นขณะที่ฟัง ขอให้ตั้งใจฟัง ให้เข้าใจคำและความหมายของสิ่งที่กำลังมี แล้วก็ไม่ต้องมาเกี่ยวโยงกับภาษาไทย หรือว่าเวลาที่เราเคยรู้ความหมายนั้นในภาษาไทย แต่พอเข้าใจความหมายอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความหมายของสภาพธรรม จะเห็นได้ว่าภาษาไทยนั้นใช้คำไม่ตรงกับความหมายในภาษาบาลี
เพราะฉะนั้นขณะนี้ให้ทราบว่า คนที่ไม่เคยฟังพระธรรมเลย จะไม่รู้ว่าขณะนี้อะไรกำลังปรากฏ หรือรู้แล้ว ธรรมเป็นเรื่องไตร่ตรอง พิจารณา สนทนา เพื่อความเข้าใจจริงๆ ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏ เพราะอะไรที่ใช้คำว่าสภาพธรรมกำลังปรากฏ เพราะว่าสิ่งที่มีจริงๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนั้น เป็นสภาวะหรือเป็นธรรมซึ่งมีลักษณะจริงๆ เช่น ทางตา ในขณะนี้กำลังเห็น เห็นมีไหม มี จริง เป็นธรรม มีสภาวะลักษณะคือ เห็น รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ มีสภาพอย่างนี้ ที่กำลังปรากฏให้เห็น นี่คือสิ่งที่มีจริง ทางหูกำลังได้ยินเสียง เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม มีสภาวะของตนคือ เสียง เป็นสภาพที่มีจริง เป็นธรรมอย่างหนึ่ง และได้ยินก็เป็นสิ่งที่มีจริง ก็เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง เพราะเหตุว่าเป็นสภาพรู้
เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าเราจะแบ่งธรรมออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ จะมีสภาพธรรม ๒ อย่าง นี้คือการทบทวน ในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิดนึก ว่าสภาพธรรม ๒ อย่างนี้ ต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ สภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้ แต่มี เช่น เสียง เสียงไม่ได้ยิน เสียงไม่คิดนึก เสียงไม่สุข ไม่ทุกข์ แต่เสียงเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีจริง นี้คือฟังธรรม ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ตามไป แล้วก็ค่อยๆ พิสูจน์ให้เข้าใจจริงๆ ถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีอะไรเลยในโลกนี้นอกจากนามธรรมและรูปธรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ประจักษ์แจ้งจริงๆ เป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน และก็มีการที่จะเจริญปัญญาต่อไป ถึงความเป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น นี่คือการตั้งต้น ตั้งต้นให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ให้เข้าใจจริงๆ โดยที่ว่าในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ แม้ว่ายังไม่ประจักษ์ในลักษณะซึ่งเป็นสภาพรู้ แต่ก็เริ่มเข้าใจว่ามีสภาพรู้ ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า นามธรรม กับสิ่งซึ่งไม่รู้อะไรเลย ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า รูปธรรม นี่ก็แสดงให้เห็นถึงคำที่ใช้ในภาษาไทยซึ่งต่างกับภาษาบาลี อย่างเราบอกว่า นาม คนไทยก็นึกถึง “ชื่อ” ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ คิดถึงแต่ชื่ออย่างเดียว ใช่ไหม ถ้าใช้คำว่า นาม แต่ว่าความจริงแล้ว นาม (นา-มะ) ในภาษาบาลี หมายความถึง สภาพที่น้อมไปสู่สิ่งที่ปรากฏ หรือรู้สิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้ตั้งแต่เกิดมา มีสิ่งที่ปรากฏในชีวิตตลอดเวลา สิ่งที่ปรากฏในชีวิตนั้น ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง และสิ่งที่ปรากฏที่มีจริงทั้งหมด จะไม่พ้นจากนามธรรม และรูปธรรม ถ้าสิ่งใดเป็นนามธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่รูปธรรม ถ้าสิ่งใดเป็นรูปธรรม สิ่งนั้นไม่ใช่นามธรรม
มีใครจดหรือเปล่าตอนนี้ ไม่ต้องจดได้ไหม ขอให้ฟังให้เข้าใจจริงๆ ไม่ต้องจดเลย ถ้าเข้าใจจริงๆ แล้ว ผ่านนามธรรมที่ไหน ความเข้าใจนี้จะกว้างแล้วก็จะลึก ตามสิ่งที่ได้ฟัง ก็เหตุว่าในหนังสือจะมีคำว่า นามธรรม มีคำว่า รูปธรรม แต่ไม่มีคำอธิบายที่กว้างพอที่จะทำให้เราเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเราก็อ่านว่าเราเข้าใจแล้ว นามธรรมรูปธรรม ๑๐ ครั้ง ก็มีเพียงเท่านั้นเอง แต่ถ้าฟังเข้าใจจริงๆ ความเข้าใจของเราจะมาถึงขณะนี้ที่กำลังเห็น ขณะที่กำลังได้ยิน ขณะที่กำลังได้กลิ่น ขณะที่กำลังลิ้มรส ขณะที่กำลังกระทบสัมผัส ขณะที่กำลังคิดนึก เพราะฉะนั้นขอให้เป็นความเข้าใจก่อน ชื่อง่ายมาก นามธรรมกับรูปธรรม แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า รูปธรรม ไม่ใช่รูปธรรมในภาษาไทยที่ใช้กันในยุคนี้ ทำอะไรให้เป็นรูปธรรม หรือว่าเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ ต้องเข้าใจว่าภาษาไทยจะใช้อย่างไร เป็นเรื่องของภาษาไทย แต่ว่าทางธรรมแล้ว หมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้ว ไม่ต้องเรียกชื่อได้ไหม ลองซ้อมคิด เพราะว่าธรรมเป็นเรื่องคิด เรื่องไตร่ตรอง และก็เป็นความเข้าใจถูกของตัวเองจริงๆ คุณชมเชย สิ่งที่มีจริง ธรรมที่มีจริงๆ นี้ ไม่ต้องเรียกชื่อได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ ได้ เช่น ยกตัวอย่าง ยังไม่มีคำว่า จิต อย่างเช่น ขณะนี้มี ๒ อย่าง นามธรรมกับรูปธรรม ยังไม่มีจิตเห็น ยังไม่มีอะไร ยกตัวอย่างว่าสภาพธรรมที่มีจริงๆ และไม่เรียกชื่อก็ได้ สภาพธรรมนั้นก็มี เช่น
ผู้ฟัง แข็ง
ท่านอาจารย์ แข็ง มี ไม่เรียกชื่อได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ แข็ง ก็ยังคงเป็นแข็ง นั่นคือ สภาพธรรม ซึ่งเป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม คุณสุพรรณี
ผู้ฟัง แข็ง เป็นปรมัตถธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม
ผู้ฟัง เป็นรูป
ท่านอาจารย์ เป็นรูป อะไรอีก ขอให้คนที่มาใหม่ยกตัวอย่าง
ผู้ฟัง ที่คิดว่าเป็นรูปนั้นเพราะอะไร
ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้บอกว่าสภาพธรรมนี้ ๒ อย่าง ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช้คำว่าโดยสิ้นเชิง ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่น นามธรรมเป็นสภาพรู้ ไม่มีลักษณะของรูปใดๆ เจือปนเลย เเล้วก็รูปธรรม ไม่ใช่สภาพรู้ มีลักษณะปรากฏให้รู้ได้ แต่ลักษณะของรูปธรรมนั้น ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย นี่คือคำจำกัดความหรือความหมายของธรรม ซึ่งมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น และกำลังขอตัวอย่างว่า ถ้าเข้าใจอย่างนี้ อะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม ก่อนที่จะถึงนามธรรม
เมื่อครู่นี้ มีแข็ง สำคัญไหม แข็ง เพราะฉะนั้นถามให้ทราบว่าสิ่งที่มี สำคัญตรงไหน คือว่าสำคัญที่ยึดถือว่าเป็นเราหรือเปล่า ที่ตัวนี้ ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า กระทบสัมผัสอยู่ตลอดเวลา พอจับผมก็แข็ง นิ้วก็แข็ง แล้วขณะนั้นไม่ได้เคยรู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วยึดถือแข็งว่าเป็นเรา และยังไม่พอ ยังยึดถือแข็งว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างที่มีจริงในโลกที่เป็นธรรม ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริงแล้ว เหมือนไม่สำคัญ แข็งก็ส่วนแข็ง แข็งอยู่ในป่าก็ไม่เดือดร้อน แข็งที่ไหนก็ไม่เดือดร้อน แต่ว่าจริงๆ แล้ว เพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าที่ยึดถือว่าเป็นเรา ลองกระทบสัมผัสดู ส่วนไหนบ้างที่ไม่แข็ง หรือไม่อ่อน ลักษณะของธาตุดินมีสองอย่าง คือ อ่อนหรือแข็ง เพราะฉะนั้นยึดถือรูปที่เพียงอ่อนเพียงแข็งนี้ว่าเป็นเรา ซึ่งในพระพุทธศาสนาจากการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค ธรรมทั้งหลายใช้คำว่า ธรรม หมายความว่า ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุ เป็นธรรม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร นี่คือความจริง ฟังวันแรกแทบเหลือเชื่อ ใช่ไหม จะไม่ใช่เราได้อย่างไร แล้วจะไม่ใช่ของเราได้อย่างไร แต่ต้องค่อยๆ ฟังไป จนกว่าจะประจักษ์ความจริงว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นหนึ่งไม่เป็นสอง คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็เป็นอนัตตาจริงๆ ใครจะยังเห็นว่าเป็นอัตตาอยู่ ก็เป็นเรื่องของคนนั้นที่ยังไม่เข้าใจ แต่ว่าเมื่อฟังแล้วเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เมื่อประจักษ์แจ้งเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเป็นพระอริยบุคคล นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมทั้งหมดซึ่งมี แต่เพราะความไม่รู้ จึงยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเป็นของเรา ซึ่งเป็นความเห็นผิด ไม่ใช่ความเห็นถูก ถ้าความเห็นถูก ต้องเห็นว่าเป็นธรรม แล้วเมื่อไหร่ที่เห็นว่าเป็นธรรมจริงๆ เป็นธรรมซึ่งไม่มีเราเจอปนอยู่เลย เมื่อนั้นก็เป็นปัญญา ที่อบรมเจริญแล้ว ที่จะรู้ตามความเป็นจริง ที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงตรัสรู้
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นที่ท่านอาจารย์พูดว่าแข็งสำคัญอย่างไร ก็คือสำคัญผิดนั่นเองใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ สำคัญที่มีความยึดถือด้วยความไม่รู้
ผู้ฟัง นั่นคือ ความสำคัญผิดใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีจริง ไม่ใช่เฉพาะแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นทุกอย่างที่มีในโลก เพราะความไม่รู้ จึงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น โต๊ะ ยึดถือว่าเป็นโต๊ะ ยึดถือว่าเป็นเก้าอี้ แต่ว่าลักษณะจริงๆ คือ แข็ง เพราะความไม่รู้ ก็มีคนที่เถียงตลอดเวลา โต๊ะมีจริงๆ เก้าอี้มีจริงๆ คนมีจริงๆ สัตว์มีจริงๆ ในความรู้สึกของเขา เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น มีความทรงจำ ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเที่ยง เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์ความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมได้
ผู้ฟัง แต่โต๊ะก็มีจริงๆ ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ก็ถึงปัญหาที่น่าคิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจให้ถูก ถ้าเข้าใจไม่ถูก จะศึกษาธรรมต่อไปไม่ได้เลย โต๊ะมีจริงไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ หนึ่งละ โต๊ะมีจริงไหม
ผู้ฟัง ...
ท่านอาจารย์ สอง โต๊ะมีจริงไหม มีสองคน ที่ว่าโต๊ะมีจริง
ผู้ฟัง เราเกิดมานี้ เขาก็บอกเราว่า นี่โต๊ะ นี่เก้าอี้ นี่ไมโครโฟน นี่กล่อง นี่กระดาษ เราก็อยู่อย่างนี้มาตั้ง ๑๐ กว่าปีแล้ว เพิ่งจะมาฟังท่านอาจารย์ เมื่อปีหนึ่งนี่เองว่า โต๊ะไม่มีจริง ดิฉันแปลกใจมากเลย ไม่เชื่อ ต้องหาทางพิสูจน์
ท่านอาจารย์ ดีมาก โต๊ะมีจริงหรือไม่จริง มีจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นคำถามนี้ก็ต้องก้าวไปอีก ให้เข้าใจจริงๆ ฝ่ายที่ตอบว่าโต๊ะมีจริง จะถามต่อไปว่ามีเมื่อไหร่ โต๊ะมีจริงเมื่อไหร่
ผู้ฟัง ดิฉันตอบก่อนว่า เมื่อเห็น คือ โต๊ะ พอเราเห็น เราก็รู้ว่าลักษณะกลมๆ หรือสี่เหลี่ยมอย่างนี้ มีขาอย่างนี้ สำหรับตั้งของอย่างนี้ เราเรียกว่า โต๊ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีเมื่อไหร่
ผู้ฟัง มี เมื่อเราเรียกมันว่าโต๊ะ
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่ เอาให้ชัดเข้าไปอีก
ผู้ฟัง เมื่อเราเห็น หรือเมื่อเราใช้งาน ถ้าไม่ใช้งานก็ไม่ใช่โต๊ะ
ท่านอาจารย์ จะมีคำตอบอื่นอีกไหม
ผู้ฟัง คือมีคนยอมรับว่าคือโต๊ะ ถ้าไม่มีคนยอมรับก็ไม่มีจริง
ท่านอาจารย์ ตกลงโต๊ะมีจริงเมื่อไหร่
ผู้ฟัง เมื่อเราคิดว่ามันเป็นโต๊ะ
ท่านอาจารย์ เมื่อ “คิด” เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มี เวลาที่มีความคิด ความคิดมีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกคิด เป็นเรื่องราวต่างๆ มีเฉพาะในขณะที่จิตกำลังคิดเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าทราบว่ามีจริง ต้องจริงเมื่อไหร่ จริงเมื่อ “คิด” และคิดเรื่องชื่อ เรื่องราว เป็นเรื่องทั้งหมด ไม่ใช่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เกิดจนตายนั้น เราซึ่งไม่ได้ศึกษาธรรมเลย จะเห็นว่าเราอยู่ในโลกของเรื่องราว โลกของความคิดนึก เพราะว่าทันทีที่เห็นนั้น คิด ถ้าไม่คิด จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร ทันทีที่ได้ยินเสียง ก็คิด และยังมีชื่อสำหรับทุกอย่าง ขณะนี้ได้ยินเสียง แล้วก็มีคำ ความหมายของคำว่า "ขณะนี้" ขะ ก็ต่างกับ ณะ ต่างกับ นี้ ซึ่งทั้งหมดเป็นคำที่คิดขึ้น เพราะฉะนั้น มี ในขณะที่คิด แต่ว่าโดยสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถ์จริงๆ แล้ว ไม่มี
เพราะฉะนั้น นี่แสดงให้เห็นว่าโลกที่เราเคยคิดว่ามี พอศึกษาธรรมจริงๆ แล้วจะเห็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งจริงกว่า เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่ไม่มีใครรู้ และก็ไม่มีใครสนใจด้วย เพราะเหตุว่า พอเกิดมาก็เป็นเรา แต่ความจริงถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีจริงๆ โดยไม่ต้องเรียกชื่อเลย แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น เป็นนามธรรมกับรูปธรรม คือ ปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเรียกชื่อเลย แต่สภาพธรรมที่เป็นอารมณ์ของจิตที่คิดนึก ไม่ใช่เป็นตัวสภาวธรรม แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงในขณะที่คิดเท่านั้น เราใช้คำว่า บัญญัติ หมายความว่า ให้รู้ในอาการนั้นๆ ของสิ่งที่กำลังมี กำลังปรากฏ
อันนี้เป็นจุดตั้งต้นที่จะเข้าใจว่า สภาพธรรมที่มีจริงๆ คืออะไร เพราะมิฉะนั้นเราก็จะอยู่ในโลกของชื่อ อยู่ในโลกของสมมติบัญญัติมาโดยตลอด โดยที่ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วมีปรมัตถธรรม หรือมีธรรม ซึ่งเราไม่เคยสนใจที่จะรู้เลย เพราะว่าเรามักจะสนใจเรื่องราวคนนั้นเป็นใคร อยู่ที่ไหน วันนี้หนังสือพิมพ์มีอะไรบ้าง นี่คือเรื่องราวทั้งหมด โดยที่ไม่รู้ตัวจริงๆ เลยว่า แท้ที่จริงแล้วมีสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม เป็นธาตุ ซึ่งเป็นนามธรรมและรูปธรรม เกิดดับ โดยความไม่รู้ จึงจำ แล้วก็คิดเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ
ผู้ฟัง อย่างนี้เมื่อสักครู่ที่บอกว่า โต๊ะมีจริง นี้ก็คือ คิดผิด
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ จริงโดยเป็นอารมณ์ของจิตที่คิด ขณะที่จิตคิด ถ้าจิตไม่คิด ความหมายของโต๊ะก็ไม่มี ใช่ไหม แต่ขณะใดที่คิด ขณะนั้นไม่มีอย่างอื่น แต่ว่ามีสิ่งซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตที่คิด เรื่องราวต่างๆ มี
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเมื่อเราคิดว่าสิ่งนี้เป็นโต๊ะ ก็ยังเป็นความคิดที่ยังไม่เรียกว่า ...
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเป็นจิต เพราะว่าต้องมีจิตที่คิด ถ้าไม่มีจิตที่คิด โต๊ะจะไม่มีปรากฏเลย สว่างอย่างไร แข็งอย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น
ผู้ฟัง อันนั้นจิตไปคิด ...
ท่านอาจารย์ ได้ยินเสียงไหม
ผู้ฟัง ได้ยิน
ท่านอาจารย์ โต๊ะ ได้ยินเสียงไหม เก้าอี้ ได้ยินเสียงไหม เสียง “โต๊ะ” กับเสียง “เก้าอี้” เสียงต่างกันหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเสียงต่างๆ กันนี้เอง ที่ทำให้มีความจำในภาษาต่างๆ ว่าเสียงนี้หมายความถึงอะไร อย่างเมื่อกี้นี้พูดถึงเรื่องคำว่าโต๊ะ พอพูด คนไทยเข้าใจเลย หมายความว่าอะไร แต่ถ้ามีชาวฝรั่งเศสนั่งอยู่ที่นี่ ได้ยินคำว่า โต๊ะ ซึ่งได้ยินคำว่าโต๊ะแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า โลกของสมมุติบัญญัติ หรือโลกของชื่อ ปิดบังปรมัตถ์ เพราะเหตุว่าเป็นโลกของตัวตน เป็นโลกของอวิชชา เป็นโลกของความไม่รู้ ว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งหมดในโลกนี้ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต หรือว่าที่ไหนก็ตาม จะมีสภาพธรรมเพียง ๒ อย่าง คือนามธรรม และรูปธรรม ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม หมายความว่าเป็นสภาพธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลงในลักษณะของตน เฉพาะตนๆ รูปเป็นรูป รูปแต่ละรูปก็เป็นรูปแต่ละชนิด นามแต่ละนามก็เป็นนามแต่ละชนิด ไม่สับสน ไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้ฟัง อย่างนั้นโต๊ะก็เป็นรูป ถ้าเอาคำว่าโต๊ะออก
ท่านอาจารย์ รูปอะไร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างหมด ลอกชื่อออกหมด ก็คือ นามธรรมกับรูปธรรม ขอยกตัวอย่างนิดหนึ่ง คือขอยกตัวอย่างคนซึ่งทุกคนรู้จัก นพรัตน์ ดีไหม
ผู้ฟัง ดี ถ้าภาษาแปลแล้ว เพราะมาก
ท่านอาจารย์ ดีตรงไหน นพรัตน์นี้ ดีตรงไหน
ผู้ฟัง ดี ตรงที่พูดในเชิงภาษา โดยนัยของภาษา นพรัตน์ก็รัตนะ
ท่านอาจารย์ ทีนี้ ถามว่านพรัตน์ดีไหม นพรัตน์ไหน
ผู้ฟัง ตอบไม่ถูก ไม่ทราบว่าหมายถึงแก้วแหวนเงินทอง หรือว่าคน ตอบไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ใช่ เห็นไหม นี่แสดงให้เห็นว่า ชื่อนั้นเราใช้สำหรับเรียกปรมัตถธรรม แต่ต้องมีปรมัตถธรรม ถ้าไม่มีปรมัตถธรรมแล้ว ก็เป็นเพียงชื่อเท่านั้นเอง ถามว่าดีไหม จะตอบไม่ถูกเลยว่าดีหรือไม่ดี นพรัตน์ไม่ดีหรือ จะตอบว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ไม่มีใครกล้าตอบหรอก
ผู้ฟัง ไม่ทราบอีกเหมือนกัน เพราะว่าไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร
ท่านอาจารย์ ใช่ นพรัตน์เฉยๆ อยู่ที่ไหน ใช่ไหม ไหนนพรัตน์ อาจจะมีที่โน่น ที่นี่ ที่นั่นก็ได้ ที่โน้นก็ได้
ผู้ฟัง แม้กระทั่งท่านอาจารย์บอกว่า นพรัตน์เป็นชื่อคน ดิฉันก็ต้องถามอีกว่า ผู้หญิงหรือผู้ชาย
ท่านอาจารย์ ใช่ นี่แสดงให้เห็นว่าชื่อทั้งหมดเราจำไว้ และเราก็คิดว่าจริงจัง แต่ว่าตามความเป็นจริง และสิ่งที่จริงแท้ ก็คือนามธรรมกับรูปธรรม เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ชื่อปิดบังจริงๆ เพราะว่าเราอยู่ในโลกของชื่อมานานแสนนาน บางคนก็อาจจะตอบทันทีว่าดี อะไรดี ต้องซักไปอีก ให้เข้าใจ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นที่จะเข้าใจเรื่องปรมัตถธรรมให้ทราบว่า เอาชื่อออกให้หมด แล้วจึงจะเห็นปรมัตถธรรม หรือถึงจะเข้าใจปรมัตถธรรมว่า ไม่ใช่มีแต่ชื่อ แต่ว่ามีสภาพธรรมจริงๆ ซึ่งถ้าสภาพธรรมนี้ไม่มีแล้วละก็ ชื่อทั้งหลายก็มีไม่ได้ แน่นอน เช่น ถ้าไม่มีแข็ง ไม่มีอ่อน ไม่มีเย็น ไม่มีร้อนเลย แล้วจะไปเรียกชื่ออะไร มันไม่มีที่จะให้เรียก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต้องมีสภาพที่มีจริงๆ เมื่อมีสภาพที่มีจริงๆ แล้ว ทีนี้ เริ่มจะเรียกชื่อแล้ว ใช่ไหม เพื่อที่จะให้เข้าใจว่าหมายความถึงอะไร สิ่งที่มีจริงอะไร
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่ามี บัญญัติ กับมี ปรมัตถธรรม คำทั้งหลายที่ใช้เรียกที่รู้กัน หรือว่า สิ่งที่ปรากฏทางตา เพียงปรากฏ แต่ว่ายังคิดนึกเป็นรูปร่างเป็นสัณฐาน เป็นชื่อเสียงเรียงนามต่างๆ ทั้งหมด เป็นบัญญัติ แต่ว่าตัวปรมัตถธรรมไม่ต้องเรียก สิ่งนั้นมี เกิดขึ้นตลอดเวลา ขณะนี้มีปรมัตถธรรมจริงๆ ตลอดเวลา โดยที่ว่าก่อนนี้ก็เข้าใจว่ามีชื่อต่างๆ มีสิ่งซึ่งมีจริง แต่เป็นชื่อ แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น แต่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะตรัสรู้ความจริง ดิฉันได้รับฟังความทุกข์ของบางคน แล้วก็บอกเขาว่า ทราบไหมว่า ทุกข์นี้อยู่ที่ไหน ขอคุณหมอกรุณาตอบ
ผู้ฟัง อยู่ที่ใจ
ท่านอาจารย์ อยู่ที่ใจ แสดงว่าใจมีจริง เพราะว่าถ้าไม่มีใจ ทุกข์จะมีได้อย่างไร ทุกอย่างอยู่ที่ใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นความคิด เป็นอะไรๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ใจเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม เพราะเหตุว่าภาษาไทยเราใช้คำว่า ใจ แต่ว่าภาษาบาลีไม่มีคำนี้ มีคำว่า จิต หรือ จิตตัง เพราะฉะนั้นก็หมายความถึงธาตุชนิดหนึ่ง
ถ้าใช้คำว่า ธรรม หมายความถึง สิ่งที่มีจริง แต่เมื่อสิ่งที่มีจริงนั้น ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น เป็นธาตุ ซึ่งเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้น แล้วก็เป็นธาตุรู้ เพราะเหตุว่าเป็นนามธรรม ทันทีที่จิตเกิด จะต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่จิตรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่า อาลัมพนะ หรือ อารัมมณะ เพราะฉะนั้นคนที่เคยรู้จักคำว่า อารมณ์ ในภาษาไทย พอถึงคำว่า อารัมมณะ ในภาษาบาลีต้องเข้าใจให้ถูกต้อง คำจำกัดความก็ถือว่า หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีสิ่งที่จิตรู้ และคำว่า สิ่งที่จิตรู้ ต่อไปนี้ เราจะใช้คำว่า อารมณ์ ในภาษาไทย หรือถ้าใครจะใช้ศัพท์บาลีก็เป็น อารัมมณะ หรือ อาลัมพนะ ขณะนี้มีอารมณ์ไหม ใครไม่มีบ้าง ยกมือหน่อย ไม่มี เพราะว่าขณะนี้จิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา นี่ก็เพิ่มความหมายมาอีกนิดหนึ่ง ให้ทราบว่าที่เราเรียกว่า ใจ แท้ที่จริงแล้วก็คือ นามธรรม ซึ่งเป็น จิต ในภาษาบาลี แต่ว่าสิ่งซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีใครรู้จักธาตุชนิดนี้ ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีจริง
