002 ยุคนี้ไม่มีภิกษุณี


    อ.อรรณนพ สำหรับท่านพระมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระเถรีรูปแรกที่ได้รับการบวชโดยรับครุธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง แล้วพระเถรีกลุ่มที่สองคือท่านสากีญาณี ๕๐๐ บวชอย่างไร

    อ.คำปั่น มีข้อความแสดงไว้ในอรรถกถาของเถรีคาถา แสดงว่าสากีญาณีทั้ง ๕๐๐ ได้รับการอุปสมบทโดยจากภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ว่าให้ภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้กับสากีญาณี เพราะฉะนั้นการอุปสมบทเป็นภิกษุณีจึงสามารถที่จะประมวลได้ดังนี้ว่า หนึ่งได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือพระนางมหาปชาบดีโคตมีเท่านั้น

    อ.อรรณพ โดยรับครุธรรม ๘ ประการจากพระองค์

    อ.คำปั่น กลุ่มที่สอง ได้รับการอุปสมบทจากสงฆ์ ก็แยกอีกว่าสำหรับสากีญาณี ๕๐๐ เท่านั้นที่ได้รับการอุปสมบทจากภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว

    อ.อรรณพ เพราะตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณี

    อ.คำปั่น เพราะตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณีมาก หลังจากนั้นมาภิกษุณีทั้งหมดต้องได้รับการอุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่ายคือ จากภิกษุณีสงฆ์ แล้วก็ภิกษุสงฆ์

    อ.อรรณพ ไม่มีข้อยกเว้นใช่ไหม

    อ.คำปั่น ไม่มีข้อยกเว้น

    อ.อรรณพ สำหรับกลุ่มที่สาม กลุ่มสุดท้าย อันนี้ชัดเจน

    อ.คำปั่น แสดงความชัดเจนว่า จะต้องอุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย

    อ.อรรณพ อันนี้ก็ได้มีความชัดเจนเกี่ยวกับพระเถรีหรือพระภิกษุณี ๓ ประเภท ในการที่จะบวช ถ้าจะเป็นภิกษุ ผู้ที่อายุครบบวชแล้วคือยี่สิบ มีศรัทธา มีความเข้าใจพระธรรม รู้ฐานะการสะสมของตนเอง แล้วบวชด้วยปัญญา ก็สามารถที่จะบวชเป็นภิกษุได้ แต่ถ้าเป็นภิกษุณีต้องเป็นสิกขมานามาก่อน อยากให้อาจารย์คำปั่นให้ความเข้าใจตรงนี้ว่า สิกขมานาคืออะไร และทำไมถึงต้องเป็นสิกขมานา ก่อนที่จะเป็นภิกษุณี

    อ.คำปั่น เพราะแสดงถึงความเป็นผู้จริงใจของผู้นั้น ที่จะดำรงเพศอยู่ในเพศที่สูงยิ่งก็คือเพศบรรพชิต เพื่อที่จะศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต คล้อยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามในสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ได้ทรงบัญญัติไว้ทุกประการ ซึ่งกล่าวถึงกรณีที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ ก็มีแสดงไว้ว่า ผู้นั้นจะต้องมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จึงจะสามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้ แต่ก่อนหน้านั้นก็แสดงความยากลำบาก และก็แสดงถึงความเป็นผู้จริงใจของผู้นั้นจริงๆ ว่า สามารถที่จะดำรงตนอยู่ในเพศบรรพชิตได้หรือไม่ โดยการบวชเป็นสามเณรี ซึ่งสมาทานศึกษาในสิกขาบท ๑๐ ต่อจากนั้นก็เป็นสิกขมานาสองปี สิกขมานาหมายถึงผู้ที่พร้อมที่จะศึกษาในสิกขาบท ๖ คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติอพรหมจรรย์ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการดื่มสุราเมรัยและก็เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ซึ่งจะต้องรักษาโดยไม่ขาดแม้แต่หนึ่งข้อ

    อ.อรรณพ ถ้าขาดขึ้นมา

    อ.คำปั่น ก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่จนกว่าจะครบสองปี

    อ.อรรณพ แสดงถึงความมั่นคง จริงใจ จริงๆ

    อ.คำปั่น ไม่ขาดเลยแม้แต่ข้อเดียว

    อ.อรรณพ จึงมีโอกาสที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้

    อ.คำปั่น เมื่อคุณสมบัติพร้อมก็ได้รับการอุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย โดยภิกษุณีสงฆ์ก่อน และบริสุทธิ์ในฝ่ายของภิกษุสงฆ์

    อ.อรรณพ และเมื่ออุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว การครองตนในสถานะภิกษุณีจะยากลำบากกว่าภิกษุอย่างไร เห็นว่ามีศีลตั้งสามร้อยกว่าข้อ อาจารย์คำปั่นให้ความเข้าใจเป็นหลักเบื้องต้นสักนิดว่า ทำไมถึงมีตั้งสามร้อยกว่าข้อ แค่ภิกษุ ๒๒๗ ข้อก็มากมายแล้ว

    อ.คำปั่น แสดงถึงพุทธประสงค์ที่จะวางระเบียบในเรื่องของความยากลำบาก เพื่อที่จะให้พระภิกษุณีค่อยๆ หมดไป เพราะเหตุว่าความเป็นสตรีเมื่อบวชเข้ามาแล้ว จะทำให้พระศาสนาไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นก็จะมีบทบัญญัติมากมายสำหรับสตรีที่บวชเป็นภิกษุณี จะเห็นได้ถึงความจริงว่า การขาดจากความเป็นภิกษุณีง่ายมากเลย ถ้าเป็นผู้ที่ประมาท ไม่รักษาจริงๆ ขาดได้โดยง่าย อย่างเช่นยินดีในการเคล้าคลึงกายของบุรุษ เพียงแค่นี้ภิกษุณีรูปนั้นก็ขาดจากความเป็นภิกษุณีทันที นี่ก็แสดงความง่ายในการที่จะขาดจากความเป็นภิกษุณี ไม่สามารถที่จะเป็นภิกษุณีได้ เมื่อล่วงละเมิดอาบัติหนัก

    อ.อรรณพ แต่ถ้าสมมุติเป็นภิกษุก็ยังไม่ถึงขั้นปราชิก

    อ.คำปั่น ใช่ ถ้าเป็นภิกษุในส่วนนี้ก็เพียงอาบัติสังฆาทิเสส สามารถที่จะประพฤติวัตรเพื่อที่จะพ้นจากอาบัตินี้ได้

    อ.อรรณพ แต่ภิกษุณีไม่ได้เลย

    อ.คำปั่น ไม่ได้เลย

    อ.อรรณพ ทรงวางระเบียบสิกขาบทไว้อย่างละเอียดมากๆ

    ท่านอาจารย์ แต่ข้อนี้ก็เป็นการชัดเจนว่า เพื่อที่จะให้ภิกษุณีหมดไป จึงแม้แต่อาบัติของภิกษุที่ปาราชิก อาบัติของภิกษุณีที่ปราชิก ก็หนักเบาต่างกัน

    อ.จริยา แทรกตรงนี้สักนิด ตรงนี้ดิฉันเคยอ่านพบว่า บางคนบอกว่าตรงนี้ทำไมพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ทรงพระเมตตาอย่างยิ่ง เหตุไฉนท่านจึงไม่เมตตาสตรี ขอความกระจ่างด้วย

    อ.อรรณพ อันนี้คือเป็นความไม่เมตตาหรือเปล่า เหมือนกับว่าทำไมภิกษุได้ แต่ภิกษุณีนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ด้วยพระมหากรุณาอย่างยิ่ง ที่จะให้ผู้หญิงที่บวชแล้วเป็นภิกษุณี มีความจริงใจต่อการที่จะขัดเกลากิเลสในเพศของบรรพชิตคือเป็นภิกษุณี จะต้องมีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง จริงใจอย่างยิ่ง แม้นิดแม้หน่อยก็แสดงความไม่ถูกต้องและไม่จริงใจต่อการที่จะเป็นภิกษุณี เป็นเพศที่สูงกว่าผู้หญิงธรรมดา คฤหัสถ์ธรรมดา เพราะฉะนั้นก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามจึงจะเป็นความจริงใจ มิฉะนั้นแล้วไม่ชื่อว่าเคารพในพระบรมศาสดา แม้แต่การที่ คนยุคนี้สมัยนี้คิดจะบวช เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า เพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้สตรีบวช แค่นี้ความละเอียดของการที่จะไตร่ตรองว่าธรรมวินัยทุกข้อละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์แต่ผู้หญิงคนนั้นเอง ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีแล้ว ทำไมยังมีจิตอย่างคฤหัสถ์ ก็สมควรแก่การเป็นคฤหัสถ์ต่างหาก ไม่สมควรแก่การที่จะเป็นภิกษุณี

    อ.อรรณพ ขอบพระคุณอาจารย์จริยา เจียมวิจิตร ที่ได้ช่วยถามตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่า พระองค์ไม่มีพุทธประสงค์ที่จะให้ผู้หญิงบวชเป็นเพศบรรพชิตเลย โดยลำดับมาที่ได้สนทนามาตั้งแต่ความมั่นคงที่จะบวช จริงๆ มีความมั่นคง และความตรงต่อตนเองแค่ไหน และการที่จะบวช จะต้องมีอะไรบ้างเมื่อครองเพศบรรพชิตอยู่แล้วก็ต้องมีการครองตนที่ละเอียดมาก ซึ่งผมเองได้คำตอบในส่วนของผมว่า เพศสตรีนี่ก็เป็นเพศที่อ่อนไหว เพราะเมื่ออ่อนไหว สิกขาบทก็ต้องละเอียด ถูกไหม เพราะความอ่อนไหวจะเป็นโอกาสให้ล่วงสิกขาบทได้ ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเดี๋ยวเราจะคุยกันเรื่องสิทธิมนุษยชนกับพระธรรมวินัย แต่โอกาสต่อไปเป็นประเด็นที่น่าที่จะคุยกันให้ชัดเจน

    ซึ่งประเด็นที่อาจารย์จริยาท่านได้สนทนาขึ้นมา ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดูเหมือนจะไม่ค่อยเมตตาผู้หญิงเท่าไหร่ เพศบุรุษที่เป็นพระภิกษุอาบัติอะไรก็น้อยกว่า ปาราชิกก็ยังยากกว่าภิกษุณีซึ่งปาราชิกง่าย หรือการครองตนของภิกษุณีกับภิกษุก็ต่างกัน ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากจะรบกวนท่านอาจารย์สุจินต์อีกสักครั้งว่า จริงๆ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตามากมายเกินกว่าที่เราจะคิด แต่เราจะไปคิดว่าทำไมท่านเหมือนกับให้ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงกับชาย

    ท่านอาจารย์ ใครจะคิดเอง เทียบเคียงกับปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงพระมหากรุณาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ เพราะฉะนั้นใครคิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีกรุณาต่อภิกษุณีก็ต้องผิด เพราะเหตุว่าพระองค์ทรงพระมหากรุณา คำว่าพระมหากรุณามากมายและทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะบุคคลหนึ่งบุคคลใด ด้วยพระปัญญาจึงได้ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งปัญญานั่นแหละทำให้พระมหากรุณาละเอียดยิ่ง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะคาดคะเนได้ ด้วยเหตุนี้ถ้ายุคนี้สมัยนี้ ใครจะคิดว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงมีพระมหากรุณาต่อผู้หญิง ไม่ให้ผู้หญิงบวช พยายามที่จะให้พระภิกษุณีหมดสิ้นไป คนนั้นคิดผิดหรือคิดถูก รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ได้ศึกษาเข้าใจแล้ว ก็จะยิ่งเห็นพระคุณตามลำดับขั้นของปัญญา เพราะฉะนั้นใครที่คิดว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงมีพระมหากรุณา ผู้นั้นไม่มีปัญญา ที่จะรู้ว่าพระองค์ทรงพระมหากรุณาอย่างไร จึงไม่ให้สตรีบวช และเมื่อบวชแล้วก็วางกฎระเบียบพระวินัยสำหรับผู้หญิงมาก เพื่อที่จะให้หมดสิ้นไป

    อ.อรรณพ อันนี้ชัดเจนมาก

    ท่านอาจารย์ ตามพระพุทธประสงค์ แต่เมื่อกาลสมัยนั้นมีผู้ที่สามารถจะเป็นพระอรหันต์ได้ จึงได้ทรงอนุญาต แต่ก็ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อให้หมดไปด้วย และการที่พระองค์ทรงวางระเบียบ กฏพระวินัย ให้ผู้หญิงรักษาอย่างเคร่งครัดที่จะไม่ให้มีภิกษุณีอีกต่อไป แล้วใครยุคนี้จะกลับให้มีภิกษุณี เพราะว่าพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า ถ้ามีภิกษุณี พระศาสนาก็จะอายุไม่ยืนนาน เพราะฉะนั้นคนที่คิดที่จะให้มีภิกษุณีอีก ก็เท่ากับว่าไปทำให้พระศาสนาไม่ยืนยาวต่อไป

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจพระธรรมวินัย คือเห็นในพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะไม่คิดทำอะไรที่ผิดพระธรรมวินัย หรือผิดกับที่ ก็พระผู้มีพระภาคได้ทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว

    ท่านอาจารย์ มีใครไม่ทราบบ้าง ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้สตรีบวช ทุกคนรู้ ทุกคนทำตามหรือเปล่า แต่เมื่อผู้หญิงในครั้งนั้นสามารถถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ ซึ่งเมื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีกิเลส จึงไม่สามารถที่จะดำรงเพศคฤหัสถ์อีกต่อไป แต่ไม่ว่าสมัยไหนก็ตาม ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ใครก็สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา ขัดเกลาความไม่รู้ ความติดข้องและกิเลสทั้งหลาย จนเป็นพระอริยบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือคฤหัสถ์ก็ตามแต่

    เพราะฉะนั้นในสมัยนี้ก็ทราบกันอยู่ว่า พระศาสนาจะเสื่อมถอยจากผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในครั้งพุทธกาลมาจนกระทั่งถึง ณ บัดนี้ พันปีแรกเป็นพันปีซึ่งยังมีภิกษุที่ทรงคุณวิเศษ ปฏิสัมภิทามรรค เป็นต้น แต่ในพันปีที่สองทำไมจึงไม่เหลือภิกษุที่มีคุณวิเศษ แต่มีพระอรหันต์ยังคงเป็นพันปีของพระอรหันต์ได้ ก็แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอย่างยิ่งของปัญญา ที่สามารถจะทำให้มีคุณวิเศษ และถึงแม้เป็นพระอรหันต์ก็ไม่ใช่จะสามารถมีคุณวิเศษเหมือนภิกษุในครั้งพุทธกาล

    เพราะฉะนั้นตอนนี้ สมัยนี้ก็เป็นพันปีที่ ๓ ทำไมจึงเป็นยุคของพระอนาคามีแสดงแล้วว่า เพศคฤหัสถ์ในยุคนี้ ไม่สามารถที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ แม้ภิกษุก็เช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าการที่จะเข้าใจธรรมเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาอย่างละเอียดยิ่ง ทุกคำต้องสอดคล้องตรงตามความเป็นจริง ถ้าผิด คลาดเคลื่อนไม่สอดคล้องกัน ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาต้องศึกษาด้วยความอดทน ขันติบารมีที่จะรู้ความจริง เข้าใจความจริงให้สอดคล้องกันทั้งหมด

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อเป็นยุคสมัยซึ่งไม่มีภิกษุที่ทรงคุณวิเศษ ไม่มีพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ ที่แม้ไม่มีคุณวิเศษก็ยังเป็นพระอรหันต์ มาถึงยุคนี้ปีที่สามพัน ก็แสดงว่าไม่มีพระอรหันต์ ถ้าสามารถจะมีได้ก็จะเพราะพระอนาคามีบุคคล ซึ่งไม่ใช่ต้องดำรงเพศบรรพชิต แล้วใครจะบวช

    อ.อรรณพ จริงๆ ถ้าเข้าใจอย่างที่ท่านอาจารย์สุจินต์ ท่านแสดงตามพระธรรมวินัย ก็เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่จำเป็นต้องไปบวชเลย อาจารย์คำปั่น ถ้าสมมุติว่าจะมีผู้ร้องขอ จะมีกลุ่มสตรีร้องขอว่าจะเอาอย่างกลุ่มที่สองภิกษุณีที่บวชสงฆ์ฝ่ายเดียวอย่างท่านสากีญาณี ๕๐๐ ในยุคนี้ แล้วจะขอบวชจากสงฆ์ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่ามีการบวชจากสงฆ์ฝ่ายเดียวได้คือกลุ่มสากีญาณี ๕๐๐ ความถูกต้องเป็นอย่างไร

    อ.คำปั่น จริงๆ ก็ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เพราะเหตุว่าการอุปสมบทของภิกษุณี นอกจากพระนางมหาปชาบดีโคตมี นอกจากพระสากิญาณีภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ นอกจากนั้นทั้งหมดต้องได้รับการอุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย เพราะฉะนั้นเมื่อขณะนี้ไม่มีภิกษุณีแล้ว จึงไม่สามารถที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ จะไปอ้างเหตุผลใดๆ ก็ตาม ก็ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย ในเมื่อไม่สามารถที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ ก็คือบวชไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เป็นการแสดงให้เห็นความยาก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเพื่อที่จะให้ภิกษุณีหมด เพียง ๕๐๐ พวกสากิญาณีเท่านนั้นที่บวชจากภิกษุเท่านั้น จากนั้นมาแล้วเพิ่มพระวินัยใช่ไหม ที่ว่าถ้าใครจะเป็นภิกษุณีก็ต้องบวชจากสงฆ์สองฝ่าย เพิ่มความเคร่งครัดขึ้นมาอีก เพื่อที่จะให้ภิกษุณีหมดไป เพราะฉะนั้นทุกประการของพระธรรมวินัยก็เพื่อที่จะให้สตรีไม่บวชในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นถ้ามีความเคารพจริงๆ และรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง ช่วยกันรักษาพระศาสนาให้ยืนนาน ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย คือเมื่อไม่ประสงค์ที่จะให้สตรีบวช สตรีก็ไม่ควรที่จะบวช มิฉะนั้นก็ไม่ชื่อว่าเคารพในพระบรมศาสดา

    อ.อรรณพ อาจารย์คำปั่น อีกประเด็นหนึ่งที่จะให้เห็นถึงว่า ไม่ทรงมีพุทธประสงค์ที่จะให้สตรีได้บวชกันต่อๆ ไปยาวนาน ก็อยากจะรบกวนอาจารย์คำปั่นได้กล่าวถึง การที่ภิกษุณีที่จะเป็นอุปัชฌาย์ที่จะบวชภิกษุณีต่อไป พระองค์ทรงมีพุทธบัญญัติหรือมีระเบียบไว้อย่างไรบ้าง

    อ.คำปั่น ซึ่งจริงๆ ภิกษุณีที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเรียกปวัตตินี หมายถึงว่าผู้ที่ยังผู้อื่นให้เป็นไปในเพศบรรพชิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติของผู้ที่เป็นปวัตตินีก็มีมาก เป็นผู้ที่มีคุณธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ที่ทรงธรรม ทรงวินัย แล้วก็มีอายุพรรษา ๑๒ พรรษา พร้อมที่จะให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ที่บวช ได้ แล้วการบวชเป็นภิกษุณี บวชได้ปีละหนึ่งรูป แล้วก็ต้องเว้นไปอีกหนึ่งปี จึงจะสามารถบวชได้อีก ก็คือปีเว้นปี แล้วก็มีสิกขาบทหนึ่งที่แสดงว่าปรับอาบัติปาจิตตีย์สำหรับผู้ที่บวชให้ภิกษุณีปีหนึ่งสองรูป ก็เป็นอาบัติ จะเป็นการป้องกันหลายชั้นทีเดียว เพื่อที่จะให้ภิกษุณีค่อยๆ หมดไป นี่ก็เป็นไปตามพุทธประสงค์จริงๆ

    อ.อรรณพ ก็เป็นที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นชัดเจนว่า ภิกษุณีในสมัยต่อๆ มาก็ได้ถูกจำกัดจนหมดไป แล้วก็ชัดเจนว่าถ้าไม่ใช่พระนางมหาปชาบดีโคตมี ไม่ใช่เหล่าสากิญาณี ๕๐๐ หญิงหลังนั้นถ้ามีอัธยาศัยจริงๆ ที่จะบวชเป็นภิกษุณี ต้องบวชจากสงฆ์สองฝ่ายเท่านั้น ตอนนี้จะเรียนในประเด็นนี้ กับอาจารย์จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา ท่านเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ท่านก็มาร่วมสนทนาของเราหลายครั้ง ถ้ามีผู้หญิงหรือกลุ่มผู้หญิงอ้างว่า บวชภิกษุณีจากสงฆ์สองฝ่าย เขาก็จะไปเอาภิกษุณีสงฆ์จากที่ศรีลังกา ซึ่งเป็นเถรวาทเหมือนกัน จะมีความเป็นไปได้ไหม

    อ.จักรกฤษณ์ เรื่องนี้ก็คงต้องดูประวัติศาสตร์ที่ปรากฏว่า ในศรีลังกายังมีภิกษุณีอยู่หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ก็มีหลักฐานที่เป็นหลักฐานวิชาการที่ต้องอ้างอิงถึงความชัดเจนของภิกษุณีในศรีลังกา เป็นบทความเรื่องลังกาวงศ์ในสยาม และสยามวงศ์ในศรีลังกา ของรองศาสตราจารย์สมบูรณ์ บุญฤาษี ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งท่านได้ทำการค้นคว้าในเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศาสนาพุทธในศรีลังกา และศาสนาพุทธในประเทศไทยในบ้านเราว่า มีความเป็นมาอย่างไรในเรื่องของการสืบทอดศาสนาของพระภิกษุและพระภิกษุณีนั้นมีไหม

    ชาวพุทธเราจะเข้าใจทั่วไปว่า ศรีลังกาเป็นประเทศที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เราจะมีประวัติศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นความรุ่งเรืองก็ในสมัย ที่ท่านมีการทำสังคายนากัน พ.ศ. ๒๓๘ ตอนนั้นมีการทำสังคายนากันครั้งที่ ๔ สมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทำสังคายนารุ่งเรืองมาก ต่อมา พ.ศ. ๔๓๓ ท่านก็มีการสังคายนาอีกครั้งหนึ่ง และมีการบันทึกลงในใบลานเป็นหลักฐาน เพื่อที่จะให้ชาวพุทธเราได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของท่านสืบต่อมา ก็เจริญรุ่งเรืองมาก ตอนนั้นในการที่พระพุทธศาสนาท่านได้เผยแพร่ไปจากศรีลังกา ก็ได้สืบทอดมายังทางบ้านเราด้วย โดยเริ่มจากมีผู้ที่สนใจในศาสนาพุทธ ท่านไปศึกษาพระธรรมคำสอนที่ประเทศศรีลังกา แล้วก็ได้บวชเป็นภิกษุด้วย ตอนนั้นในประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ได้มีกลุ่มชาวไทยไปบวชเป็นพระภิกษุที่ประเทศศรีลังกา เนื่องจากท่านก็เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากและมีความเลื่อมใส ท่านก็ไปศึกษาพระพุทธศาสนา และบวชที่ประเทศศรีลังกาในปี พ.ศ. ๑๘๐๐ โดยประมาณ จากนั้นท่านก็กลับมาที่ประเทศไทย มาที่จังหวัดนครศรีธรรมราชทางภาคใต้เรา นั่นก็เป็นพระภิกษุ เป็นลังกาวงศ์ เพราะว่ามาจากศรีลังกาเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หลักฐานที่ปรากฏชัดเจนก็คือจะมีการก่อสร้างวัด เจดีย์ที่มีลักษณะคล้ายกับศรีลังกาเลย อยู่ที่วัดพระมหาธาตุในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั่นเอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน

    อ.อรรณพ ้เป็นเจดีย์ทรงลังกา

    อ.จักรกฤษณ์ ใช่ เป็นทรงลังกา และมีหลักฐานในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาจากศรีลังกามา หลักฐานทางวัตถุ และก็คำสอนต่างๆ ในสมัยนั้นพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ท่านก็มีความเลื่อมใสในทางด้านศาสนาด้วย ท่านก็เชิญภิกษุทางจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นมาเผยแพร่ เป็นลังกาวงศ์ มาที่สุโขทัย มาเผยแพร่ที่สุโขทัยก็เจริญรุ่งเรืองมากในช่วงนั้น ศาสนาพุทธในบ้านเราก็สืบต่อมานับแต่นั้น โดยสืบทอดมาจากลังกาวงศ์

    แต่ปรากฏว่าในทางด้านฝ่ายทางศรีลังกาเองเกิดความเสื่อมถอยในด้านพระพุทธศาสนา เนื่องจากตอนนั้นมีปัญหาทางด้านการเมือง มีกลุ่มกบฏทมิฬ ซึ่งเขาก็นับถือศาสนาอีกด้านหนึ่ง แล้วก็ก็มีการปกครองที่จากประเทศตะวันตกทางฮอลแลนด์ทางโปแลนด์เข้ามาครอบงำการเมืองในประเทศศรีลังกา ทำให้มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาตอนนั้นก็เสื่อมถอยลงไปมาก ในปี พ.ศ. ๒๒๘๒ ก็เป็นยุคที่เสื่อมในทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างมาก จนกระทั่งไม่มีพระภิกษุหลงเหลืออยู่เลย เพราะว่าท่านก็ถูกทำลายหลายๆ อย่าง ทำลายคำสอนแม้กระทั่งจากพระภิกษุท่านไปประหารชีวิตก็มี เกิดขึ้นในยุคช่วงนั้น จนเหลือแต่สามเณรเท่านั่นเอง ปรากฏจากหลักฐานก็คือเหลือแต่สามเณร สามเณรที่มีชื่อที่ยังเหลืออยู่ในตอนนั้นชื่อ สามเณรสรณังคละ เป็นเพียงสามเณรเท่านั้นยังดำรง

    อ.อรรณพ เทือกเถาเหล่ากอของบรรพชิต

    อ.จักรกฤษณ์ ไม่ได้เป็นภิกษุแล้ว


    หมายเลข 10805
    13 ส.ค. 2569